Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
บันทึกลับปักษาสวรรค์ (จินตนิยายสามก๊ก)
•
ติดตาม
19 ม.ค. 2021 เวลา 02:41 • นิยาย เรื่องสั้น
1.4. ความลับน่าตระหนก
สามขุนพลห่วงสัมพันธ์ - โลติด จูฮี ฮองฮูสง
ชายหนุ่มดึงความคิดกลับมายังโลกที่มันดำรงอยู่ พลันสังเกตเห็นท่วงท่านิ้วไขว้กันอันแปลกตาของคนรับใช้คนนั้น ทำให้นึกถึงรหัสลอบสังหารขององค์กรป่วนอดีตที่เคยสืบทราบมา ทันใดนั้น เหล่าผู้รับใช้ทั้งหมดพลันชักมีดสั้น ออกจากผ้าคาดเอว มุ่งตรงไปยังวงสุราด้วยรังสีอำมหิต เหยี่ยวดำจึงคิดขึ้น “นี่คงเป็นฝีมือของพวกป่วนอดีตอีกละกระมัง"
เมื่อเหลียวไปทางสามพี่น้อง ต่างก็เมาหลับหมดสติกันไปแล้ว มันจึงตัดสินใจพลิ้วกายลงไปขวางทางไว้ และใช้กระบี่ของตนปลิดชีพเหล่าคนรับใช้ร่วมสิบคนภายในเวลาอันสั้น แล้วหยิบเอากระบี่ที่อยู่ข้างกายของเล่าปี่มาป้ายเลือดไว้ ให้เหมือนว่า เล่าปี่เมาแล้วละเมอฆ่าพวกคนรับใช้ "ที่ไร้ความผิด"เหล่านี้
ในพงศาวดารสามก๊กส่วนมาก มักยกย่องเล่าปี่ ตำหนิโจโฉ อาการละเมอฆ่าคนจึงถูกยกให้เป็นพฤติกรรมชั่วร้ายของโจโฉ แต่เมื่อองค์กรย้อนอดีตสนใจช่วงเวลาดังกล่าว จึงสืบค้นอย่างละเอียดถ้วนถี่จากตำนาน เรื่องเล่า และบันทึกลับหลากหลายสำนัก หลากหลายที่มา จนค้นพบจุดเล็กๆน้อยๆที่แตกต่างกันมากมาย
"เพียงคนรับใช้ไม่กี่คน ท่านเตียวหุยคงจัดการปิดข่าวได้ไม่ยาก" มันเปรยเบาๆ ขณะหันหน้าไปทางเจ้าสัวหนุ่มเตียวหุย
"เวลาเท่านั้นคือบทพิสูจน์" เสียงเตียวหุยละเมอสวนขึ้นเบาๆ ที่แท้ เตียวหุย ก็คือ หนึ่งในหน่วยปักษาสวรรค์ปลอมแปลงมาแล้วนั่นเอง!!!
เหยี่ยวดำกระตุกยิ้มพิสดาร เอามือแตะริมผีปากตนเองแล้วไปแตะที่แก้มของเตียวหุย เขียนเป็นตัวเลขเก้า "ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง พี่เก้า"
มันคิดถึงความผูกพันระหว่างตัวมันกับพี่นางแอ่น คนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน พื้นฐานนิสัยคล้ายกัน และเคยผ่านการฝึกฝนร่วมกันมาหลายปี ทำให้เกิดความสนิทสนมกันมากกว่าสมาชิกคนอื่นๆ จนเรียกได้ว่า แอบชื่นชอบพี่สาวคนนี้เป็นพิเศษ นึกไม่ถึงว่า ภารกิจครั้งนี้ทำให้พวกมันแยกจากกันมาร่วมสองสามปีแล้ว
นางแอ่นเข้า “แทนที่” เตียวหุย จำเป็นต้องลดอายุของตัวเองลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักเดินทางข้ามมิติที่ต้องยืดหยุ่นอายุจริงกับอายุของตัวละครที่สวมบทบาทแทน ในกรณีนี้ เพียงแตกต่างไม่กี่ปี จึงถือว่า ง่ายดายมากแล้ว
อีกประการหนึ่งที่เป็นข้อได้เปรียบก็คือ ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้าในอนาคต ทำให้อายุขัยของคนในยุคสมัยของมันนั้นยืดยาวไปถึงหนึ่งร้อยปีแล้ว ดังนั้น สำหรับคนอื่นทั่วไป พอถึงอายุห้าหกสิบปี อาจจะเริ่มทรุดโทรม แต่สำหรับคนหน่วยปักษาสวรรค์ ยังคงแข็งแรงต่อเนื่องไปได้อีกนับสิบๆปีเลยทีเดียว ทำให้การเข้ามาแทรกแซงยุคสมัยสามก๊กที่มีเวลายาวนานร้อยกว่าปี เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ในช่วงชีวิตหนึ่งของพวกมัน
เหยี่ยวดำลอยตัวหายไปในเงามืด พร้อมกับชัยชนะครั้งแรกขององค์กรย้อนเวลาที่มีต่อองค์กรป่วนอดีตในช่วงประวัติศาสตร์สามก๊กนี้ แต่การชนะเพียงครั้งเดียว ยังไม่อาจตัดสินได้ว่า ฝ่ายใดจะได้ชัยในสงครามใหญ่ขององค์กรล้ำสมัยในอนาคตทั้งสองแห่ง เพราะกาลเวลายังมีอีกยาวนานนัก
…
เช้าวันรุ่งขึ้น เล่าปี่สร่างเมาเป็นคนแรก พบว่ากระบี่ของตนเปื้อนเลือด และมีศพของคนรับใช้เกลื่อนกลาดอยู่ข้างโต๊ะ ก็คาดเดาว่า เป็นตนเองละเมอฆ่าคนเหมือนในอดีต หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่ววูบหนึ่ง จึงรีบเช็ดคราบโลหิตออกจากกระบี่ตนเอง และป้ายเลือดคนรับใช้ลงบนดาบใหญ่ของกวนอูแทน แล้วแสร้งหลับต่อ จนเผลอหลับไปจริงๆอีกครั้ง
ฝ่ายกวนอูเล่า เมื่อฟื้นขึ้นและพบว่ามีเลือดบนดาบตนเองเช่นนั้น ก็ไม่รอช้า รีบเอาดาบไปล้างที่บ่อน้ำก่อน ค่อยป้ายเศษเลือดคนตายไปบนทวนอสรพิษและเสื้อผ้าของเตียวหุย เมื่อจัดฉากเสร็จแล้ว ก็ไม่รอช้า รีบกระชากคอเสื้อเตียวหุยขึ้น และร้องเสียงอันดังว่า "น้องสาม เจ้าฆ่าคนตายแล้ว พี่ใหญ่ รีบตื่นมาช่วยกันเถิด"
เล่าปี่และเตียวหุยตกใจตื่นในทันใด เล่าปี่ตระหนักในใจถึงความเจ้าเล่ห์แสนกลของกวนอูได้ในทันที แต่ก็รีบตามน้ำย้ำให้เตียวหุยรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน ฝ่ายเตียวหุย หรือนางแอ่น ลำดับเก้า งัวเงียลุกขึ้นไปล้างหน้าที่บ่อน้ำ ก็พบคราบเลือดที่ปนเปื้อนในบ่อนั้น และรหัสลับที่เหยี่ยวดำทิ้งไว้ จึงพอคาดเดาได้ว่าใครบางคนทำเรื่องขึ้นแล้วป้ายสีใส่ตน แต่ก็ไม่กล่าวเปิดโปงอันใด
จากบ่อน้ำ มันเดินโซเซไปตรวจดูตามห้องหับต่างๆ กลับพบเห็นคนรับใช้ตัวจริง และคนรับใช้ที่เหลือล้วนถูกวางยาพิษตายหมดสิ้น หากนับรวมกับเหล่ามือสังหารด้วย น่าจะไม่ต่ำกว่าสามสิบคน นับว่าเป็นคดีฆาตกรรมที่ใหญ่โตไม่น้อยแล้ว
มันนึกทบทวนเนื้อเรื่องของช่วงนี้ แล้วจึงกล่าวชวนให้พี่ชายร่วมสาบานทั้งสองหลบหนีออกจากเมืองน้อยซินเอี๋ย เพื่อหาทางเข้าร่วมกองทัพอาสาสมัคร รบกับกองทัพโพกผ้าเหลืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ หวังทำผลงานลบล้างคดีความ
ยามนั้น เล่าปี่ยังไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในราชสำนัก จึงเสนอให้ไปสมัครกับโลติด หนึ่งในสามขุนพลใหญ่ที่เคยเป็นอาจารย์ของตนในอดีต เมื่อทั้งหมดตกลงใจเช่นนั้น จึงแยกย้ายกันไปเก็บสิ่งของสำคัญแค่พอติดตัว
…
นับว่าโชคดีที่เจ้าสัวน้อย เตียวหุยอพยพมาจากถิ่นฐานเดิมตามลำพังคนเดียว จึงไม่มีสมาชิกอื่นในครอบครัวให้เป็นภาระ อีกทั้งเดิมเป็นคนสมถะสันโดษ ไม่มีมิตรสหาย นอกจากชอบแต่เข้าวัดเข้าวาอยู่บ้าง ดังนั้น สามสี่ปีที่มันย้ายมาทำกิจการตลาดร้านค้านี้ จึงคล้ายผ่านวันเวลาไปพร้อมกับความว่างเปล่า หรือแวะเวียนไปช่วยงานก่อสร้างวัดบ้าง และมีเพียงสุราเป็นมิตรแท้คู่ใจเท่านั้น
ดังนั้น มันเพียงเก็บกวาดสิ่งของมีค่า คว้าทวนอสรพิษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยอมละทิ้งบ้านเรือนและกิจการร้านค้า ก็สามารถจากไปได้โดยง่าย จน "เตียวหุย" ก็เคยแปลกใจตัวเองที่เป็นคนโดดเดี่ยวในสังคมได้เช่นนี้ มันจึงปิดตายบ้านเรือนที่พักไว้ เขียนคำสารภาพไว้บนผนังกำแพง แต่กว่าผู้คนจะค้นพบซากศพเหล่านี้ ก็คงเป็นเวลาที่มันจากหายไปไกลมากแล้ว
…
เล่าปี่แยกตัวกลับมาที่บ้านพักนอกเมืองอีกครั้ง กลับพบเห็นท่านอาหญิงของตนกำลังถูกกลุ่มคนแปลกหน้าสามสี่คนกลุ้มรุมคล้ายกำลังจัดฉากให้ดูเหมือนกับผูกคอตายเอง โดยมีหนุ่มใหญ่ในชุดพ่อค้าเร่ร่อนยืนดูอยู่ด้านข้าง จึงรีบชักกระบี่ตรงเข้าไปหมายจับกุมพ่อค้าเร่เป็นตัวประกัน
แต่หนุ่มใหญ่หันมาพบเข้าก่อนจึงสั่งการให้ลูกน้องสองคนแยกออกมารับมือแทน หนุ่มใหญ่คล้ายขัดเคืองใจที่ลูกน้องใช้เวลาเนิ่นนานเกินไป จึงหันไปทางหญิงชราพร้อมขยับมือวูบหนึ่ง แสงประหลาดพุ่งวาบออกจากกระบอก ส่งให้ร่างอันบอบบางของหญิงชรากระตุกอย่างแรง แล้วขาดใจตายไปในทันที
หันกลับมาอีกครั้ง เล่าปี่ถูกลูกน้องสองคนรุมซ้อมนอนขดตัวอยู่กับพื้นหมดทางต่อสู้ หนุ่มใหญ่พ่อค้าเร่เดินเข้ามาเตะที่ชายโครงเล่าปี่เป็นการเตือนสติ “เหี้ยนเต๊กเอ๋ย ข้าเพียงช่วยให้เจ้าแอบอ้างเรื่องเชื้อสายราชวงศ์เล่าได้ง่ายขึ้น คนที่รู้ความจริงเรื่องนี้ได้ตายไปแล้ว เจ้าสามารถใช้แซ่เล่าได้โดยไม่มีใครเปิดโปงแล้ว”
เล่าปี่ฟังแล้วเหงื่อเปียกชุ่มหลัง ความลับเรื่องประวัติของมันกลับมีคนนอกล่วงรู้ อย่างน้อยก็อีกห้าคนเบื้องหน้านี้ ขณะที่จะเอ่ยปากตอบโต้ หนุ่มใหญ่ขยับข้อมืออีกครั้ง ลูกน้องสี่คนตรงหน้ากลับล้มลงตายด้วยกลไกลูกดอกพิษในแขนเสื้อไปแล้ว
“ตอนนี้ เหลือเพียงเจ้ากับข้าเพียงสองคนที่รู้ความลับนี้ ตำนานของเด็กกำพร้าเมืองตุ้นกวนที่ถูกหญิงบ้าแซ่เล่าเก็บมาเลี้ยงแทนลูกชายที่ป่วยตายตั้งแต่เด็ก เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป เจ้าจึงได้ใช้ชื่อแซ่ของคนตายมาโดยตลอด เหี้ยนเต๊กเอย จงสวมบทบาทเป็นเล่าปี่ที่มีอนาคตไกล อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตาเสียล่ะ” หนุ่มใหญ่จ้องมองเล่าปี่ที่ยังมึนงงสงสัยก่อนเดินจากไป โดยไม่ทิ้งเบาะแสชื่อแซ่ไว้เลย
