หมวดที่ ๖
บุตร บิดา มารดา
-มนุษย์ไม่อาจเป็นเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ได้ แต่เป็นได้ในจิตใจของบุตรผู้กตัญญูเท่านั้น
-พ่อแม่ไม่อาจเป็นเทพเจ้าครอบครองสรวงสวรรค์ได้ เว้นไว้แต่ในอาณาจักรใจของบุตรธิดาผู้กตัญญูเท่านั้น
-อาการเจ็บไข้ได้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของพ่อแม่ คือการเรียกหาการช่วยเหลือของบุตรผู้กตัญญู
-ทำในใจว่าพ่อแม่ดุจเทพเจ้า แต่พ่อแม่เป็นปุถุชน
-ไม่บ่อยนัก ที่มนุษย์เราจะพบบิดาทางวิญญาณ
-เมื่อรู้จักพ่อ ก็จะรู้จักความเป็นพ่อต่อผู้อื่นด้วย
-ความเป็นเพื่อน พ่อ แม่ พี่ น้อง ส่วนใหญ่อหังการ์มันช่วงชิงไปหมด
-ความเป็นแม่ไม่ได้เริ่มที่ร่างกาย แต่เริ่มที่จิตใจ
-ครรภ์แม่เหมือนจักรวาลจำลอง เด็กลอยคว้างอย่างสนุกสนาน
หมวดที่ ๖
สติ ความรู้สึกตัว
-นิโรธธาตุเป็นธาตุเย็นดับร้อน รู้ตัวมากๆจะรู้สึกถึงธาตุนี้ ทำให้ชินจนธาตุนั้นเป็นที่พึ่งที่อิงอาศัยในตัวเอง
-เรามีสิทธิ์อ่อนแอได้บ้างในอารมณ์ที่ปรารถนา แต่ต้องรักษาสติความรู้ตัวให้ชัดเจน
-การไม่ยอมใช้สติ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวในกรณีต่างๆ นับเป็นความประมาทโดยแท้ เป็นความพ่ายแพ้โดยไร้ศักดิ์ศรี
-แม้ทำตามปรารถนาบ้าง แต่สติยังดีอยู่ ยังไม่เป็นทาส ดังนั้นควรยกเลิกการเป็นทาสปรารถนาโดยทันที
-ส่วนการคล้อยตามความปรารถนาบ้าง ไม่ใช่เครื่องหมายของทาส ตราบใดสติยังเข้มอยู่
-ไม่ใช่ว่าทุกประสบการณ์จะนำไปสู่วิมุติสุขได้ ตรงข้ามบางประสบการณ์เป็นอันตรายยิ่ง ประสบการณ์ของการรู้ตัวบริสุทธิ์นั้นต่างหาก เป็นการเกื้อกูลเกิดแสงสว่างนำทาง
-ไม่มีสติ จะล้มละลายในมรรค ด่วนพูดจะตื้นเขิน ขี้โม้จะตกต่ำไปเรื่อยๆ
-ตกลงใจพึ่งความรู้ตัวเสียให้เหมือนปลาตกลงใจพึ่งน้ำในแอ่งนั้น อย่ามัวหลงผิดคิดว่าน้ำอยู่ที่อื่น
-เพทนาการสุขทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้เรายึดถือ แต่มีไว้ให้เรารู้สึก และเป็นมรรควิถีสู่การรู้แจ้ง
-สติปัญญาจะเต็มเปี่ยมเมื่อสัมผัสความไม่ยึดถือ เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขเข้าสู่ธรรมชาติที่ปราศจากอุปาทานความยึดถือ
-เมื่อแตะเพดานความรู้สึกด้านในสุด จะสั่นสะท้านขึ้นมาทั้งชีวิต
-ปัญหาทั้งโลกถูกสะสางด้วยความรู้สึกตัว
-สติเป็นเสมือนรากแก้วของการภาวนา
-เพียงกิจการงานโลกย์ๆ อย่าผลาญพร่าสัมปชัญญะในธรรม ผ้ากาสาวพัสตร์แห่งวิเวกก็ห่มคลุมอยู่ทุกแห่งหน
-รากฐานของการเดินทางอยู่ที่การรู้สึกตัว
-เปลี่ยนทิศทางจากมุ่งไปเพื่อจะได้อะไรบางอย่าง สู่การหยุดแสวงหาสู่การเป็นรู้สึกสดๆ
-ความรู้สึกสงบสงัดและดั้งเดิมห่างไกลกรรมกิเลส
หมวดที่ ๘
การให้-การรับ
-วิถีการแสวงหาความจริงจะลึกซึ้งหรือไม่ ขึ้นกับการgive and take เสียสละอะไรไปและได้อะไรคืนมา คือการให้และการรับ ผมรู้สึกได้อะไรมา ไม่ว่ากำลังกายแข็งแรงกว่าก็ควรช่วยเหลือเขา เงินทองอาหารให้เขาถ้ามีมากกว่า เป็นกระบวนการธรรมชาติเหมือนใบไม้สลัดใบ แต่ถ้าซื้อมาให้เป็นของขวัญ เป็นการผูกมัด วันหนึ่งต้องตอบแทน ให้เพราะมีให้ ไม่ใช่ไปดิ้นรนหามา
-มลทินของการรับ คือรับมาเพื่อตนเอง
-สาระอนาคาริก คือการไม่ครอบครองสิ่งของ และอุทิศชีวิตทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการธรรมชาติ ซึ่งเป็นการสงเคราะห์ อนุเคราะห์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
-เราแสวงหาความรื่นรมย์มากเท่าไหร่ ต้องให้มากเท่านั้น
-การให้และการรับคือกระบวนการเดียวกัน ไม่ใช่คนละคราว ให้คือรับ รับคือให้
-การให้การรับเป็น gramma ของสังคมประดุจฝีพายของสังคม
-เมื่อปฏิเสธสิ่งที่คนอื่นให้ เท่ากับผลักเขาออกห่าง รับทุกอย่างคือการถูกซื้อตัว ถูกมัดตัวด้วยสินจ้างรางวัล ต้องรู้จักปฏิเสธ ความพอดีนี้สำคัญ