23 ก.พ. เวลา 04:27 • ปรัชญา
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 1/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
1
1. พระบริสุทธิ์คุณ Unconditional love
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของเจ้าชายสิทธัตถะที่ออกแสวงหาวิธีแก้ทุกข์เพื่อประโยชน์ของชาวโลก
เจ้าชายสิทธัตถะมีอุปนิสัยชอบนั่งสมาธิ ชอบความสงบให้จิตมีพลัง พระองค์ไม่ชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงแต่ใช้ปัญญาแก้ปัญหา ด้วยพระบริสุทธิ์คุณที่พระองค์มีพร้อมทุกอย่างที่คนต้องการ กลับมีจิตใจต้องการแก้ปัญหาความทุกข์ของชาวโลก (Universal New Normal) ยอมสละความสะดวกสบายออกแสวงหาทางพ้นทุกข์ ใช้เวลา 6 ปี ที่ใช้เวลามากเพราะมีภาระมากที่ต้องเปลี่ยนใจจาก Passion สู่ Compassion (Unconditional love) เมื่อบรรลุแล้วก็ยังยอมละฐานะกษัตริย์เพราะไม่ต้องการจำกัดความรู้ไว้ที่เดียว แต่ต้องการเผยแผ่ความรู้ไปทั่วโลก
วันมาฆบูชาเป็นถือเป็นวันพระธรรม
เพราะเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าแสดง โอวาทปาติโมกข์ เป็นการสรุปคำสอนให้เห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อเป็น"หัวใจของพุทธศาสนา"
พระพุทธเจ้าสอนว่า เคล็ดลับเดียวของชีวิตคือการขจัดความกลัวเพราะมันทำให้ใจเราย้อนคิดกังวลถึงเหตุแห่งทุกข์ที่เราเคยทำในอดีต นำมาคิดปรุงแต่งกลัวไปในอนาคต เป็นผลให้ลืมใช้ชีวิตบนโลกที่แท้จริงในปัจจุบันขณะ เพราะขาดปัญญาสว่างจึงมองความจริงไม่ชัด ทำให้คิดไม่ถูก เพราะใช้ข้อมูลในอดีตมาโต้ตอบแบบหุ่นยนต์ จึงแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้และเป็นทุกข์
การจะขจัดความกลัวนั้น ทำได้ด้วยการปฏิบัติตามหัวใจของพุทธศาสนาที่ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส โดยปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาสว่างจึงมองความจริงได้ชัด
จงตื่น จากความเป็นหุ่นยนต์ เพื่อไม่โง่ ทำผิดซ้ำซาก จงฉลาด รู้ทันธุรกิจการใช้ชีวิต อย่าปล่อยให้ธุรกิจชีวิตต้องขาดทุน
หลวงพ่อชา บวชเณร ครั้งแรกขณะอายุ 13 ปี เป็นเณร อยู่ 3 พรรษาก็ลาสิกขาบท ต่อมาปี พศ. 2482 จึงบวชเป็นพระ ท่านมีความปรารถนาอยากรู้แจ้งเห็นจริง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เริ่มศึกษาธรรมจากสำนักต่างๆหลายสำนัก ช่วงแรกในปี พศ. 2485-2486 ท่านศึกษาปริญัติธรรมจากตำราพระไตรปิฎก กับพระมหาแจ้ง วัดเค็งใหญ่ อำเภออำนาจเจริญ และพระครูอรรคธรรมวิจารณ์ วัดหนองหลัก อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
ปี พศ. 2490 หลวงพ่อชา เดินทางไปยังสำนักของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดบ้านหนองผือนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร พอได้ฟังเทศน์หลวงปู่มั่น แล้วรู้สึกว่าความเมื่อยล้าได้หายไป จิตสงบนิ่งสู่สมาธิ ฟังเทศน์ได้ 2 วัน วันที่ 3 ได้กราบลาท่านอาจารย์มั่นเพื่อเดินทางไปอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
ต่อมา ไม่ว่าหลวงพ่อชา จะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม หลวงพ่อชาก็ระลึกถึงคำตักเตือนของหลวงปู่มั่นอยู่เสมอ
1
จากนั้นมาจนถึงปี พศ. 2497 โยมแม่ พี่ชาย และญาติโยม ได้นิมนต์หลวงพ่อชา ให้มาโปรดญาติโยมที่บ้านจิกก่อ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิด ในปีนี้เอง ท่านก็ได้ทำเลที่จะสร้างวัดเพื่อจำพรรษา ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือก ดงป่าพง เป็นที่สร้างวัด ซึ่งได้ชื่อว่า “วัดหนองป่าพง” มาจนถึงปัจจุบัน
ไม่ว่าหลวงพ่อชา จะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม หลวงพ่อชาก็ระรึกถึงคำตักเตือนของหลวงปู่มั่นอยู่เสมอ
หลวงพ่อชา สอนให้อยู่ด้วยพรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา อุเบกขา มุทิตา
หลวงพ่อชา สอนให้อยู่อย่างพรหม มีความเมตตาสุดขีดคือการยอมรับทุกสิ่งทั้งตัวเองและผู้อื่นอย่างที่กำลังเป็น ความกรุณาสุดขีดคือการให้อภัยตัวเองและผู้อื่นอย่างที่กำลังเป็น อุเบกขาสุดขีดคือการไม่ตัดสินหรือเพ่งโทษตัวเองและผู้อื่น หยุดการเปรียบเทียบหมดมานะเก้า ความมุทิตาสุดขีดคือถือปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดี
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเศษฐกิจดำรงชีวิตจริง 90 % อยู่ในส่วนรวม ทุกคนมีหนึ่งชีวิตเท่าเทียมกันในฐานะลูกของแม่คือโลกดาวเคราะห์มีชีวิตซึ่งมีขนาดเหมาะสมสามารถรักษาอากาศห่อหุ้มไว้ให้ลูกใช้หายใจร่วมกันพร้อมกับได้รับพลังงานจากพ่อคืออาทิตย์ดวงเดียวกัน และทุกคนล้วนถูกผูกไว้ด้วยเชือกแห่งเวลาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หลวงพ่อชา บอกว่าถ้าจะพูดถึงพุทธศาสนาโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ก็ต้องพูดถึงหัวใจพุทธศาสนา
หลักการของพุทธศาสนาท่านสอนว่า
“สัพพะ ปาปัสสะ อะกะระณัง : การไม่ทำบาปทั้งปวง”
“กุสะลัสสูปะ สัมปทา : การทำกุศลให้ถึงพร้อม”
“สะจิตตะปะริโยทะปะนัง : การชำระจิตใจตนเองให้ขาวสะอาด”
“เอตังพุทธานะสาสะนัง : นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวใจพุทธศาสนา”
ขยายความให้เห็นภาพได้ว่า
“สัพพะ ปาปัสสะ อะกะระณัง : การไม่ทำบาปทั้งปวง” ถอนรากมันออกให้หมด CUT ตักของเสียออกให้หมดก่อนทำบุญ
“กุสะลัสสูปะ สัมปทา : การทำกุศลให้ถึงพร้อม” ทำบุญจึงจะได้ผลยอดบุญ คือใจสงบเย็นสบายด้วยกุศลบุญ Paste
“สะจิตตะปะริโยทะปะนัง : การชำระจิตใจตนเองให้ขาวสะอาด”เป็นหัวใจพุทธศาสนา Keep ทำจิตสงบในสติสุจริต
“เอตังพุทธานะสาสะนัง : นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหัวใจพุทธศาสนา”
จากหลักการนำสู่วิธีปฏิบัติไตรสิกขาเพื่อพบความสุขที่แท้จริง
ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อสู่ความสุขที่แท้จริง ที่ไม่เป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าสอนว่า เคล็ดลับเดียวของชีวิตคือการขจัดความกลัว การจะขจัดความกลัวนั้น ทำได้ด้วยการปฏิบัติตามหัวใจของพุทธศาสนาที่ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส โดยปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาสว่างจึงมองความจริงได้ชัด
เพราะสรรพสิ่งล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันแต่มีลักษณะตรงข้ามกัน ทำให้สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมที่มีทั้งด้านดีและด้านร้าย โดยผลจะเกิดด้านไหนขึ้นกับความถึงพร้อมจะเทไปด้านไหน
คนเราต้องประกอบด้วยความอยาก
หลวงพ่อชาสอนให้คนมีความอยากด้วยปัญญา
คนฉลาดจะรู้จักทำให้ความถึงพร้อมเทไปในด้านที่ต้องการ และผลเกิดจากเหตุ ไม่ใช่เหตุผลความถูกต้องชอบธรรม แต่เป็นความถึงพร้อมจะเป็นตัวชี้ขาดว่าผลจะเทไปด้านไหน ด้านดี หรือด้านร้าย ก็ได้
ตัวอย่างล่าสุด
ตำรวจพม่าบางส่วน ทนเห็นความอยุติธรรมที่ทหารทำต่อประชาชนไม่ได้ อีกทั้งตำรวจเองก็ถูกเอาเปรียบจากทหาร จึงย้ายข้างมาสนับสนุนประชาธิปไตยเพื่อปลดแอกให้ประชาชนและตัวตำรวจเอง
ทุกเช้าตรู่พระพุทธเจ้าจะสำรวจดูว่าวันนี้จะไปโปรดใคร เพราะคนเราเปรียบเหมือนบัวสี่เหล่า มี คนเรียนรู้เร็ว คนสอนง่าย คนสอนยาก
และคนสอนไม่ได้ เหมือนบัวใต้ตมหรือมะม่วงเน่า อาจารย์ต้องทิ้ง อย่าตามแก้เหตุ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของเขา เจ้าของที่แท้จริงของเขาคือ “กรรม” การกระทำของเขาเอง พุทธะเมื่อแก้ไม่ได้ก็ทิ้งไว้ข้างนอก ไม่รับไว้ในคิว เมื่อเขาหมดกรรมที่บังอยู่เขาก็จะมีทางเป็นไปของเขาเอง
"เพราะชีวิตที่พิเศษที่สุดในจักรวาลนี้คือมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐด้วยสามารถพัฒนาศักยภาพสัตว์ Man เป็นสัตว์ประเสริฐ Human และพัฒนาต่อไปได้ถึงอริยบุคคล Superman รวมถึง มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ทรงสิทธิ์ในการพัฒนาตัวเองดังกล่าว "
"ด้วยมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์เป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้ประโยชน์ เช่น Elon Musk มุ่งพัฒนารถยนต์ที่เป็นเหมือน Taxi ขับให้บริการผู้โดยสารได้เองโดยไม่ต้องใช้คนขับ"
พระพุทธเจ้าสอนปุถุชนให้อย่ายึดมั่นกับความเชื่อหรือความไม่เชื่อในสิ่งใด เพราะมันเป็นกลของจิตที่ยึดติดกับความคิดเดียว ทำให้คนที่ยึดติดสูญเสียอิสรภาพ เช่น เกิดมานะเก้าคิดว่าหลักการของตัวเองถูกต้องทุกอย่าง ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องจริง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
เพราะการยึดติดมีพลังมหาศาลทำให้เกิดการตอบโต้ React โดยใช้ข้อมูลอดีตเหมือนเป็นหุ่นยนต์
แทนที่จะตอบสนอง Response ด้วยจิตที่ตื่นรับรู้ความเป็นจริงที่เป็นข้อมูลใหม่ในปัจจุบัน เพื่อเรียนรู้ และรู้จักทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาท
หลวงพ่อชา บอกว่าคนเราประกอบด้วยกายและจิต แต่ส่วนสำคัญนั้นอยู่ที่จิต เพราะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รับสัมผัสเข้ามา แล้วเอาให้ใจทำงานคนเดียว จะสุขจะทุกข์ก็เกิดที่ใจ แต่ถ้ากายป่วยทำอะไรก็ไม่ถนัด ใจจึงไม่อยากทำอะไรเพราะคิดเพียงอยากหายป่วยเท่านั้น ใจจึงขาดพลัง
ใจบนสุขภาพกายที่ดีเท่านั้นจึงมีพลังจิต พร้อมปฏิบัติจิตใจ วิจัยสะสมความรู้ ต่อยอดความรู้
การจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นต้องมีค่าใช้จ่ายยังชีพขั้นพื้นฐาน Universal Basic Income เพื่อมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค โดยกินอาหารพอดีแล้วรู้จักออกกำลังกายให้แข็งแรง มีสุขภาพที่ดี จะทำให้จิตอยู่บนสุขภาพกายที่ดีมีพลังปฏิบัติจิตใจ พร้อมวิจัยสะสมความรู้ ต่อยอดความรู้ จนมีความรู้พื้นฐานเพียงพอรองรับธรรมและเห็นความจริงสากล ต่างๆ รวมถึง นิพพาน
แม้ว่า จิตพร้อมวิจัยสะสมพลังใจ ความรู้ ทักษะ ความรัก ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
แต่มี 2 สิ่งกีดขวาง คือ
1. นิสัยไม่ดี
2. โชคชะตาที่คุมไม่ได้เพราะเราเชื่อมโยงกับคนทั้งโลก
โดยมีนิสัยที่ดี 3 อย่าง
1. Moderation ความพอดีด้วยสมดุลกายใจเฉพาะบุคคล
2. ความมีสติสุจริตอย่างกล้าหาญ กล้าทำสิ่งที่ควร กล้า ทำสิ่งที่ต้องทำ
3. ความเมตตา Unconditional Love ด้วยยุติธรรมต่อตนเองและผู้อื่น Justice ยุติธรรม ไม่โกง ทำให้มีคนคบ เพื่อนเยอะ สามารถมีศักยภาพจากความร่วมมือกันด้วยเมตตา compassion
บางคนนั้นเป็นสัตว์นรก เพราะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เรียกว่าชั่วทั้งกาย วาจา และใจ พุทธศาสนาสอนว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บางคนไม่รู้จักเพราะเคยเห็นว่าบางคนทำไม่ค่อยดีแต่ได้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่รู้จักว่าดีคืออะไร ชั่วคืออะไร
ทำดีได้ดีที่ใจเราเป็นบุญ สงบ สบาย ไม่เป็นทุกข์ ไม่ตกนรก แต่บางคนทำดี แต่คิดไม่ถูก แล้วแสดงออกโดยพูดชั่ว สุดท้ายก็ลงมือทำชั่ว ทำชั่วตรงไหนก็ได้ชั่วตรงนั้น เพราะตัวเรามีความเห็นผิดอยู่
ทำดีนะดีนะ ไม่ใช่ได้สองขั้นหรือได้เป็นใหญ่เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนการทำบุญจะเด็ดเอายอดเลยไม่ได้ ต้องละบาปให้หมดก่อนจึงทำบุญได้บุญสมบูรณ์
ความจริง(ผล)เกิดจากเหตุคือการมีส่วนร่วมของเราและผู้อื่นรวมทั้งธรรมชาติแวดล้อม ความจริงเดี่ยวๆไม่มี
คนทำบุญจะเด็ดยอดเลย ไม่รู้เรื่องว่ายอดมาจากลำต้น และรากเหง้าคือการละบาป ซึ่งทำให้คนเราแตกต่างกัน
เรื่องละบาปได้มากน้อยต่างกัน บางคนแม้ละบาปทีละน้อยแต่ไม่เติมบาปใหม่เข้า เมื่อนานไปก็หมดบาปและความสงบก็เกิดขึ้นมา ต่อยอดจนกลายเป็นบุญ
บางคนโง่ คิดว่าทำความผิดอยู่ในที่ลับตา ที่คนไม่เห็นสามารถทำได้อย่างสบายใจ มันโง่เกินไปเพราะคนอื่นไม่เห็นแต่ตัวเราถ้ามีสติสุจริตนั้นมองเห็นอยู่
บางคนโง่ทำแบบอุดหูขโมยกระดิ่ง คิดว่าทำความผิดในที่แจ้งแต่ห้ามคนถ่ายภาพทำข่าวหรือวิจารณ์จึงสามารถทำผิดได้อย่างสบายใจ ถือเป็นอวิชชาเพราะการปฏิบัติธรรมะในศาสนาพุทธท่านให้ดูตัวเองด้วยสติสุจริต ทำอะไรที่ไหนสติสุจริตของเราก็เห็นทั้งนั้นแหละ
“จิตของคนตามธรรมชาตินั้น ไม่มีความดีใจ เสียใจ แต่ที่มีความดีใจ เสียใจนั้น ไม่ใช่ จิต” เป็นเพราะคนหลงอารมณ์ อารมณ์นั้นแท้จริง เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง หากเรารู้และตามเท่าทันอารมณ์ของตัวเองด้วยสติสุจริต เราจะมีแต่ความสงบ และความทุกข์ก็น้อยลง
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 2/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
1
2. พระปัญญาคุณ
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของเจ้าชายสิทธัตถะด้วยพระปัญญาคุณที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างให้คนทั้งโลก
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 3/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
1
3. พระมหากรุณาธิคุณ
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าด้วยพระกรุณาธิคุณ สั่งสอน และทำสวนธรรมไว้ให้แล้ว เราคนมีบุญ เพียงเข้าไปรับและปฏิบัติ เพื่อออกจากกับดักอวิชชา แล้วบรรลุตามเท่านั้น

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์