หลายปีจากนี้ไป แม้ว่า เล่าปี่จะได้ยินชื่อเสียงของฝ่ายตรงข้ามจนชินหู แต่กลับไม่เคยพบพานใบหน้ากันอย่างจริงจัง ทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองที่เกิดขึ้นสั้นๆในครั้งนี้ถูกปิดตายเป็นความลับไปตลอดกาลนาน
…
กลับมาอีกด้านหนึ่ง กวนอูเป็นคนพเนจรผ่านทางมาอยู่ก่อนแล้ว จึงเพียงรวบรวมข้าวของที่สำคัญขึ้นมาจากรถเข็น ทำเป็นห่อผ้าสะพายหลัง แล้วทั้งสองค่อยออกเดินทางไปรั้งรอเล่าปี่ที่จุดนัดหมาย เป็นวัดป่าน้อยที่สอง เขาหยกจวนสัน นอกเมืองซินเอี๋ย วัดสำคัญที่เจ้าสัวเตียวหุยเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างขึ้นเอง และแวะเวียนมาทำบุญอยู่เนืองๆ จนเป็นที่คุ้นเคยกับหลวงจีนในวัด สามารถเอ่ยปากขอใช้ห้องพักส่วนตัวในการรอคอยได้ตามสะดวก
รอคอยอยู่ร่วมครึ่งค่อนวัน เล่าปี่ค่อยสะพายห่อผ้ามาถึงด้วยบาดแผลฟกช้ำ และดูอิดโรย อ้างว่า ถูกกลุ่มนักเลงท้องถิ่นที่เป็นศัตรูเก่าตามรังควาน สามพี่น้องไม่ต้องการตอแยเรื่องราวเนิ่นนาน จึงรีบออกเดินทางไปจากเมืองซินเอี๋ยในทันที
มิตรภาพเพียงชั่วข้ามคืนของสามพี่น้องจึงซุกซ่อนไว้ด้วยความลับดำมืดของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป คล้ายกำแพงบางๆที่กางกั้นความจริงใจเอาไว้
…
ระหว่างทาง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนกำลังเดินทางออกจากเมืองน้อยนั้นเอง บังเอิญได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากป่าไม้ข้างทาง เมื่อเข้าไปสำรวจดู พบซากศพทหารสิบกว่าคนนอนตายกลาดเกลื่อน เหลือแต่นักพรตผอมสูง ใส่ชุดสีเหลือง ผมขาวประปราย ท่าทางดุดันผู้หนึ่ง กำลังจะเด็ดชีพของนายทหารวัยกลางคนร่างอ้วนกลม เป็นคนสุดท้าย แต่เหมือนยังกริ่งเกรงกระบี่ในมือของขุนศึกอยู่
ทั้งสามจึงหันมาสบตากัน และตัดสินใจช่วยนายทหารไว้ก่อน นักพรตหยุดมองคนแปลกหน้าที่มาใหม่ และหยุดจ้องมองเตียวหุยด้วยแววตาประหลาดใจ พร้อมกับประกาศตนเสียงดัง "ข้าคือ เตียวก๊ก ประมุขพรรคฟ้าเหลือง ใครบังอาจมาขวางทางข้า" สามพี่น้องสบตากันวูบหนึ่ง แม้จะตึงมือยิ่ง แต่โอกาสสร้างชื่อได้มาถึงแล้ว
ช่วงเวลานั้น ไม่ว่าใครๆก็ย่อมได้ยินชื่อเสียงของเตียวก๊ก ประมุขพรรคฟ้าเหลือง ผู้ยิ่งใหญ่ในแถบเสเหลียง ที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้กับราชวงศ์ฮั่นไปทั่วทั้งแผ่นดิน ฝีมือการต่อสู้ของเตียวก๊กย่อมสูงล้ำ ไม่อาจประมาทได้เลย หากแต่สำหรับสามพี่น้องร่วมสาบานวัยหนุ่มฉกรรจ์นั้น ความเสี่ยงสูงย่อมนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ล้ำค่าด้วยเช่นกัน นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนัก
ดังนั้น การต่อสู้ร่วมกันเป็นครั้งแรกของสามพี่น้อง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จึงเกิดขึ้นกับเตียวก๊ก ณ ที่แห่งนั้นเอง แม้ว่าประมุขพรรคฟ้าเหลืองจะมีวิทยายุทธ์สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ดูเหมือนจะมีความในใจจึงผ่อนฝีมือให้กับเตียวหุยอยู่หลายส่วน ทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อกว่าที่ควรจะเป็น
จนเมื่อสบโอกาส เตียวก๊กกระแทกพลังฝ่ามือเข้าใส่กลางกลุ่ม จนทั้งสามกระเด็นไปคนละทาง มันจึงคว้าแขนดึงร่างของเตียวหุยให้ออกไปไกล ใช้ต้นไม้ใหญ่บังพ้นสายตาคนอื่น แล้วกระซิบถามว่า "ลูกหุย เหตุไรจึงนำคนมาต่อสู้กับเราผู้เป็นบิดาบุญธรรมของเจ้าเช่นนี้ หรือเจ้าคิดจะฮุบขุมสมบัติของพรรคไปเสียเองจริงๆ"
“ที่แท้ เตียวหุย ก็คือ ลูกเลี้ยงของเตียวก๊ก และเป็นผู้เฝ้ารักษาขุมสมบัติให้กับพรรคฟ้าเหลืองนี่เอง มิน่าเล่า จึงทำตัวสันโดษ ไร้ทั้งครอบครัวและมิตรสหาย อาศัยแต่ตลาดค้าเนื้อสัตว์บังหน้า รังโจรลึกลับกลับสะสมขุมทรัพย์ไว้ในที่เปิดเผยเช่นนี้เอง ช่างร้ายกาจนัก" เตียวหุยตัวปลอมคิดตามได้อย่างรวดเร็วสมกับที่ได้รับการฝึกฝนหลักสูตรจารชนข้ามยุคมาอย่างดี จึงรีบก้มตัวลงป้องปากคล้ายจะกระซิบความนัยตอบ เตียวก๊กจึงเผลอโน้มตัวตามด้วยความเคยชิน
แต่แล้ว เตียวก๊กคล้ายกับซวนเซ เสียจังหวะไปเล็กน้อย เตียวหุยไม่ยอมพลาดนาทีทอง รีบปล่อยเข็มพิษจากแขนเสื้อสกัดใส่จุดสำคัญที่แขนทั้งสองข้างของเตียวก๊กจนพิการ ไม่อาจใช้การได้ และใช้กรงเล็บกดเข้าที่ลำคอของเตียวก๊ก จนหลอดลมฉีกขาด ไม่อาจกล่าววาจาใดๆได้อีก เพื่อไม่ให้เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเตียวหุยได้อีกด้วยกระบวนท่าอำมหิตอย่างต่อเนื่อง
ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่ผู้เหี้ยมหาญแห่งยุคอย่างเตียวก๊กกลับต้องพิการแขนทั้งสองข้าง และเป็นใบ้ไปในเวลาเพียงชั่ววูบเท่านั้น เตียวก๊กนึกรู้ทันทีว่ายังมียอดฝีมือลึกลับอีกคนหนึ่งแฝงตัวลอบทำร้ายตนเองมาจากทางด้านหลัง จึงทำให้ตนเองเสียจังหวะจนพลาดท่าเสียทีต่อศัตรูเบื้องหน้า จนถึงขั้นเป็นคนพิการไปครึ่งค่อนตัวแล้ว แต่ยังดีที่มีประสบการณ์สูงส่ง จึงรีบสะบัดเท้าถีบเตียวหุยอย่างหมดเยื่อใยต่อกัน แล้วพุ่งตัวหลบหนีไปในทิศทางตรงข้ามทันที พร้อมกับพาความคับแค้นใจที่ลูกเลี้ยงของตนกลับมาทำร้ายตนเองเช่นนี้ เสียดายหมากกลที่อุตส่าห์วางไว้เป็นแหล่งสะสมทรัพย์แหล่งใหญ่ที่สุดพลอยสูญสิ้นไปในพริบตา
…
ร่างของเตียวก๊กล้มฟุบอยู่ตรงป่าไม้ห่างไกลออกมาสิบกว่าลี้ เป็นจุดนัดพบกับผู้อาวุโสพรรคที่แต่เดิมนัดหมายมาร่วมกันตรวจสอบปัญหาสำคัญเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของเตียวหุย ผู้เฝ้าขุมทรัพย์ของพรรค นึกไม่ถึงว่า ผู้อาวุโสพรรคที่มาถึง ก็คือ หนุ่มใหญ่ในชุดพ่อค้าเร่ร่อนคนเดิมนั่นเอง
หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็มีข่าว"การตายด้วยโรคร้าย"ของเตียวก๊กแพร่กระจายออกไป บ้างก็ร่ำลือถึงว่า ที่จริงเตียวก๊กถูกทำร้ายจนตายด้วยเข็มพิษ ถึงขนาดที่ “พ่อค้าเร่ร่อน” ไปเชื้อเชิญหมอฮัวโต๋ที่เพิ่งมีชื่อเสียงปรากฎ ทัดเทียมกับเตียวตงจิง หมอเทพยดาผู้เลื่องชื่อ ให้มาช่วยรักษา ก็ยังไม่สามารถยื้อชีวิตให้ได้ ซึ่งการจากไปของผู้นำคนสำคัญอย่างกระทันหันเช่นนี้ จึงทำให้พรรคฟ้าเหลือง หรือ กลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว
หลายวันต่อมา ยังไม่ทันที่จะจัดตั้งผู้นำพรรคคนใหม่อย่างเป็นทางการ เตียวโป้ เตียวเหลียงน้องชายของเตียวก๊กที่พยายามสร้างผลงานกู้ชื่อเสียง กลับพลาดท่าต่อกองทัพฝ่ายตรงข้าม ภายใต้การบัญชาการของขุนพลโฮจิ๋น สมุหกลาโหมฝ่ายฮั่น และกองกำลังหมีทมิฬของตั๋งโต๊ะ เจ้าเมืองเสเหลียง จนเสียชีวิตในที่รบทั้งสองคน กองทัพธรรมสูญเสียสามแกนหลักอย่างกระทันหัน ทำให้ผู้สืบทอดรุ่นถัดมาไม่อาจควบคุมกองทัพธรรมเรือนแสนเอาไว้ได้อีกต่อไป และค่อยๆล่มสลายไปในที่สุด
แต่เครือข่ายลับอื่นๆของพรรคฟ้าเหลืองจะสูญสิ้นไปด้วยจริงหรือ รากฐานของกองทัพธรรมร่วมสิบปีคงมิสูญสลายง่ายดายเพียงเช่นนี้กระมัง
...
ย้อนกลับมาที่เล่าปี่ กวนอู เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่า น้องสามเตียวหุยสามารถปราบคนดังเตียวก๊กได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น จึงรู้สึกทึ่งในพลังฝีมือ และนึกชื่นชมตัวเองในใจที่จะได้อาศัยเตียวหุย สร้างชื่อร่วมกันต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งคิดในใจ ต้องให้น้องเล็กผู้นี้ช่วยชี้แนะวิทยายุทธ์เพิ่มเติมเมื่อมีโอกาสบ้างแล้ว
ส่วนขุนศึกร่างอ้วนค่อยเคลื่อนกายออกมาจากที่ซ่อนด้วยความยินดีออกนอกหน้า และกล่าวขอบคุณ สามพี่น้อง พร้อมแนะนำตัวเองว่าชื่อ ตั๋งโต๊ะ เจ้าเมืองเสเหลียง และเพื่อตอบแทนที่ช่วยชีวิตกันไว้ จึงขอรับทั้งสามไว้เป็นองครักษ์ประจำตัวของตน แทนเหล่าองครักษ์ที่เสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เส้นทางการเมืองของพวกเล่าปี่ทั้งสาม และภารกิจลับของนางแอ่น ลำดับเก้า จึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยตำแหน่ง "องครักษ์คนสนิทของขุนศึกตั๋งโต๊ะ” นี่เอง
ที่จริงแล้ว ตั๋งโตีะก็มีฝีมือการต่อสู้ไม่เลวนัก หลายปีที่ผ่านมาจึงสามารถไต่เต้าในเส้นทางการทหารมาถึงระดับสูงได้อย่างสวยงาม หากแต่เมื่อคลุกคลีอยู่ในแวดวงขุนนางนายทหารมานาน จนอายุมากขึ้น ตำแหน่งใหญ่โตขึ้น จึงเริ่มปล่อยปละละเลยการฝึกฝน หันไปใช้ชีวิตสุขสบาย จนร่างกายท้วมใหญ่ขึ้นมาผิดจากตั๋งโต๊ะในวัยหนุ่ม ไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว
....
