#5 เล่ม 2 บทที่ 2 หน้า 39 ~ 48
...
เธอเข้าสู่โลกนี้ ด้วยวิธีนี้ ในห้วงเวลานี้ ณ สถานที่นี้ เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองคือใครและเพื่อสร้างตัวตนใหม่ที่เธอปรารถนาที่จะเป็น
นี่คือ "เป้าประสงค์ของทุกชีวิต" 🔸ชีวิตคือกระบวนการต่อเนื่องไม่สิ้นสุดของการสรรค์สร้างขึ้นใหม่🔸
✴️เธอจะสร้างตัวเองขึ้นใหม่ตลอดเวลาตามมโนคติสูงสุดขั้นต่อไปที่เธอมีต่อตัวเอง✴️
...
...
...
N : ถ้าอย่างนั้นมันจะไม่เหมือนคนกระโดดจากตึกสูงโดยมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตัวเองบินได้หรือครับ❓
เขาไม่สนใจประสบการณ์ในอดีตและประสบการณ์ที่ได้พบเห็นจากผู้อื่น จากนั้นก็กระโดดตึกลงมาโดยปากก็ร้องประกาศว่า "ข้าคือพระเจ้า❗" ผมว่ามันดูไม่ฉลาดเท่าไหร่นะครับ
G : ฉันจะบอกความจริงกับเธอว่า : มนุษย์ได้บรรลุถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเหาะเหินมากนัก มนุษย์ได้รักษาผู้เจ็บป่วย มนุษย์ได้ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน
N : มนุษย์`หนึ่งคน`เท่านั้นแหละ
G : เธอคิดว่าทั้งจักรวาลทางกายภาพนี้มีอยู่คนเดียวที่ได้รับพลังอำนาจในลักษณะนั้น❓
N : ก็มีอยู่คนเดียวที่ทำให้เห็นนี่
G : ไม่ใช่เลย ใครเป็นผู้แยกทะเลแดง★ ออกจากกันล่ะ❓
★พระธรรมอพยพกล่าวว่า เมื่อชาวอิสราเอล ซึ่งนำโดยโมเสสหนีจากอียิปต์มาถึงบริเวณริมทะเลแดงช่วงตอนเหนือสุดของอ่าวสุเอช กองทัพอียิปต์ได้ติดตามมาจนกระชั้น โมเสสจึงกล่าวกับชาวอิสราเอลว่า "อย่ากลัวไปเลย มั่งคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเจ้า ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้เห็นในวันนี้ และจากนี้ไปจะไม่ได้เห็นอีกเลย..." พร้อมยกไม้เท้าขึ้นเหนือทะเล ทำให้ทะเลนั้นแหวกออก น้ำนั้นตั้งเป็นเหมือนกำแพงทั้งซ้ายและขวา และชาวอิสราเอลจึงเดินข้ามทะเลไปได้ ~ ผู้แปล
N : พระเจ้า
G : ก็ใช่ แต่ใครเป็นคนขอให้พระเจ้าทำอย่างนั้น
N : โมเสส
G : ถูกต้อง แล้วใครร้องขอฉันเพื่อจะรักษาคนป่วยและชุบชีวิตคนตาย
N : พระเยซู
G : ใช่ แล้วตอนนี้เธอก็คิดว่าอะไรก็ตามที่โมเสสและเยซูทำได้ ตัวเธอ`ไม่สามารถ`ทำได้อย่างนั้นใช่ไหม❓
N : แต่ทั้งคู่ไม่ได้เป็นคนทำนะครับ เพียงแต่ร้องขอให้ท่านทำต่างหาก❗ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันซักหน่อย
G : โอเค เราจะคุยไปตามกรอบความคิดของเธอก่อนก็ได้ เธอคิดว่าตัวเองไม่สามารถร้องขอสิ่งมหัศจรรย์แบบเดียวกันนั้นได้ใช่ไหม❓
N : คิดว่าน่าจะได้ครับ
G : แล้วฉันจะให้เธอไหม❓
N : ไม่ทราบเหมือนกันครับ
G : นั่นล่ะความต่างระหว่างเธอกับโมเสส❗
นั่นคือสิ่งที่แยกเธอออกจากเยซู❗
N : หลายคนเชื่อว่าถ้าพวกเขาร้องขอในนามของพระเยซู พระองค์`จะตอบรับ`ในคำร้องขอนั้น
G : ใช่ หลายคนเชื่ออย่างนั้น ผู้คนพากันเชื่อว่าตนไม่มีพลังอำนาจ ทว่า`ได้เห็น` (หรือเชื่อผู้ที่ได้เห็น) พลังของเยซู
ฉะนั้นจึงร้องขอในนามของเยซู แม้เยซูเองจะกล่าวว่า : 🔸พวกท่านจะแปลกใจไปทำไม สิ่งเหล่านี้หรือยิ่งไปกว่านี้พวกท่านก็สามารถทำได้🔸
ทว่าผู้คนก็ยังไม่ยอมเชื่อ
หลายคนไม่เชื่อมาจนถึงทุกวันนี้
พวกเธอทั้งหมดต่างจินตนาการว่าตนไม่ควรค่าพอ พวกเธอจึงร้องขอในนามของเยซู แม่มารีผู้บริสุทธิ์ นักบุญผู้อุปถัมภ์ สุริยะเทพ หรือ จิตวิญญาณแห่งทิศตะวันออก เธอจะร้องขอในนามของทุกๆคน ทุกๆคนยกเว้น 🔸ในนามของเธอเอง❗🔸
แต่ฉันจะบอกเธอว่า : จงร้องขอแล้วเธอจะได้รับ จงเสาะหาแล้วเธอจะได้พบ จงเคาะแล้วประตูจะเปิดแก่เธอ
N : จงกระโดดจากตึกแล้วเธอจะเหาะเหินได้
G : มีผู้ที่ลอยได้จริงๆ เธอเชื่อหรือเปล่า❓
N : อืม ผมเคยได้ยินอยู่เหมือนกัน
G : แล้วก็ยังมีคนที่เดินทะลุกำแพง รวมถึงคนที่ออกจากร่างตัวเองได้ด้วย
N : ใช่ครับ ใช่ แต่ผมไม่เคย`เห็น`ใครที่เดินทะลุกำแพง (และผมก็ไม่ขอแนะนำให้ใครทำอย่างนั้นด้วย) และผมก็ไม่คิดว่าเราควรกระโดดจากตึกเช่นกัน มันคงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพสักเท่าไหร่
G : คนที่ตกมาตายมิใช่เพราะเขาเหาะเหินไม่ได้ แม้ว่าสภาวะนั้นจะมีอยู่ในเขาก็ตาม แต่เป็นเพราะเขาไม่มีวันแสดงออกว่าตนเป็นพระเจ้า (Godliness) ได้ด้วยการพยายามแสดงตัวตนที่`แบ่งแยก`ออกจากพวกเธอ
N : อธิบายหน่อยครับ
G : คนบนยอดตึกนั่นกำลังหลงอยู่ในมายาของตัวเองด้วยการจินตนาการว่าตน`เหนือกว่า`คนอื่นๆ
เมื่อป่าวประกาศว่า "ข้าคือพระเจ้า❗"
เขาก็ได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงการโกหกหลอกลวงของตน เขาคิดหวังที่จะแบ่งแยกตัวเอง ทำให้ตัวเองดูยิ่งใหญ่และมีพลังอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ
นั่นคือ "การกระทำที่มาจากอัตตา" (ego)
"อัตตา" (ซึ่งเป็นสิ่งที่แบ่งแยก, แยกอยู่อย่างโดดๆ) ไม่มีทางเลียนแบบ หรือ แสดงถึงความเป็นหนึ่งได้
การที่คนบนตึกพยายามแสดงออกว่าตนคือพระเจ้านั้น แท้จริงแล้วเขาเพียงแสดงออกถึงการแบ่งแยกมิใช่ความเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง
ด้วยเหตุนี้ 🔸เขาจึงพยายามแสดงออกว่าตนคือพระเจ้าด้วยวิธีแสดงออกว่าตนไม่ใช่พระเจ้าแทน🔸ผลก็คือไม่สำเร็จ
ตรงกันข้าม...
✴️เยซูแสดงออกว่าตนคือพระเจ้าด้วยการแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียว และ
✴️เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่งในทุกหนทุกแห่งและในทุกคนด้วย
🌟จิตสำนึกของเยซูและของฉันจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน🌟
ในสภาวะนั้น ✴️ไม่ว่าอะไรที่เยซูต้องการให้เกิดมันจะปรากฏขึ้นในโลกความจริงของเขาทันที✴️
N : เข้าใจล่ะครับ ทั้งหมดที่ต้องใช้ในการนี้คือต้องมี "จิตสำนึกแห่งพระคริสต์" เพื่อจะแสดงปาฏิหาริย์ได้❗ อืม นั่นน่าจะทำให้สิ่งต่างๆง่ายขึ้น...
G : จริงๆมันก็ง่ายอย่างนั้นล่ะ ง่ายกว่าที่เธอคิดเสียอีก หลายคนเข้าถึงจิตสำนึกที่ว่านี้แล้วด้วยซ้ำ มีคนตั้งมากมายไม่ใช่แค่เยซูแห่งนาซาเร็ธที่มีจิตสำนึกแห่งพระผู้เป็นเจ้า
`เธอเอง`ก็สามารถมี 🔸จิตสำนึกแห่งพระคริสต์🔸 ได้เช่นกัน
N : ยังไงครับ❓
G : ด้วยการใฝ่หาและเลือกที่จะเป็น
แต่นี่คือสิ่งที่เธอต้องเลือกทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที 🔸มันต้องกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ🔸
จริงๆแล้วมันก็คือเป้าหมายในชีวิตของเธอนั่นล่ะ เพียงแต่เธอยังไม่รู้เท่านั้นเอง และถึงแม้จะรู้...แม้ว่าเธอจะรำลึกถึงเหตุผลอันงดงามในการดำรงอยู่ของตัวเองได้ ก็ดูเหมือนเธอจะไม่รู้วิธีที่จะ `ไปให้ถึงตรงนั้น` จากจุดที่เธอกำลังอยู่
N : ใช่เลยครับ เป็นอย่างนั้นเลย ทีนี้ผมจะไปจากจุดที่ผมอยู่เพื่อไปถึงจุดที่ผมต้องการได้ยังไงล่ะครับ❓
G : ฉันจะบอกเธออีกครั้งว่า : จงเสาะหาแล้วเธอจะพบ จงเคาะแล้วประตูจะเปิดแก่เธอ
N : ผม "เสาะหา" และ "เคาะ" มา 35 ปีแล้วนะครับ ยกโทษให้ด้วยนะครับถ้าผมจะบอกว่าผมเริ่มเบื่อประโยคนั้นขึ้นมานิดๆแล้ว
G : หรือพูดอีกอย่างว่าเธอเริ่มตาสว่างแล้วใช่ไหม❓ แต่เอาจริงๆเลยนะ แม้ว่าฉันจะให้คะแนนเธอสูงสำหรับความพยายาม (จะบอกว่าให้เกรด A เลยก็ได้) แต่ฉันคงไม่อาจพูดหรือเห็นด้วยกับเธอว่าตัวเธอได้เสาะหาและเคาะมา 35 ปีแล้ว
ยอมรับเถอะว่าเธอได้เคาะและเสาะหาเป็นพักๆมาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะ "พัก" เสียมากกว่า
ในอดีตตอนที่เธอยังเป็นเด็ก เธอมาหาฉันเฉพาะยามที่เกิดปัญหาหรือต้องการบางสิ่ง
พอเธอโตและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เธอเห็นว่านั่นคงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมที่มีต่อพระเจ้าสักเท่าไหร่ ก็เลยพยายามทำอะไรบางอย่างให้มันมีความหมายมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็แทบไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า`สิ่งชั่วครั้งชั่วคราว`สำหรับชีวิตของเธออยู่ดี
เวลาต่อมา เมื่อเธอเข้าใจว่า "การจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้นั้น" ต้องกระทำผ่านการสื่อสารและการมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับพระเจ้า (communion with god★) เพียงเท่านั้น
★communion with god : การสื่อสารและการมีส่วนร่วมไปด้วยกันกับพระเจ้า ก็คือ ตระหนักว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ (เพราะวิญญาณเราถือกำเนิดขึ้นมาจากพระองค์) ฟังเสียง (ความรู้สึก) ที่มาจากพระองค์ และทำไปตามนั้น เพื่อกลับไปหาพระองค์อีกครั้ง (เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์) —แอดมิน—
เธอได้ให้คำมั่นว่าจะฝึกฝนและปฏิบัติตนไปบนหนทางที่จะก่อให้เกิดสภาวะนั้น แต่แม้กระทั่งรู้อย่างนี้แล้วเธอก็ยังทำแบบนานๆครั้ง ไม่สม่ำเสมอ
เธอทำสมาธิ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เรียกหาฉันผ่านการอธิษฐานและการสวดภาวนา ปลุกเร้าจิตวิญญาณของฉันที่ดำรงอยู่ภายใน แต่เธอจะทำเฉพาะ "เวลาที่สะดวก" หรือเวลาที่รู้สึกถูกกระตุ้นเท่านั้น
และแม้ประสบการณ์ที่เธอเคยมีต่อฉันในห้วงยามนั้นจะสุดยอดแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังใช้เวลา 95 % ของชีวิตอย่างขาดสติไปกับ`มายาแห่งการแบ่งแยก` และใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาตรงนี้บ้างตรงนั้นบ้างในการตระหนักรู้ถึง`ความจริงสูงสุด`★ (ultimate reality)
★ปรมัตถ์สัจจ์ (ultimate reality) : ความจริงในระดับที่พ้นไปจากความจริงของโลกสมมติทางกายภาพ ~ ผู้แปล
1
เธอยังคงคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของการซ่อมรถยนต์ จ่ายค่าโทรศัพท์ และสิ่งที่เธอต้องการจากความสัมพันธ์ต่างๆ
1
เธอคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของ`บทละคร`ที่เธอสร้างขึ้น แทนที่จะเห็นว่าเป็นเรื่องของ`ผู้สร้าง`ตัวบทละครนั้น
เธอยังไม่ได้เรียนรู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้สร้างบทละครพวกนั้นขึ้นมา "ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเล่นบทละครพวกนั้นอยู่
✴️ เธอบอกว่าเธอเข้าใจความหมายของชีวิตแต่ก็ไม่ยอมใช้ชีวิตตามที่เธอเข้าใจ
✴️ เธอบอกว่าเธอรู้หนทางสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแต่ก็ไม่เลือกหนทางนั้น
✴️ เธออ้างว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแต่กลับไม่ยอมออกเดิน
แล้วเธอก็มาหาฉันและบอกว่าตัวเองได้เสาะหาและเคาะมา 35 ปีแล้ว
ฉันล่ะเกลียดจริงๆที่ต้องเป็นคนทำให้เธอตาสว่าง แต่ทว่า ได้เวลาหยุดหลงผิดกับภาพลวงที่มีต่อฉันและเริ่มเห็นตัวเองในแบบที่เธอเป็นจริงๆเสียที❗
ในตอนนี้ ฉันจะบอกเธออย่างนี้ว่า : เธอต้องการเป็นดั่งพระคริสต์ใช่ไหม❓
✴️ ถ้าอย่างนั้นจงทำตัวเยี่ยงพระคริสต์ ในทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที (ใช่ว่าเธอจะไม่รู้วิธี เพราะเยซูทำให้ดูไว้แล้ว) จงเป็นเหมือนดั่งพระคริสต์ในทุกสภาวการณ์ (ใช่ว่าเธอจะทำไม่ได้ เพราะเยซูทิ้งคำชี้แนะไว้แล้ว) และใช่ว่าจะไม่มีใครช่วยเหลือเธอในการนี้หรอกนะ (หากเธอร้องขอ) ✴️
ฉันคอยชี้ทางให้เธออยู่ทุกวันและเวลา ฉันคือเสียงลึกๆภายในซึ่งรู้เสมอว่า...จะต้องหันไปทางไหน ต้องเลือกหนทางใด ต้องให้คำตอบใด ต้องใช้เครื่องมือใด ต้องเอ่ยถ้อยคำไหน และต้องสร้างความจริงแบบใด หากเธอปรารถนาถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับฉัน
🌟เพียงแค่ฟังฉัน🌟
N : ผมคิดว่า ผมคงไม่รู้วิธีทำอย่างนั้นครับ
G : โอ ไร้สาระน่า❗ ก็เธอกำลังทำอยู่นี่ไง❗ 🔸เพียงแต่ให้ทำตลอดเวลาเท่านั้นเอง🔸
N : ผมคงไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนโดยมีสมุดฉีกติดตัวอยู่ตลอดเวลาได้หรอกนะครับ คงไม่สามารถหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่อมานั่งเขียนถึงพระองค์ โดยหวังว่าพระองค์จะอยู่ตรงนั้นและมีคำตอบอันยอดเยี่ยมรอมอบให้ผมอยู่
G : ขอบคุณนะ คำตอบมันยอดเยี่ยมอยู่แล้วล่ะ และนี่ก็เป็นอีกคำตอบหนึ่ง นั่นคือ "เธอเองก็สามารถทำได้"
ฉันหมายความว่า ถ้ามีใครมาบอกเธอว่า เธอสามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้โดยตรง (เชื่อมตรง / สายตรง) และทั้งหมดที่ต้องทำก็เพียงแค่มีกระดาษและปากกาติดตัวไว้ตลอดเวลา เธอจะทำหรือเปล่า❓
N : แน่นอน ทำอยู่แล้วครับ
G : แต่เมื่อครู่เธอเพิ่งบอกไปเองว่าไม่อาจ และ ไม่สามารถ...
เธอเป็นอะไรของเธอ❓
เธอพูดอะไรออกมา❓
อะไรคือความจริงของเธอกันแน่❓
ทีนี้ข่าวดีก็คือ ไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษและปากกาอะไรพวกนั้นด้วยซ้ำ `เพราะฉันอยู่กับเธอเสมอ` ฉันไม่ได้อยู่ในตัวปากกา ✨ฉันอยู่ในตัวเธอ✨
N : จริงหรือเปล่าครับ❓ ...หมายถึงว่าผมเชื่ออย่างนั้นได้จริงๆหรือเปล่า❓
G : แน่นอน เธอเชื่อได้อยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ฉัน`ขอให้เธอเชื่อ`มาตั้งแต่ต้นไม่ใช่หรือ
นี่คือสิ่งที่คุรุทุกคนรวมถึงเยซูได้กล่าวกับเธอและเป็น `แก่นแท้ของคำสอนทั้งมวล` นี่คือความจริงสูงสุด (ultimate truth : ปรมัตถ์สัจจ์)
🌟ฉันอยู่กับเธอเสมอตราบชั่วฟ้าดินสลาย
เธอเชื่อหรือเปล่าล่ะ❓
N : ครับ ตอนนี้เชื่อแล้ว ผมหมายถึงว่า...เชื่อมากกว่าที่เคย
G : ดีแล้ว ทีนี้จง`ใช้ฉัน`ให้เกิดประโยชน์ ถ้าปากกาและกระดาษใช้ได้ผลกับเธอ (และฉันคงต้องบอกว่ามันใช้ได้ผลดีมากๆเลยล่ะ) ก็จงมีกระดาษและปากกาติดตัวไว้
▶️ ทำให้บ่อยขึ้น
▶️ ทำให้ได้ทุกวัน
▶️ ถ้าเป็นไปได้ก็ทำให้ได้ทุกชั่วโมง
ใกล้ชิดฉันไว้❗
แนบชิดฉันไว้❗
🌟 ทำอะไรก็ตามที่ทำได้
🌟 อะไรก็ได้ที่ต้องทำ
🌟 อะไรก็ได้ที่จำเป็น
✨สวดบริกรรมด้วยสายประคำ
✨จุมพิตแผ่นหินตอนละหมาด
✨ร้องเพลงสวด
✨แกว่งลูกตุ้ม (pendulum)
✨ยืดเส้นยืดสาย (ออกกำลัง)
✨หรือเขียนหนังสือ
✴️ทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ✴️
พวกเธอต่างก็มีวิธีการในแบบของตน เธอทุกคนล้วนเข้าใจฉัน (สร้างสรรค์ฉัน) ในวิถีทางของตัวเอง
🔹สำหรับพวกเธอบางคนฉันเป็นชาย
🔹แต่กับบางคนฉันเป็นหญิง
🔹สำหรับบางคนฉันเป็นทั้งสองเพศ
🔹แต่กับบางคนฉันไม่มีเพศเลย
🔹บางคนเห็นฉันเป็นพลังงานบริสุทธิ์
🔹แต่กับบางคนฉันคือความรู้สึกสูงสุดที่พวกเธอเรียกว่า "ความรัก"
และก็มีบางคนที่นึกไม่ออกเลยว่า ฉันคืออะไร เพียงรู้แค่ว่า 🔸ฉันดำรงอยู่🔸
และก็เป็นอย่างนั้นนั่นล่ะ
🌟 ฉันคือ (I AM) 🌟
🔹สายลมที่ลูบไล้เส้นผม
🔹ดวงอาทิตย์ที่อาบอุ่นกาย
🔹สายฝนที่พร่างพรายบนใบหน้า
🔹คือกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ขจรขจาย
🔹คืออากาศที่นำพากลิ่นหอมนั้น
🌟 ฉันคือ (I AM) 🌟
🔹จุดเริ่มต้นของความคิดแรก
🔹จุดสิ้นสุดของความคิดสุดท้าย
🔹คือความคิดที่จุดประกาย ณ โมงยามอันงดงามที่สุดของเธอ
🔹คือความรุ่งโรจน์ เมื่อความปรารถนาของเธอได้รับการเติมเต็ม
🔹คือความรู้สึก ที่หล่อเลี้ยงการกระทำด้วยรักที่สุดที่เธอเคยได้ทำ
🔹ฉันคือส่วนหนึ่งของเธอที่โหยหาความรู้สึกเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
▶️อะไรก็ตามที่ทำแล้วได้ผลกับเธอ
▶️อะไรก็ตามที่จะทำให้สภาวะนั้นเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรม
พิธีการ
การแสดง
สมาธิ
ความคิด
บทเพลง
ถ้อยคำ หรือ
การกระทำในสิ่งใดก็ตามที่จะทำให้เธอกลับมา 🔸เชื่อมต่อ🔸 ได้อีกครั้ง
🌟ทำไปเถิด
🌟ทำเพื่อระลึกถึงฉัน
(จบ)(บทที่ 2)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
279 รับชม
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ทำไม คนอินเดีย ถึงเก่ง คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ หากพูดถึงความเก่งของคนอินเดีย ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หลายคนน่าจะนึกถึง ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์
      3 โจทย์พิชิตชีวิตเพื่อความสงบสุขใจ สำหรับคนวัยเกษียณ สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าวัยเกษียณหรืออยู่ในวัยเกษียณแล้ว ผ่านอะไรมามากจนถึงบั้นปลายชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ความสงบสุขทางใจ”
      ผลโพลล่าสุดจัดสำรวจโดย “เครมลิน” พบว่า 55% “คนรัสเซีย” ต้องการให้มีการเจรจากับ “ยูเครน” เพื่อสงบศึก
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      ดูทั้งหมด