เขาเป็นผู้พลิกชีวิตแบรนด์เครื่องสำอางเก่าแก่
เขาเป็นนักเล่าเรื่องผ่านงานเขียนและการทำพอดแคสต์
และล่าสุดเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร
วันนี้ Career Fact จะมานำเสนอชีวิตหลากประสบการณ์ของ ‘พี่แท็บ’ รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เชื่อในพลังของการ ‘ลอง’ โดยไม่กลัวความล้มเหลว เพราะการได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรกลับมาเสมอ
#จบวิศวะแต่ไปทำงานด้านการเงิน
ตอนสอบเข้าเลือกคณะวิศวะ จุฬาฯ ไปเป็นอันดับหนึ่งเพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้เข้าตามค่านิยมสมัยนั้น ตัวพี่แท็บในวัยมัธยมปลายเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะเขาก็ไม่ได้อยากเข้าคณะไหนเป็นพิเศษ อันที่จริงเขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอยากทำอาชีพอะไร
เมื่อถึงเวลาเข้าไปเรียนจริงๆ จึงค่อนข้างสาหัสพอสมควรเพราะไม่ได้ชอบมาตั้งแต่แรก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีมุมที่ชอบเลย เพราะบางวิชาที่ได้ทดลอง ได้ลงมือทำ เขาก็รู้สึกสนุกกับมัน เมื่อเรียนจบมาเขาจึงตั้งใจจะลองทำหลายๆ อย่าง ไม่กดหนดกรอบว่าต้องทำงานตรงสาย
พี่แท็บได้ลองทำงานเป็นวิศวะมาเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว จนได้มีโอกาสเรียนต่อปริญญาโทเกี่ยวกับด้านการเงิน พี่แท็บจึงค้นพบว่าตัวเองชอบด้านนี้ แต่ความรู้ที่ได้มาจากวิศวะก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะมันทำให้พี่แท็บมีพื้นฐานด้านคำนวณและ Logic ที่ดี
#งานที่อยากรีบตื่นเช้าไปทำ
งานแรกหลังเรียนจบปริญญาโทของพี่แท็บคือตำแหน่ง Management Trainee ที่ Citibank สำหรับพี่แท็บเป็นงานที่สนุกมากเพราะได้ทำในส่วนที่เกี่ยวกับการเทรดหรือการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเงินตราต่างๆ เช่น หุ้น
ธรรมชาติของการเทรดคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ตอนแรกราคาตลาดอาจจะสูงมากๆ แต่ผ่านไปแค่พริบตาเดียวก็อาจมีเหตุให้มันตกลงมาเยอะได้เหมือนกัน พี่แท็บในวัยที่กำลังมีไฟจึงรู้สึกตื่นเต้นกับความคาดเดาไม่ได้ แต่คนที่ทำอาชีพแนวนี้ส่วนใหญ่พออายุเข้าช่วง 35-40 ก็จะเริ่มมองหางานอื่น เพราะเมื่ออายุมากขึ้นจากความตื่นเต้นก็ผันแปรไปเป็นความเหนื่อยแทน
#กลับมาดูแลศรีจันทร์เพราะไม่อยากเห็นมันถูกแช่แข็ง
การโคจรมาเจอกันของพี่แท็บและศรีจันทร์นั้นเป็นความบังเอิญล้วนๆ
ถึงแม้บริษัทศรีจันทร์จะเป็นของคุณปู่พี่แท็บ แต่ตัวพี่แท็บเองกลับไม่เคยแม้แต่จะไปเยือนที่บริษัทเลย จนวันหนึ่งมีเหตุให้ไปถึงได้รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของเมืองไทย พอมีโอกาสได้เห็นก็รู้สึกว่าบริษัทของคุณปู่นั้นเหมือนถูกแช่แข็งเอาไว้มาเป็นสิบๆ ปี หน้าตาของมันแทบไม่ต่างจากเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ถ้าไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง มันก็คงเป็นแบบนี้ต่อไป
พี่แท็บจึงเก็บเรื่องนี้กลับมานอนคิดและนำไปปรึกษากับเจ้านายในเช้าวันต่อมา แต่เจ้านายของเขาตอบกลับมาเพียงว่า “ไม่เห็นมีอะไรยาก อยากทำก็ลองเลย ไม่ต้องเสียดายงานนี้ ถ้าลองทำแล้วมันไม่เวิร์กก็แค่หางานใหม่” นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พี่แท็บได้มาดูแลศรีจันทร์
#แบรนด์เก่าแก่ที่เลือนรางในความทรงจำ
ตอนนี้เราอาจจะรู้จักศรีจันทร์ในฐานะแบรนด์เก่าแก่ที่รีแบรนด์ได้ปังจนกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง แต่ช่วงแรกๆ ที่พี่แท็บเข้ามาบริหารนั้นไม่ง่ายเลยเนื่องจากแทบไม่มีใครรู้จักศรีจันทร์ ส่วนคนที่พอรู้จักก็คิดว่าเหลือแต่ชื่อ ส่วนบริษัทนั้นปิดตัวลงไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่แท็บหันไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน ไม่รู้จะไปทางไหนต่อดี
แต่ในขณะเดียวกัน การที่แบรนด์ตกอยู่ในจุดต่ำสุดก็ทำให้พี่แท็บกล้าเสี่ยงลองทำอะไรที่คนอื่นไม่คิดจะทำ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่จะทำให้มันดีขึ้น พี่แท็บจึงใช้วิธี Learning by doing ไปก่อน คือระหว่างที่ลองทำอะไรก็ได้เรียนรู้ไปด้วยว่าแบบไหนเวิร์กแบบไหนไม่เวิร์ก
จนมาเจอจุดเปลี่ยนจากโฆษณา “What brand do you think of ? Yes... ศรีจันทร์” ที่ไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์และทำให้ศรีจันทร์เป็นตัวแทนของคำว่า ‘รีแบรนด์’ ที่ทุกคนนึกถึงอย่างทุกวันนี้
#Mission_To_The_Moon
พี่แท็บเริ่มทำเพจ Mission To The Moon ก็เพราะศรีจันทร์อีกเช่นกัน โดยช่วงที่เริ่มนั้นเป็นช่วงก่อนรีแบรนด์ จึงทำให้บริษัทไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก เวลาลงประกาศรับสมัครงานในเว็บไซต์ต่างๆ ก็เลยไม่มีใครมาสมัครงาน
พี่แท็บมองว่าการจะสร้างทีมที่แข็งแกร่งนั้นต้องเริ่มจากหาคนเก่งก่อน พี่แท็บจึงมองหาวิธีที่จะทำให้คนอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทโดยไม่ต้องใช้เงินมาก เพราะบริษัทก็ใช่ว่าจะมีงบมากมาย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่การเขียนบอกเล่าเรื่องราวและไอเดียของตัวเองออกมาสู่โลกโซเชี่ยล
แน่นอนว่าช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้มีคนอ่านเยอะอะไร เพราะตัวพี่แท็บ ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นที่รู้จัก ผลลัพธ์ที่ไม่ดีนั้นทำให้เขาท้อและเลิกเขียนไปราว 5-6 เดือน จนกระทั่งมีบรรณาธิการสำนักพิมพ์หนึ่งมาชวนออกหนังสือ ปรากฏว่าขายได้ดีกว่าที่คาด จึงเกิดเป็นเพจ Mission To The Moon และหนังสือเล่มต่อๆ มา
พอหนังสือขายได้ เพจเริ่มเป็นที่รู้จัก ก็มีคนสนใจเข้ามาสมัครงานมากขึ้นจริงๆ จนล่าสุดศรีจันทร์ติดอันดับบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยของ Workventure ในลำดับที่ 48 ถึงแม้จะไม่ใช่ลำดับที่สูงอะไร แต่สำหรับพี่แท็บ ศรีจันทร์ในฐานะบริษัทก็ถือว่ามาไกลมากๆ แล้ว
#จากเพจขยายมาพอดแคสต์
เมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่แท็บเริ่มรู้สึกว่าตัวเองตามโลกของคนรุ่นใหม่ไม่ทัน บางครั้งเห็นศัพท์แปลกๆ ที่ใช้คุยกันก็ไม่เข้าใจ เลยตั้งปณิธานไว้ว่าจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวันแล้วนำมันมาเขียนเป็นบทความ แต่พอได้ลองเขียนทุกวันแล้วถึงได้รู้ว่าการเขียนเป็นสิ่งที่ใช้พลังเยอะมาก ให้ทำทุกวันคงไม่ไหว จึงมองหาวิธีอื่นที่สามารถถ่ายทอดคอนเทนท์ได้เหมือนกัน
ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นคนไทยเริ่มฟังพอดแคสต์กันแล้ว เลยคิดว่าจะลองทำดู เพราะการอัดเสียงนั้นง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการเขียนเยอะ แล้วก็กลับมาจุดเดิม คือช่วงแรกไม่มีคนฟัง เลยหยุดทำไปวันสองวัน แต่ดันมีคน Inbox มาถามว่าทำไมถึงยังไม่ลงตอนใหม่ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้
บทเรียนที่ได้จากการลองมาทำพอดแคสต์ของพี่แท็บก็คือ ถ้าอยากทำอะไรติดต่อกันได้เป็นระยะเวลานาน ก็ต้องทำสิ่งที่พอดีกับตัวเอง ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป ถึงจะสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ
#Tastes
ลึกๆ แล้วพี่แท็บอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองมาตลอด ปีสองปีมานี้เทรนด์ Cloud Kitchen (ร้านอาหารที่มีแค่ครัวกลางเพื่อทำส่งเดลิเวอรี่ถึงบ้าน) กำลังมาแรง บวกกับโควิดที่ระบาดพอดี เลยคิดว่าธุรกิจ Food Delivery น่าจะไปได้สวย จึงตัดสินใจลองทำดู
แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ในวงการอาหารมาก่อน นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขากลัว เขาคิดเพียงว่าถ้าไม่รู้ก็แค่เอ่ยปากถามคนที่รู้เท่านั้นเอง
การข้ามมาวงการธุรกิจร้านอาหารทำให้พี่แท็บได้รู้ว่า ถึงการเริ่มทำร้านอาหารจะง่าย แต่การจะทำให้ร้านประสบความสำเร็จนั้นยากมาก แต่อย่างน้อยการทำโปรเจกต์นี้ก็เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก
#เป้าหมายต่อไป
สำหรับศรีจันทร์ เป้าหมายในอีก 3 ปีของพี่แท็บคือการขึ้นมาเป็นที่ 3 ของวงการแบรนด์เครื่องสำอางไทย โดยปัจจุบันแบรนด์ศรีจันทร์อยู่ประมาณอันดับ 10
พี่แท็บเองก็ยอมรับว่ามันเป็นเป้าหมายที่ ‘Aggressive’ หรือเป็นเป้าที่สูงและทะเยอทะยานมาก ทำให้ต้องมานั่งคิดว่าวิธีขยายตลาดทั้งในและนอกประเทศต้องทำอย่างไร และต้องทำธุรกิจใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมให้แบรนด์หลักเติบโต อย่างธุรกิจ E-commerce ที่ตั้งใจทำมากๆ และมีแพลนว่าจะรับแบรนด์อื่นเข้ามาวางขายด้วย
ส่วน Mission To The Moon ตอนแรกเริ่มจากงานอดิเรกก็จริง แต่ทำมาสักพักก็เห็นแล้วว่าธุรกิจการทำสื่อทำคอนเทนต?ก็มีทางไปของมัน ประกอบกับตัวเพจเองก็เป็นที่รู้จักอยู่ระดับหนึ่ง เลยมองว่ามันต่อยอดไปอีกได้ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงทดลองอยู่ว่าควรจะเติบโตไปทางไหนดี ช่วงนี้จึงเห็นคอนเทนต์ที่หลากหลายกว่าเดิม
#ยิ่งลองมากก็มีประสบการณ์มาก
สำหรับพี่แท็บ สิ่งที่สำคัญมากคือ ‘ประสบการณ์’ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้สะสมไว้ตั้งแต่สมัยเรียน
แต่หากใครผ่านวัยเรียนมาแล้วและอายุยังไม่เกิน 30 ก็อยากให้เลือกงานโดยคำนึงถึงประสบการณ์ที่เราจะได้เป็นอันดับแรก (ในกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน) เพราะช่วงอายุ 20 กว่าๆ เป็นช่วงเวลาที่เราจะมีอิสระในการ ‘ลอง’ มากที่สุด ยิ่งเราสั่งสมประสบการณ์ในช่วงแรกเยอะ ได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ และพาตัวเองออกไปเจอสังคมใหม่ๆ บ่อยเท่าไร ก็จะยิ่งมีประโยชน์กับเรามากในช่วงหลังของชีวิตมากเท่านั้น
ถ้าหากมีคำถามว่าควรลองทำแต่ละงานนานแค่ไหน ก็คงต้องย้อนไปถามตัวเองว่าถ้าทำสิ่งนี้ต่อไปแล้วเราอยากเติบโตในเส้นทางนี้หรือไม่หรือใจอยากพอแล้ว เพราะคงไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง
“Career Fact เพราะทุกอาชีพมีเรื่องราว”
#careerfact
………………
สามารถติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อได้ที่ Career Fact เพราะทุกอาชีพ... มีเรื่องราว (อย่าลืมกด See First เพื่อไม่ให้พลาดคอนเท้นท์ดีๆ)
1
17ถูกใจ
2แชร์
2.9Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ก๋วยเตี๋ยวเรือ "ทองสมิทธ์" ทำเงินได้มากแค่ไหน ?
      SABUY เติบโตโหด ก้าวกระโดดแบบคลั่งทำได้จริงหรือ? คลิปนี้มีคำตอบ กำไรเพิ่ม 700% หุ้นพุ่ง 13 เด้ง SABUY สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ราวปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นในเวลา 8 ปี
      รู้จักบุคคลนี้ไหมครับ คุณโจนจันได กับ ภรรยาชาวอเมริกันและลูกชาย รู้จักไหมครับ เคยได้ยินชื่อไหมเอ่ย บทความนี้เอามาจาก คุณโจนจันได ชีวิตมันต้องง่าย ถ้ามันยาก แปลว่ามันผิด
      ชีวิตต่างแดน (4) หาเงินไปเรียน Blockdit Originals ซีรีส์บทความพิเศษ
      ดูทั้งหมด