เตียวหุย นางแอ่น อาศัยจังหวะที่ทั้งสามอาศัยอยู่กับตั๋งโต๊ะในฐานะขององครักษ์คนสนิท วางหมากกลสำคัญไว้ในอนาคตได้หลายจุดทีเดียว
ในส่วนของพวกมันนั้น ถือเป็นเวลาที่มีค่ามากต่อการฝึกฝนพื้นฐานความสามารถที่จะมีผลต่อชะตาชีวิตในอนาคต เช่น ด้านบุ๋น เป็นการชี้แนะแนวคิดทางการเมือง และเคล็ดวิชาเซียนพนัน "ไร้สิ้นญาติมิตร" ที่ไม่แสดงอาการออกทางสีหน้าให้กับเล่าปี่ และสั่งสอนตำราพิชัยสงครามแบบย่นย่อให้กับกวนอู
ด้านบู๊เล่า เตียวหุยจัดหากระบี่คู่สัมพันธ์ที่รวมกันอยู่ในฝักเดียว สามารถใช้เป็นกระบี่เดี่ยว หรือกระบี่คู่ก็ได้ และเพิ่มเติมกระบวนท่าให้เล่าปี่ไว้ใช้ป้องกันตัว อีกทั้ง จัดหาง้าวมังกรเขียวเสี้ยวจันทร์ที่มีน้ำหนักเกินคนปกติใช้กันมาทดแทนดาบใหญ่ดั้งเดิมที่กวนอูคุ้นมือ และถ่ายทอดวิชา "สิบแปดท่าสยบมังกร" ที่อาศัยน้ำหนักของง้าวใหญ่ปราบศัตรูในเวลาอันสั้นให้แก่กวนอู เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ทั้งเล่าปี่และกวนอูได้ก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดในวิถีทางของตนเอง "นักการเมืองแสนกล” และ “นักรบยอดฝีมือ" ที่พร้อมสำหรับเส้นทางการไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจอันยิ่งใหญ่ในอนาคต นี่คือหนึ่งในภารกิจสำคัญของนางแอ่น
ในขณะที่ การแทรกซึมบ่อนทำลายฝ่ายตั๋งโต๊ะก็มีมากมาย เช่นการเปิดทางสร้างโอกาสให้ ลิฉุย กุยกี ฮัวหยง เข้ามาเป็นนายทหารคนสนิทแทนคนเก่าๆ การส่งเสริมลิยู ลิซก ขึ้นเป็นกุนซือคนสำคัญในคณะทีมงาน และ การสนับสนุนในทางลับให้คนสนิททั้งหลายช่วยกันประจบสอพลอให้ตั๋งโต๊ะมีความฮึกเหิมมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยปรนเปรอด้วยลาภยศสรรเสริญ และตัณหาราคะ เปลี่ยนจากขุนศึกกรำศึกสงครามที่มุ่งมั่นตามวิถีการปกครองแบบนักรบโบราณ มันได้สร้างปีศาจร้ายที่งมงายในอำนาจกิเลส นามตั๋งโต๊ะขึ้นมาแล้ว
จากนี้ไป ชื่อตั๋งโต๊ะจะโดนแอบอ้างในการกระทำเลวทรามต่ำช้าทุกประเภท พฤติกรรมชั่วช้าสิบเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นลูกสมุนแอบอ้างเก็บดอกผลไว้เองเสียแปดเรื่อง มีแค่สองเรื่องที่ลูกสมุนจัดส่งให้ถึงตั๋งโต๊ะจริงๆ แต่กระนั้น ตั๋งโต๊ะก็ไม่ใคร่สนใจ และปกป้องลูกน้องของตนไว้อย่างลำเอียง เพราะเห็นแก่พวกพ้องของตนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของนายทหารอาชีพอย่างตั๋งโต๊ะเสมอมา
แต่ทั้งหมดนี้ พวกเล่าปี่ กวนอู และตัวมันเองต้องหลุดไปจากวงจรอุบาทว์นี้ให้ได้ก่อนจะถูกจารึกชื่อเป็นตัวร้ายไปด้วย พวกมันจึงซ่อนความเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่แค่เบื้องหลังของเหล่าขุนนาง และกุนซือทั้งหลาย ดังนั้น น้อยคนนักที่จะรู้จักพวกมันในฐานะองครักษ์ของตั๋งโต๊ะ ซึ่งการผลักดันให้คนอื่นได้ความชอบ ไปนั้น ทำได้ไม่ยากนักกับคนประเภท "นักการเมือง" ที่รายล้อมตั๋งโต๊ะอยู่ในขณะนั้น และการประสานงานช่วยเหลืออย่างลับๆจากบุคคลอีกผู้หนึ่งในหน่วยงานเดียวกันกับมันที่แทรกซึมอยู่ในกลุ่มตั๋งโต๊ะนี้แล้ว
บุคคลลึกลับผู้นั้น ก็คือ "อีกา” สมาชิกลำดับหก แห่งหน่วยงานปักษาสวรรค์ จอมวางแผนที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพียงเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยดี
…
ด้วยความที่เมืองเสเหลียงอุดมสมบูรณ์ แต่เส้นทางการคมนาคมกันดาร เต็มไปด้วยขุนเขาและทุ่งหญ้า ปกคลุมด้วยหิมะแทบทั้งปี ถือว่า ชัยภูมิคับขัน เพราะทางหนึ่ง เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่พรรคฟ้าเหลือง อีกทางหนึ่ง เป็นหน้าด่านกันชนกับเผ่าเกี๋ยง เผ่าตี ชนเผ่าท้องถิ่นอีกพวกหนึ่งที่คล้ายดั่งนักรบกึ่งนายพราน เคลื่อนย้ายหลบซ่อนได้รวดเร็วว่องไว ยากต่อการแตกหักกันด้วยกำลัง ตั๋งโต๊ะที่มีเชื้อสายลูกผสม จึงกลายเป็นตัวเลือกของขุนพลโฮจิ๋น ที่วางตัวไว้ให้คอยดูแลท้องถิ่นสมรภูมิรบทางแถบนี้ ด้วยการปกครองแบบทหารที่เข้มงวดเด็ดขาด
การปกครองดูแลของตั๋งโต๊ะกับทีมงานเองก็นับว่าไม่เลวร้ายนัก เพราะเปิดทางให้เผ่าเกี๋ยง เผ่าตีเดินทางเร่ร่อน ทำการค้าได้อย่างปกติสุข ตราบใดที่ไม่ก่อการร้ายให้วุ่นวาย ทำให้เผ่าทั้งสองมีบทบาทเป็นขุมกำลังแฝงให้กับท้องถิ่นแถบนี้เกิดความเข้มแข็งขึ้น มีการเปิดกิจการเป็นสำนักยุทธ์ คอกปศุสัตว์ และร้านค้ามากมายอย่างเปิดเผย กลับลดทอนความฮึกเหิมของพรรคฟ้าเหลืองไปอย่างรวดเร็ว
แต่แล้ว ด้วยความมักมากในกาม สวนทางกับกับความเปิดเผยสัตย์ซื่อของชนเผ่าท้องถิ่น ก็ทำให้ตั๋งโต๊ะก้าวข้ามเส้นประเพณี ไปมีความสัมพันธ์ลับกับบุตรีของชนชั้นผู้นำของเผ่าเกี๋ยง จนเกิดเป็นรอยร้าวยากประสาน สร้างบาดแผลทางจิตใจกับพวกชนเผ่าขึ้นจนได้ ทำให้แผนการสร้างกองทัพม้าเหล็กที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนชนเผ่านั้น ถูกชะลอออกไปก่อน
คลื่นใต้น้ำค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ หากแต่ตั๋งโต๊ะก็ยังเข้มแข็งเกินไปที่จะต่อกรได้โดยตรง ถึงคนจะเริ่มอ่อนล้าโรยแรง แต่นายทหารในสังกัด และกองทัพยังคงมีประสิทธิภาพสูงยิ่งนัก จนร่ำลือว่า กองทัพหมีทมิฬแห่งเสเหลียงกลายเป็นกองทัพรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง เกรียงไกรที่สุดในแผ่นดิน เหนือกว่ากองทัพพยัคฆราช กองกำลังหลักของราชวงศ์ฮั่นในเมืองหลวง ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมานานแล้ว เมื่อเชื่อมโยงกันกับความสัมพันธ์อาหลานกับตั๋งไทเฮาแห่งวังหลวงด้วยแล้ว จึงนับเป็นยุคเริ่มต้นสู่ความรุ่งโรจน์ขั้นสูงสุดของขุนศึกตั๋งโต๊ะโดยแท้
…
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ภาค 1 - มัจฉากลางวารี
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย