24 มี.ค. 2021 เวลา 13:05 • ปรัชญา
เขมานันทะวาที(๖)
บันทึกและรวบรวม : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
หมวดที่ ๙
จิต
-จิตดวงไหนรู้สึกโลกเป็นสิ่งสวยงามนั่นคือพร
-มนุษย์อยู่ชิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยหัวใจของมนุษย์เท่านั้นที่เชื่อมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ไกลจากหัวใจมนุษย์เลย ชั่วขณะถอนจิตออกจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น ก็บรรลุถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทันที
-จิตใจไร้เดียงสาแบบเด็กเท่านั้น จะแก้ปัญหาโลกได้
-คนเราคาดหวังได้ร้อยแปด เพราะจิตไม่อยู่สุข และผิดหวังได้ร้อยแปดเพราะความคิดติดยึด
-ไม่มีจิตเหนือสำนึก ไม่มีจิตใต้สำนึก ไม่มีจิตไร้สำนึก มีแต่จิตดวงหนึ่ง ดวงเดียว คิดๆนึกๆเรื่องไร้สำนึก เรื่องเหนือสำนึก เรื่องราวต่างๆอยู่นั่นเอง
-แก้วสารพัดนึกในปกรณัมโบราณ มีความหมายถึงจิตที่นึกคิดไปต่างๆ
-จิตที่ปล่อยวางไม่ยึดถือจะสร้างสรรค์ตัวมันเอง
-การรู้จักโลกไม่ใช่การท่องไปในโลกกว้าง แต่เป็นการดูเข้าไปสู่ความเคลื่อนไหวในจิต ที่มีทั้งดิ้น ทะเยอทะยาน ริษยา อาฆาต สันติสุข ธรรมดา ดูให้ครบเท่านั้นเอง นั่นแหละโลก
-เอาจิตโน้มเข้าดูจิต เป็นการลับตัวเองของมันให้แวววาวขึ้นมา ผิดกับการเรียนรู้ในวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยที่แสวงหาการเพิ่มพูนพลังอำนาจจากภายนอก เหมือนการล่าอาณานิคม แต่แท้ที่จริงเป็นการปลดปล่อยตนเองออกจากอำนาจครอบงำทั้งปวง
-การภาวนาไม่ใช่อะไรอื่น คือการสิ้นสุดการทะเลาะเบาะแว้งในตัวเอง
-คนเอาจิตดูจิตยังเป็นขั้นสมมติ เพราะยังแบ่งเป็นสองจิต
-การลุกตื่นของจิตเป็นกระบวนการทางธรรมชาติล้วนๆ การบรรลุธรรมไม่เกี่ยวกับเหตุผลหรือการสั่งสมจริยธรรม แต่เป็นกระบวนการธรรมชาติ เหตุปัจจัยเป็นสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
-การภาวนาเป็นการบ่มตัวเองเป็นแค่เทคนิคไม่ใช่การบรรลุธรรม
-การบรรลุธรรมไม่เกี่ยวกับจริยธรรม ความสงบก็เป็นอุปสรรคเพราะจิตไปยึดติด สูญเสียคุณสมบัติดั้งเดิมของจิต
-ศีลทำให้จิตมีกำลังความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตน เมื่อจิตมีกำลัง ความเข้มข้นบริสุทธิ์ของจิตก็เกิดขึ้น
-จิตใจที่ปรกติจะแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
-ชำระจิตให้สะอาดเป็นธรรมชาติแท้ เหมือนก้นที่ยังไม่เปื้อนขี้ตัวเอง
-พอรู้สึกได้ว่าทุกสิ่งเป็นสภาพไหลก็เข้าสู่กระแสแล้ว
หมวดที่ ๑๐
ความดี
-อย่าดีกับคนอื่นนัก ดีกับตัวเองให้มาก
-คนดีกับตัวเอง จะดีต่อคนอื่นโดยปริยาย โดยไม่เสแสร้ง
-ให้มีดีกับตัวเอง อย่าอวดดี คนมีดีในตัวเอง เหมือนมีคบไฟในหัวใจ คนอวดดีนั้นดับคบไฟไปเรียบร้อยแล้ว และเต้นระบำอยู่คนเดียวในที่มืด
หมวดที่ ๑๑
ความรัก-กามารมณ์
-รักใครสักคนด้วยจิตใจทั้งหมด ปาฏิหาริย์กำลังจะเกิดแล้ว
-เมื่อคนมีใจเดียวแต่ ๒ ร่าง นั่นคือปาฏิหาริย์ของรัก
-รักเก็บไว้มันจะอิ่ม เพ้อพกออกไปมันจะพร่อง
-ความปรารถนาที่จะรู้ซึ้งถึงหัวใจใครคนหนึ่งว่าเป็นอันเดียวกับตัวเอง ตลอดของพระพุทธเจ้าและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นอารมณ์แห่งรัก
-อย่างน้อยมนุษย์ต้องมีตำแหน่งแห่งหนในจักรวาล เขามีสิทธิ์ที่จะถูกรักได้ ต่อให้เป็นเรื่องชั่วคราวก็ยังดี ถ้าเขามีโอกาส
-พยายามบอกความลับในห้องหอของหัวใจ เพื่อเข้าถึงหัวใจตัวเอง แล้วเราจะหลอมรวมกันที่นั่น
-ที่สุดของกามารมณ์คือการที่จิตได้เสวยน้ำผลไม้แห่งชีวิตในตัวมันเอง
-ภาพกระจกสองบานที่สะท้อนกันและกันเป็นอเนกอนันต์คือความรัก
-น้ำในลำธารสายเล็กสายใหญ่ จะไหลมาบรรจบกันเพื่อบรรลุถึงมหาสมุทรแห่งภูมิปัญญา-นี่คือจุดหมายของความรัก
-เมื่อผ่านธาตุทรหดแล้ว จะนึกขอบคุณทั้งคู่รักและศัตรู ที่ศัตรูให้ความอดทน ส่วนคู่รักให้ความเย็นฉ่ำ
-หยาดฝนแห่งความรักบริสุทธิ์ ตกในใจเพียงหยดเดียว ทะเลก็เต็มเปี่ยมได้
-Sex เป็นสันดอนทรายแห่งภูมิปัญญาได้
-ความรักของคนสองคนเป็นการผ่าตัดตัดต่อยีนส์ ๒ ตัวที่แตกต่าง ให้เป็นยีนส์ตัวเดียวกัน เป็นวิศวพันธุกรรมทางวิญญาณ
-รัก ทำให้ธาตุประณีตในตัวค่อยๆปรากฏรูปเงาออกมา
-หัวใจอันละมุนละไมจากความรัก เหมือนแผ่นดินที่ชุ่มน้ำ พร้อมจะเกื้อกูลเป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์และแมกไม้งาม และแมกไม้นั้น ก็จะยังประโยชน์ให้แก่โลก
-สาระสำคัญของชีวิต คือการร่วมมือกับคนที่เรารักสร้างสรรค์สิ่งดีงามแก่สังคม แก่โลก แก่สภาพแวดล้อม
-มันไม่ผิดที่คนเราจะรักใคร่กัน แต่มันจะดูด้อย ถ้าคนอื่นไม่มีส่วนแบ่งปันในความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
-มันไม่ผิดที่คนเราจะรักกัน แต่มันจะดูด้อย ถ้าไม่ทำอะไรคืนให้กับสังคมบ้าง
-แม้อยู่เฉยๆก็รู้ เพราะบรรยากาศของความรักที่ประกอบด้วยฤทธิ์คือความเงียบสงัดของหัวใจ รู้ใจกันโดยไม่ต้องพรรณนา
-ความรักเป็นสนิมของชีวิต มันนำไปสู่บาดทะยักทางใจ ถ้าจะรักให้ได้ต้องรู้ตัว เพราะความรู้ตัวเป็นยาปฏิชีวนะ ระงับบาดทะยักใจอักเสบ
-รักกันแล้วก็ตีกัน ผู้หญิงไม่ยอม ผู้ชายไม่ยอม พอตายจากก็ร้องไห้คิดถึงกัน ไม่บ้าแล้วจะว่าอะไร
-การมีความรักโดยไม่มีครอบครัว อาจกระตุ้นให้พลังแสวงหาดีขึ้น หรืออาจจะเป็นความโง่งม
-หัวใจอันละมุนละไมจากความรัก เหมือนแผ่นดินที่ชุ่มน้ำ พร้อมจะเกื้อกูลเป็นแหล่งกำเนิดพืชพันธุ์และแมกไม้งาม และแมกไม้นั้นก็จะยังประโยชน์ให้ผู้คนที่อยู่ใกล้และได้สัมผัส ยังประโยชน์ให้แก่โลก
-รัก ทำให้ธาตุประณีตในตัวค่อยๆปรากฏออกมา
-สัมผัสทางกายของเพศคู่ เป็นโค้งรุ้งเชื่อมดินกับสรวงสวรรค์
-ปัญญาคืออุดมการณ์ของชีวิต ความรักเป็นเพียงของขวัญแถมมาเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่พอคว้าของขวัญ ก็เริ่มไม่ใช้ปัญญา
-วัฒนธรรมอันรุนแรงของคู่รักคือการทะเลาะกัน
-โอชาของชีวิต มาจากโอชาของแผ่นดิน ทุกน้ำมือและน้ำใจของคนรัก ปลูกปั้นจนกลายเป็น รสสยํ-รสรัก
-ยังมีความรักที่ไม่ผูกพัน ไม่ยึดถือ คือรักแต่พึ่งตัวเองได้
-ต่อเมื่อรักที่ไม่ผูกพันปรากฏขึ้นในคนสองคนขึ้นไป ชุมชนจะเริ่มมีอิสรภาพและการสร้างสรรค์
-มัวแต่รัก,เอาแต่รัก ไม่รู้จักทำอะไรดีกว่านั้น น่าสมเพช
คำบรรยายภาพ
อ.เขมานันทะที่บ้านบัวขาว มีนบุรี ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา