7 เม.ย. 2021 เวลา 04:52 • ปรัชญา
เขมานันทะวาที(๗)
บันทึกและรวบรวม : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
หมวดที่ ๑๒
ทัศนะต่อชีวิตของเขมานันทะ
-เจตนาหนังสือของผมโดยเฉพาะอนุทิน เพื่อน้อมนำผู้อ่านเข้าสู่ความงามในจิตใจของเขาเองจากบรรยากาศของอนุทินบันทึก
-ความอ่อนโยนเวลานั้นเป็นMelody สภาพแวดล้อมเป็นจังหวะ(Rhythm) Theme มาจากสิ่งแวดล้อม
-อัตชีวประวัติของผมเป็นเรื่องปัจเจก เป็นความอบอุ่นของมิตรภาพระหว่างเพื่อน ใช้ความสนิทเผยแพร่ธรรมะ
-มีคนพูดว่าให้ระวังความโง่ของตัว แต่ผมจะพูดว่าแม้ความฉลาดก็จะต้องระมัดระวังมัน
-ผมอยากกลับไปเป็นทารกของจักรวาลอีกที ไม่มีค่านิยม, ความหวาดกลัว,
-ขณะที่น้ำสัมผัสผิวกายของเราทั้งหมด ความเป็นจักรวาลจะปรากฏขึ้นมา เพราะน้ำเป็นธาตุเย็น
-ผมไม่ใช่ศิลปิน ผมเป็นเพียงExplorer ของชีวิต
-ผมเจริญวิปัสสนา ผมจึงเข้าใจสติปัญญาของบรรพชนของผม
-ผมสื่อกับท่านผู้รู้เหล่านั้นได้ ส่วนการสืบสานเป็นหน้าที่ของอัจฉริยะ ไม่ใช่ผม
-ผมเคยห่มผ้าให้คน เป็นผ้าห่มแห่งความรู้ความเข้าใจชีวิต ครั้นถึงหน้าหนาวก็มีคนซื้อผ้าห่มมาให้
-แล้วเมื่อไหร่ ดอกบัวจะบานในหัวใจคุณ
-ผมไม่ต้องแสวงหาอะไรเลย สิ่งนั้นมีอยู่ในตัวแล้ว รอเวลาเปิดเผยให้แจ่มแจ้ง
-ผมไม่ต้องการจะถามอะไรกับใครอีกแล้วต่อเรื่องของผมเอง ต้องการแต่คำตอบที่ไม่มีคำถาม
-ถ้าผมเลือกได้ ประโยคสุดท้ายที่อยากจะพูดมากที่สุดก่อนสิ้นลมหายใจคือ ฉันรักความเป็นมนุษย์
-บานประตูบ้านผมเปิดสู่ถนนสายที่นำเข้าสู่หมู่บ้าน ไม่ใช่เข้าสู่อุโมงค์ลับของตัวเอง
-ผมไม่มีอนาคตเลย แต่การอยู่กับความจริงคืออนาคตทั้งหมด
-ผมเห็นความเศร้าเป็นความงามชนิดหนึ่ง
-การแสวงหาอันโดดเดี่ยวของผม เหมือนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ไฟยังมีอยู่แต่กลายเป็นไฟเย็น เชื้อหรือ? ผมอธิบายตัวเองไม่ได้ ราวกับชีวิตมันสั่งสมมา
-ชีวิตบงการผม ประหนึ่งนิ้วชี้จากจากความปรารถนาที่เร้นลับของหัวใจ
-ผมชอบเด็กแต่ไม่ชอบความเป็นเด็ก เพราะปัญญาเยาว์ พูดไม่รู้เรื่อง เด็กมันดื้อ ความเป็นเด็กอาจจะแฝงอยู่ในผู้เฒ่าก็ได้
-เท่าที่แล้วมาผมทำหน้าที่เป็นเพียงประภาคารโกโรโกโสเท่านั้น เรือหลงทาง จะเห็นหรือไม่เห็น เห็นแล้วเข้าฝั่งจะล่มหรือไม่ล่ม ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม และประภาคารก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตลอดวันตลอดคืนด้วย กล่าวได้ว่ามันไม่เกี่ยวข้องใดๆเลย กับเรือที่หลงทาง ถ้าเรือหลงทางมองไม่เห็นมัน
-เห็นภูเขาแห่งความสงสัย มืดทึบ ทุกข์ ถูกทำลายลงด้วยแสงสว่างจากภายใน นั่นคือความพอใจของผม
-ผมยากจนด้วยความสมัครใจ หวังบำเพ็ญประโยชน์แก่มวลชนแต่ไม่เคยทำเต็มรูปเต็มรอย
-ผมหม่นหมองใจที่มีที่ดินและมีบ้าน หม่นหมองเพราะจิตไม่อิสระ ดีหน่อยที่บ้านเป็นที่พบปะสนทนาธรรม ได้ทำประโยชน์พ้นตัวเองไปบ้าง การไม่มีบ้านก็ไม่ได้เป็นความดีอะไร เพราะคนโซไม่มีบ้าน ก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ใคร
-ตั้งแต่วันออกบวช เครื่องแบบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ผมไม่เคยเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย ไม่ว่าในสวรรค์หรือนรก ผมจะเจริญวิปัสสนา ราวกับเห็นพระพุทธเจ้าในทุกภพภูมิ ทุกภพภูมิมีแสงสว่างของพุทธะ
-ผมปรารถนาจะเป็นมัคคุเทศก์นำทางหัวใจของผู้คนตามความรู้ความเข้าใจอันน้อยนิดของตัวเอง เพราะทางหัวใจเป็นทางศักดิ์สิทธิ์
-ผมอาจพูดถึงสายลม แสงแดด แต่ทั้งหมดเป็นMystic มันไม่ได้เพียงสวย แต่มหัศจรรย์ ความสวยเป็นมายา ความมหัศจรรย์นั้นคือความจริงแท้
-ผมอ่านหนังสือชีวิตออกบ้างแล้ว
-ผมเป็นเด็กที่พอเข้าใจและใกล้ชิดพลังสิงห์แห่งชีวิต
-ผมเศร้าบ่อยเวลาได้รับชื่อเสียงเพราะมันไกลจากอิสรภาพ ตรงข้าม ความยากจนให้ปีติแก่ผมได้
-ไม่ใช่งานของโบสถ์ ไม่ใช่งานของมิสชันนารี ไม่ใช่งานตัวแทนลัทธิของนิกายใด ผมเหลือแต่งานสังสันทน์กับเพื่อนมนุษย์จากด้านในสุดของชีวิต
-สำหรับผม ถ้าใครทำร้าย ผมก็คงต้องเจ็บ แต่ผมจะไม่ยอมให้ตนเองซ้ำเติมบาดแผลของตนเองด้วยความเคียดแค้นคนอื่นเป็นอันขาด
-ถ้าจะเอาชนะใครสักคน จะเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน รู้ตัวอยู่ว่าเราแพ้อะไร
-บางคนคิดว่าโสกราตีสเข้าถึงความหลุดพ้น แต่ผมคิดว่าแกอยู่กับความสงสัยจนสิ้นลม
-มีคนคิดว่าผมมีโลกส่วนตัวของตัวเอง แต่โดยแท้จริงแล้ว เมื่อเข้าสู่อารมณ์วิปัสสนา ไม่มีโลกใดที่ตั้งอยู่
-โลกทุกโลกอึดอัดสำหรับผม แม้แต่กลิ่นอายของคำว่าอิสรภาพก็น่าอึดอัด
-วันๆเดี๋ยวนี้ผมเห็นตัวเองนั่งเซ่อดูความคิด
-ผมมีชีวิตอยู่ด้วยเรื่องเดียวคือความรู้สึกตัว เรื่องธุดงค์ บวช สึก แต่งงาน หาเงินล้วนไร้สาระ
-ผมรู้สึกเป็นพระเมื่อสึกแล้ว
-สุขภาพของผมเลวลงเรื่อยๆ ใจผมปล่อยวางยิ่งขึ้น
-สุขภาพทางกายภาพของผมทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ความซาบซึ้งในชีวิตกลับแนบแน่น
-มีคนกล่าวว่า ผมเป็นอยู่อย่างท้าทายชีวิต ตรงกันข้าม ผมยอมสยบชีวิตต่างหาก
-นานวันเข้าผมกลับไม่รู้ไม่เห็นกับความเป็นพุทธ,คริสต์,อิสลาม ผมเห็นแต่ชีวิต
-เมื่อได้ยินผู้ใดกล่าวถึงพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าเขาผู้นั้นเป็นใคร ใจผมแล่นไปสู่ความลี้ลับอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล, ชีวิต, และพลังสร้างสรรค์ ความถ่อมกายใจ ความรัก กุศลธรรมทั้งหมด
-ผมหวั่นไหวอย่างลึกซึ้งเมื่อใครก็ตามเอ่ยถึงพระผู้เป็นเจ้า
-แต่ก่อนผมดีดดิ้นไปกับถ้อยวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เดี๋ยวนี้ผมกลับสงบระงับ เมื่อได้ยินพระนามศักดิ์สิทธิ์นั้น
-แต่ก่อนผมอยากให้ทุกๆคนหันมาเป็นพุทธ เดี๋ยวนี้,เพียงเป็นอันเดียวกับความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองก็พอแล้ว
-ดูภาพข่าวหรืออ่านนิยายว่าด้วยการท่องอวกาศ ใจผมหวนนึกถึงอวกาศภายในทุกครั้ง
-ก่อนนี้ผมเต็มไปด้วยความหวังจะลุถึงและได้สิ่งที่ดีที่สุด เหนือโลกเหนือธรรมชาติธรรมดา เดี๋ยวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ความรู้สึกตัวเฉยๆล้วนๆนั้น กลับเป็นธรรมชาติธรรมดาดาดๆ ตามวิถีธรรมชาตินั้นเองคือการประสบ
คำบรรยายภาพ
อ.เขมานันทะที่บ้านบัวขาว มีนบุรี ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา