28 ก.พ. เวลา 08:11 • ปรัชญา
Compassion Week #8 Month of love.
(Episode 3/3)
วันมาฆบูชา
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐคือ 1. พระบริสุทธิ์คุณ 2. พระปัญญาคุณ 3. พระมหากรุณาธิคุณ
3
3. พระมหากรุณาธิคุณ
ขอน้อมรำลึกถึงคุณอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าด้วยพระมหากรุณาธิคุณ สั่งสอน และทำสวนธรรมไว้ให้แล้ว เราคนมีบุญ เพียงเข้าไปรับและปฏิบัติ เพื่อออกจากกับดักอวิชชา แล้วบรรลุตามเท่านั้น
3
แต่คนก็ยังติดอยู่ใน“กับดักอวิชชา”คือรู้อย่างไม่รู้
2
เหตุเพราะการใช้ชีวิตบน Vuca World นั้นลำบากยิ่งนัก ด้วยเป็นโลกอันซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ผูกปมยุ่งเหยิงเกินหยั่งถึง และในปัจจุบันกำลังปรับเปลี่ยนเร็วแบบคาดไม่ถึง Vuca (Volatile Uncertainty Complex Ambitious) ทำให้ชีวิตคนนั้นสับสน คนจึงรู้อย่างไม่รู้
3
ด้วยคนคำนวณ ไม่สู้ฟ้าลิขิต
คนที่เคยคิดเห็นแก่ตัวตามยุคพัฒนาให้ทันสมัย จึงต้องคิดใหม่แบบองค์รวม โดยคิดว่าเราเป็นเพียงส่วนเล็กๆในภาพใหญ่ของระบบจักรวาลอันไร้ขอบเขต เราจึงไม่สามารถทำให้ได้ตามใจ
3
หลายคนมีปัจจัยภายนอกครบ แต่จิตตก คือ เกิดความกลัวอะไรบางอย่าง เหตุเพราะไม่ฟังที่พระพุทธเจ้าสอนว่า เคล็ดลับเดียวของชีวิตคือการขจัดความกลัว ที่มันทำให้ใจเราย้อนคิดกังวลถึงเหตุแห่งทุกข์ที่เราเคยทำในอดีต นำมาคิดปรุงแต่งกลัวไปในอนาคต
1
เป็นผลให้ลืมใช้ชีวิตบนโลกที่แท้จริงในปัจจุบันขณะ เพราะขาดพื้นฐานคือทำผิดศีล ศีลจึงไม่คุ้มครองให้เกิดฐานที่จะรองรับสมาธิ ส่งผลให้ขาดปัญญาสว่าง จึงมองความจริงไม่ชัด
จิตส่งออกนอกไปปรุงแต่งความกลัว ทำให้คิดไม่ถูก เพราะใช้ข้อมูลในอดีตมาโต้ตอบแบบหุ่นยนต์ จึงแก้ปัญหาชีวิตที่กำลังเผชิญแบบผิดฝาผิดตัว จึงเป็นทุกข์
การจะขจัดความกลัวนั้น ทำได้ด้วยการปฏิบัติตามหัวใจของพุทธศาสนาที่ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส โดยปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาสว่างจึงมองความจริงที่เผชิญได้ชัด
1
การขจัดความกลัว
เพราะสรรพสิ่ง รวมถึงความกลัว ล้วนเป็นอนิจจัง
เหตุเพราะ “ทุกสิ่งล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันแต่มีลักษณะคู่ตรงข้ามกัน”โดยผลจะเกิดด้านใดนั้น ขึ้นกับด้านใดเป็นฝ่ายที่มากกว่าจนเกิดความถึงพร้อม เช่น หญิงสาวคนหนึ่ง มีทั้งความสวยและความไม่สวยอยู่ในคนเดียวกัน ประมาณว่ามีทั้งคุณและโทษ
โยมที่หลงหญิงคนนั้น เหตุเพราะพิจารณาแต่ด้านที่เป็นคุณ ถ้าโยมอยากเป็นอิสระจากความหลง ก็ต้องหมั่นพิจารณาด้านที่เป็นโทษ การพิจารณาด้านที่เป็นคุณก็จะลดลง เพราะจิตคนเรานั้นเหมือนแย่งนั่งเก้าอี้ตัวเดียว ถ้าฝ่ายใดได้นั่งแล้วอีกฝ่ายก็อด การหมั่นพิจารณาด้านโทษไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เกิดความถึงพร้อมและเป็นอิสระจากความหลง
ตัวอย่างการขจัดความกลัว ของหลวงพ่อชา
เมื่อยังเด็ก หลวงพ่อชา กลัวป่าช้า หลังจากได้คำแนะนำจากอาจารย์มั่น แล้วหลวงพ่อชาก็ฝึกปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น เรื่องทุกข์ต้องกำหนดรู้ คิดจะแก้ปัญหาเรื่องความกลัวของท่าน หลวงพ่อชาคิดว่าจะเผชิญหน้ากับความกลัว ที่ป่าช้าเคยกลัว ท่านจึงไปปักกลดนั่งสมาธิในป่าช้า ซึ่งวันนั้นมีการเผาศพ พอตกดึกก็เกิดเหตุการณ์น่ากลัวต่างๆ
2
เมื่อเกิดความกลัวสุดขีด ท่านถามตัวเองว่า กลัวอะไร กลัวตาย ถ้าจะวิ่งหนีผี แต่ความตายก็ตาม เพราะความตายมันติดอยู่กับตัว ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน เด็ก หรือผู้ใหญ่ รวยหรือจน ก็พร้อมตายได้ทั้งนั้น
1
รวมถึง ไม่ว่าจะกลัว หรือจะไม่กลัว ก็มีค่าเท่ากัน แล้วจะกลัวทำไม? เพราะมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เมื่อคิดได้เช่นนั้น ความกลัวก็หายไป
เมื่อเกิดความกลัวสุดขีด มากเกินไป จึงเห็นโทษของความกลัวชัด และเห็นประโยชน์ของความไม่กลัว
สรรพสิ่งเป็น อนิจจัง สิ่งที่เกินไป มันสุดโต่ง มันจะเพี้ยน
หลวงพ่อชา สอนว่า ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ไม่ต้องทำเป็นเหล้า หรอก เพียงกินให้มากเกิน ก็เมาได้เหมือนกัน
ในอดีต ยุคเพลง Imagine ของ John Lennon แสวงหาเสรีภาพสุดขีดจนล้นเกิน ต่อมาจึงกลับมาเห็นประโยชน์ของเผด็จการ
ทำให้ยุคปัจจุบันที่กำลังจะผ่านไปเป็น ยุค ทรัมป์ ซึ่งทำให้คนเห็นความไม่ดีของเผด็จการชัด จึงหันสู่ประชาธิปไตย ทำให้ Joe Biden ชนะได้เป็นประธานาธิบดี กงล้อหมุนย้อนกลับไปเหมือนในสมัย Jimmy Carter
เหตุที่โลก ย้อนไป ย้อนมาแบบนี้ เป็นเพราะคนที่ได้เปรียบในแต่ละระบบพยายามรักษาความได้เปรียบเอาไว้
จนเกิดกระแสในปัจจุบันที่คนประมาณ 30% ของโลกคิดว่าจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหา Abuse World เพราะ Abuse Technology, Abuse Economy, Abuse Law, Abuse Media
1
Do Compromise.
พระพุทธเจ้า สอนให้คนปฏิบัติทาสายกลาง
โดยยกระดับจิตใจที่อยากมีอยากเป็น Passion ให้สูงขึ้นเป็นมีความเมตตาต่อกัน Compassion เพราะล้วนเป็นคนในครอบครัวแม่โลกและพ่ออาทิตย์ด้วยกัน ประมาณว่าให้มีความประณีประนอม Compromise ให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ ซึ่งหมายรวมให้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอยู่ได้ด้วย
หลายคนหันมาสนใจเรื่อง Green คือจะแก้ปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โดยทิ้งปัญหาเรื่องคนให้คนอื่นแก้ เพราะอ้างว่าตัวเองไม่ชอบอยู่ในความขัดแย้ง แท้จริงแล้วคือ"คิดเอาแต่ได้"
ทำให้คนยังติดอยู่ใน“กับดักอวิชชา” คือไม่เชื่อคำสอนพระพุทธองค์ เหตุเพราะความเห็นแก่ตัว คนที่ได้เปรียบพยายามรักษาความได้เปรียบเอาไว้ โดยใช้ข้ออ้างและเล่ห์กล รวมถึงใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาระบบที่ตัวเองได้เปรียบเอาไว้
ทำให้โลกปัจจุบันที่แม้จะมีทรัพยากรพอเลี้ยงทุกคนได้ถ้วนหน้าแต่ชีวิตจริงกลับมีคนรวยกระจุกและจนกระจาย โดยช่องว่างของคนรวยและคนจนมีแต่ห่างกันยิ่งขึ้น และมีแต่จะเลวร้ายยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆโดยไม่มีทางแก้ไข
ทั้งๆที่แต่ละคนต้องการเพียงแค่ Universal Basic Income เช่น เส้นความยากจน 3,000฿ เพื่อจะตื่นรู้ว่า “แท้จริงการใช้ชีวิตคือการทำธุรกิจที่คนตื่นรู้จักปลุกศักยภาพในตัวเองที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้นค้นสิ่งที่ควรรู้มาสร้างกำไรชีวิต”
1
หลวงพ่อชา บอกว่าคนเราต้องประกอบด้วยความอยาก เพราะถ้าไม่มีความอยากก็ไม่มีมีข้อปฏิบัติเพราะไม่รู้จะปฏิบัติไปทำไม
ความอยากจึงเป็นบารมีของคน แต่ไม่ใช่ทุกคน
1
ปัญญารู้แจ้งแทงตลอด ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย
ความอยากเป็นบารมีของเฉพาะคนมีปัญญา
เจ้าชายสิทธัตถะต้องการหลุดพ้น ออกจากเกมส์ชีวิตที่วนเวียนเกิดแก่เจ็บตายไม่รู้จบ อยู่ในเขาวงกตแห่งวัฏสงสาร อยากออกจากกับดักอวิชชาความ “รู้อย่างไม่รู้” เพื่อแสวงหาวิชชาความ “รู้อย่างผู้รู้”
อวิชชา รู้ไม่ถึงความจริง เช่น นึกว่าจนเสียเปรียบคนรวย จริงแล้วคนจนได้เปรียบประสบการณ์แก้ปัญหาและได้พัฒนาศักยภาพการรับรู้ซึ่งเป็นสมบัติติดตัว ใครขโมยไม่ได้ ส่วนคนรวยจะเสียคนได้ง่าย
หลวงพ่อชาท่านเทียบจิตบริสุทธิ์กับกิเลสนั้นเหมือนน้ำกับน้ำมัน แม้อยู่ในขวดเดียวกันแต่ก็ไม่ปะปนกัน
ทำไมจิตเดิมแท้ Sanity จึงมีความบริสุทธิ์
ลองนึกถึงธรรมชาติของน้ำ ทำไมน้ำสกปรกสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำสะอาดโดยการเติมสารเคมีบางอย่างลงไป แต่ทำไมถ่านหินสีดำเปลี่ยนเป็นสีขาวไม่ได้
เพราะธรรมชาติเดิมแท้ของน้ำ ไม่ใช่สิ่งสกปรก จึงแยกสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำได้ แต่สภาพเดิมแท้ของถ่านหินมีเนื้ออะตอมเป็นสีดำ ดังนั้นธรรมชาติเดิมแท้ของจิต เป็นจิตใจของพุทธะ เป็นความบริสุทธิ์ สิ่งสำคัญคือ เราต้องแยกเอาภาวะด้านลบคือกิเลสออกไป เพื่อพบกับภาวะเดิมแท้”
แก่นแท้พุทธศาสนาคือนิพพานเพื่อไม่เป็นทุกข์
ไม่ว่าพุทธนิกายใดก็ตาม ล้วนต้องแสวงหาแก่นแท้ของพุทธะให้เจอ แก่นแท้ของพุทธศาสนาคือนิพพานเพื่อไม่เป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าสอนวิธีการมองแบบวิภัชชวาทให้เรามองสภาวะความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่ามองตายตัวว่าต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ให้มองอย่างเป็นเหตุปัจจัยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นวิธีการมองแบบวิภัชชวาท
1
พระพุทธเจ้าท่านพูดสอนแบบวิภัชชวาท
โดยพูดเหตุปัจจัย เงื่อนไข ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และแยกแยะเหตุจนถึงเหตุที่เล็กที่สุดที่แบ่งแยกต่อไปไม่ได้ แบบเดียวกันกับการแก้ Source Code เพื่อแก้ BUG ของโปรแกรมที่ทำงาน วน Loop เช่นเดียวกับแบบควอนตัมที่แบ่งแยกสุดขีดจนเห็นทฤษฎี String ที่ไม่นิ่ง เพราะล้วนกำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
หลวงพ่อชาท่านสอนมุ่งให้รู้ให้ถึงแก่นคือถึงเหตุที่เป็นต้นน้ำของผล เพื่อเปลี่ยนแปลงเหตุจะได้นำสู่ผลที่เปลี่ยนไป
ต้องมุ่งปัญญา Wisdom หรือความฉลาดที่จะเห็นหรือรู้ได้ว่า ทุกๆ สรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน แม้ความทุกข์หรือความสุขในตัวผู้อื่น ก็มีความสัมพันธ์กับคุณ
จงรู้แทงตลอดสภาวะเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย จึงยึดแต่ไม่มั่น เหมือนล้อยึดติดรถยนต์ แต่วิ่งไปมาได้
เมื่อรู้แล้วก็ยังกินอร่อยเหมือนเดิม
ความจริงที่ปรากฏ และความจริงแท้นั้น ต่างกัน
ดังที่พระพุทธเจ้าท่านว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต เมื่อไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจไม่สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ก็พยายามแสวงหาการคิดการพูดการทำ เหมือนคนอยู่ในถ้ำ เหมือนคนตกน้ำโผล่หัวขึ้นมาไม่ได้ หรือโผล่ขึ้นมายันขึ้นมาได้แต่ก็กลับจมดิ่งตายไปเลย”
 
“สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามเราตถาคตนี้ ก็จะรู้เห็นจะเป็นจะมีอย่างเราตถาคตนี้ ต้องรู้เหมือนกัน เห็นเหมือนกัน เป็นเหมือนกัน มีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าไม่ผิดกันเลย”
Do Compassion
ถ้าคุณคิดว่าจะมอบความสุขให้สรรพชีวิตทั้งหมดทั้งปวง คุณจะได้รับความสุขไม่มีที่สิ้นสุด เราเรียกว่า “ภาวะโพธิจิต” เป็นภาวะความรักแบบไม่มีเงื่อนไขกับทุกๆสิ่งที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ก็จะให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีจิตใจใดจะงดงามมากไปกว่าภาวะแห่งโพธิจิต compassion เพราะต้องการช่วยเหลือทุกๆชีวิตอย่างไร้เงื่อนไข และด้วยแรงปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพชีวิตให้หลุดพ้น ประกอบกับปัญญา wisdom หรือความรู้อย่างลึกซึ้ง
“คุณภาพทั้งสองสิ่ง compassion & wisdom ทำให้เรามีความงดงามแห่งพุทธะ”
หลวงพ่อชา สอนว่าโลกนี้อยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง นั้นถูกแล้ว ถ้าไม่มีอนิจจังคนเราที่เกิดเป็นทารก ก็จะยังคงนอนอยู่ในกระด้งตลอด ไม่โตขึ้น
อนิจจังทำให้คนเราเกิดมาเป็นทารก โตเป็นเด็ก โตขึ้นอีกเป็นผู้ใหญ่ อยู่ไปนานกลายเป็นคนแก่
มะม่วงออกดอกแล้วเป็นผลเล็กๆ โตขึ้นเป็นมะม่วงเปรี้ยว อยู่นานขึ้นเป็นมะม่วงสุกเนื้อหวาน
คนไม่ยอมรับอนิจจัง ระวังจะไม่ได้กินมะม่วงหวาน นะ
ปัจฉิมโอวาท
พระมหากรุณาธิคุณ แม้ในวาระสุดท้าย ก็ยังมีเมตตาเตือนให้ชาวโลกอย่าประมาท
เพราะคนประมาทคือคนตายแล้ว
เมื่อเวลาแห่งความถึงพร้อม
หรือเวลาของฟางเส้นสุดท้าย มาถึง
และไม่มีใครรู้อนาคตล่วงหน้า ว่าเวลาแห่งความถึงพร้อมจะมาถึงอีก เมื่อไหร่
คนที่ไม่ประมาทจะหวังพึ่งตัวเอง
เช่น Elon Musk
เมื่อเวลาแห่งความถึงพร้อมมาถึง เขายอมทิ้งกระพี้ เปลือกนอก คือการเรียน กล้าทำ ในสิ่งที่ต้องทำ คือ เริ่มทำธุรกิจ อันเป็นแก่นของการดำเนินชีวิต ด้วยความมุ่งมั่น จนเป็นคนประสบความสำเร็จในระดับตำนาน ในปัจจุบัน
คนที่ประมาท ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น คิดอาศัยคนอื่น ไม่พึ่งตัวเอง ทำตัวเป็นเหมือนกาฝากสังคม ใช้
ชีวิตอาศัยประโยชน์จากสังคมเป็นอยู่
1
โดยใช้ความได้เปรียบที่มีทุนทรัพย์ มุ่งหวังให้เงินทำงานแทน ทำตัวเหมือนหมูในฟาร์ม กินๆ นอนๆ โดยไม่ยอมผลิต ยอมด้อยค่าตัวเอง ทิ้งโอกาสสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทั้งๆที่มีร่างกายสมบูรณ์ครบ แต่คิดเอาแต่ได้ ไม่รู้จักการให้คืนกลับสู่สังคม จิตใจจึงตายจากคุณงามความดี
ประมาณคิดว่า "Myself First" คิดเอาแต่ได้ มุ่งแต่สะสมสมบัตินอกกาย ลืมไปว่าคนนั้นประกอบด้วยกายและจิต จะเป็นแบบ Jack Ma ที่กว่าจะเห็นคุณค่าของจิต ก็เมื่ออายุมาก จึงเริ่มป่วยและจิตตก รวมถึงโหยหากำลังใจ ที่เงินซื้อไม่ได้
Compassion Week #9 Month of March.
(Episode 1/3)
March 1 : ออกจากกับดัก KPI กันเถอะ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์