23 เม.ย. 2021 เวลา 09:09 • ประวัติศาสตร์
เรื่องเล่าราชวงศ์วินด์เซอร์
ในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1917 พระเจ้าจอร์จที่ 5 เเห่งสหราชอาณาจักร (George V,King of the United Kingdom) ได้ทรงออกแถลงการณ์ประกาศว่า
"ชื่อราชวงศ์วินด์เซอร์ (House of Windsor) จะต้องเเบกรับราชวงศ์และยกเลิกการใช้ชื่อและยศศักดิ์ของเยอรมันทั้งหมด"
คือทางผู้เขียนต้องอธิบายก่อนว่าในช่วงก่อนหน้านี้นั้นทางราชวงศ์ยุโรปส่วนใหญ่จะเเต่งงานระหว่างพระราชวงศ์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ทางสายพระโลหิตซึ่งทางไทยเราจะเรียกว่า "อุภโตสุชาติ" คือมีพระชาติกำเนิดที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เเละความบริสุทธิ์ดังกล่าวนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเชื้อชาติเดียวกัน
พระรูปพระราชวงศ์อังกฤษในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 5 เเห่งสหราชอาณาจักร(King George V,King of the United Kingdom)
เดิมทีทางรัฐเยอรมนีนั้นไม่ได้เป็นรัฐเดียวเดี่ยวๆ เเต่เดิมทีมีรัฐเป็นจำนวนเยอะมากรวมกันในชื่อของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) ซึ่งในช่วงหลังๆ คือยุคปลายของจักรวรรดินั้นมีรัฐต่างๆ เพียงสี่ร้อยกว่ารัฐจนกระทั่งมีการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เเห่งฝรั่งเศส (Louis XVI, King of France) ซึ่งในระหว่างการปฏิวัติก็เกิดเรื่องขึ้นมามากมายซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ จนกระทั่งนโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ขึ้นเถลิงอำนาจเเละยึดครองดินแดนหลายเเห่งในยุโรปซึ่งพระองค์นั้นทรงยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หรือเยอรมนีซึ่งเป็นรัฐที่ค่อนข้างกลวงเเละประกอบด้วยหลายร้อยรัฐให้อยู่ใต้อำนาจของพระองค์
เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้สงครามซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ มีการประชุมคองเกรสที่เวียนนา (Congress of Vienna) โดยมีจักรวรรดิออสเตรีย (Austrian Empire) รัฐเยอรมันหลายร้อยรัฐถูกยุบเหลือเพียง 39 รัฐเท่านั้น เเละปกครองรวมกันโดยมีออสเตรียเป็นประธานสมาพันธ์
ซึ่งมีรัฐใหญ่รัฐหนึ่งอยู่ทางเยอรมนีตอนเหนือชื่อว่ารัฐฮันโนเวอร์ (Hannover) ราชวงศ์อังกฤษที่มาจากปัจจุบันมาจากดินแดนตรงนี้ พระเจ้าจอร์จที่ 1 (King George I) เดิมทีทรงมีบรรดาศักดิ์เป็นดุ๊ค (Duke) เเห่งฮันโนเวอร์ในสมัยที่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่ ส่วนในอังกฤษยุคเดียวกันนั้นก็กำลังปกครองโดยราชวงศ์สจ๊วต (House of Stuart) ซึ่งเป็นราชวงศ์สกอตแลนด์ที่ปกครองอังกฤษระหว่างปี 1603 - 1714 ในรัชสมัยของพระนางเเอนน์ (Queen Anne of Great Britain) พระองค์ทรงไม่มีทายาทหรือก่อนหน้านี้ก็มีเเต่สิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว โดยในช่วงรัชกาลก่อนคือพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 ทรงตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ปี 1701 (English Act of Settlement 1701) ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกขึ้นมาเป็นกษัตริย์อังกฤษ “ตลอดกาล” ซึ่งจะทำให้เหมือนกับรัชสมัยของเจมส์ที่ 2 ที่ทรงเป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทำให้ประชาชนต่างกังวลใจและพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษจะเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ของราชวงศ์ฮันโนเวอร์ (House of Hanover) ได้กำหนดให้ "ท่านหญิงโซฟีแห่งพาลาทิเนต" พระชายาในเจ้าผู้คัดเลือกแห่งฮันโนเฟอร์( Electoress Sophie of Hanover,หลานสาวของเจมส์ที่ 1 หรือที่ 6) เป็นผู้สืบทอดของต่อจากพระนางแอนน์ หากพระนางแอนน์ไม่มีรัชทายาทเพราะพระราชินีนาถแมรี่ที่ 2 (Queen Mary II) พระชายาของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 เสด็จสวรรคตเมื่อ 1694 พระโอรสพระองค์สุดท้ายของพระนางแอนน์สิ้นพระชนม์ใน 1700 และพระเจ้าวิลเลียม ที่ 3 มิได้ทรงเสกสมรสใหม่ กับทั้งโอกาสที่เจ้าหญิงแอนน์จะมีพระราชบุตรอีกก็เป็นไปได้ยากเพราะมีพระชนมายุมากขึ้นทางอังกฤษจึงเลือกเจ้าหญิงโซฟีขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อ ส่วนทางรัฐสภาสกอตแลนด์ซึ่งใช้พระมหากษัตริย์องค์เดียวกับอังกฤษนั้นก็ต้องการรักษาราชวงศ์สจ๊วตไว้เพราะหากอังกฤษปกครองโดยราชวงศ์ฮันโนเวอร์ซึ่งเป็นราชวงศ์เยอรมันจะทำให้สกอตแลนด์ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากอังกฤษเลย ทางสกอตแลนด์จึงออกพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัย (Act of Security) ว่าถ้าราชวงศ์สจ๊วตในอังกฤษหมดไปทางรัฐบาลสกอตแลนด์จะตั้งสมาชิกพระราชวงศ์สจ๊วตพระองค์อื่นมาครองสกอตแลนด์ต่อ ทำให้พระนางแอนน์แห่งอังกฤษทรงเกรงว่าสกอตแลนด์จะแยกตัวและไปเข้าพวกกับฝรั่งเศสซึ่งในตอนนั้นฝรั่งเศสถือเป็นปฏิปักษ์ต่ออังกฤษอย่างรุนแรง ทำให้พระนางเจ้าแอนน์ออกพระราชบัญญัติต่างด้าว (Aliens Act) ใน ค.ศ. 1705 ว่าชาวสกอตในอังกฤษจะเป็นคนต่างด้าว เว้นแต่สกอตแลนด์จะเลิกพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัย หรือรวมเข้ากับอังกฤษ สกอตแลนด์เลือกที่จะเข้าร่วมเป็นราชอาณาจักรเดียวกับอังกฤษ กลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (Kingdom of Great Britain)
ทางราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (ทางผู้เขียนขอเรียกบริเตนใหญ่อันเป็นประเทศผสมระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ซึ่งเป็นราชอาณาจักรเดียวกันว่าอังกฤษเพื่อความกระชับ) ได้เลือกให้เจ้าหญิงโซฟีแห่งพาลาทิเนตซึ่งเป็นราชวงศ์ฮันโนเวอร์ปกครองอังกฤษต่อจากพระนางเเอนน์ซึ่งเป็นราชวงศ์สจ๊วต เเต่เกิดเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งขึ้นเมื่อโซฟีแห่งพาลาทิเนตนั้นดันสิ้นพระชนม์ก่อนพระนางเเอนน์เพียงเเค่ 23 วันหรือสามสัปดาห์เท่านั้น! ราชบัลลังก์อังกฤษเลยตกเป็นของจอร์จซึ่งเป็นดุ๊คเเห่งฮันโนเวอร์ ซึ่งจอร์จเองนั้นทรงเป็นพระราชบุตรของโซฟีแห่งพาลาทิเนต
จอร์จดุ๊คแห่งฮันโนเวอร์พระองค์นี้เมื่อขึ้นครองราชย์ในปี 1714 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เเห่งบริเตนใหญ่เเละทรงพระนามว่าพระเจ้าจอร์จที่ 1 (King George I of England) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เเห่งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (อังกฤษ,เวลส์ + สกอตแลนด์) พระมหากษัตริย์เเห่งไอร์แลนด์และเป็นดุ๊คเเห่งฮันโนเวอร์ในเวลาเดียวกันด้วย เมื่อพระองค์ทรงครองราชย์ทำให้ราชวงศ์สจ๊วตที่ปกครองอังกฤษอย่างยาวนานสิ้นสุดลง
พระเจ้าจอร์จที่ 1 พระมหากษัตริย์เเห่งราชอาณาจักรบริเตนใหญ่เเละไอร์แลนด์ ดุ๊คเเห่งฮันโนเวอร์ (King George I,King of Great and Ireland,Duke of Hannover)
เรื่องราวดำเนินผ่านไปถึงยุคนโปเลียนดังที่ผู้เขียนได้อธิบายไปด้านบน ซึ่งเป็นยุคของพระเจ้าจอร์จที่ 3 (King George III of England) ในรัชสมัยนี้เองเกิดกบฏในไอร์แลนด์ในปี 1800 ทางอังกฤษหรือราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ซึ่งปกครองไอร์แลนด์ในขณะนั้นจึงผนวกไอร์แลนด์เข้าด้วยกันเป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่เเละไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom of Great Britain and Ireland) ซึ่งเรามักจะเรียกกันอย่างสั้นๆ ว่าสหราชอาณาจักรหรือไม่ก็ UK บางทีอาจจะเรียกไปเลยว่าอังกฤษก็มี
หลังจากสงครามนโปเลียนจบในรัชสมัยของจอร์จที่ 3 เอง ฮันโนเวอร์ซึ่งเป็นของกษัตริย์อังกฤษอยู่เเล้วเเต่ดันกลายเป็นของนโปเลียนเเห่งฝรั่งเศสได้กลายเป็นของกษัตริย์อังกฤษเหมือนเดิม เเละในยุคก่อนหน้านี้กษัตริย์อังกฤษนั้นเมื่ออยู่ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์จะไม่เรียกพระองค์เองว่าเป็นกษัตริย์หรือ King เเต่จะเรียกพระองค์เองว่า ดุ๊ค หรือดยุค,Duke นั่นเพราะในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มีข้อห้ามไม่ให้มีกษัตริย์ จะมีเพียงบางรัฐเท่านั้นที่มีสถานะพิเศษที่เป็นราชอาณาจักรเเล้วมีพระราชาเป็นประมุขเเละอยู่ภายในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อีกที ซึ่งเอาจริงๆ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นั้นปฏิเสธที่จะเรียกกษัตริย์อังกฤษว่า "Your Majesty" หรือฝ่าบาท เพราะจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หรือเยอรมนีและออสเตรียมองกษัตริย์อังกฤษไม่ต่างอะไรจากดุ๊คหรือดยุค จนเมื่อสงครามนโปเลียนจบทางฮันโนเวอร์ซึ่งใช้ประมุขร่วมกันกับพระมหากษัตริย์อังกฤษได้รับสถาปนาเป็นราชอาณาจักรจากเดิซึ่งเป็นรัฐที่มีสถานะไม่สูงนักคือเป็นเพียงเขตเลือกตั้งฮันโนเวอร์ (Electorate of Hanover) เเละได้ดินแดนเข้ามาเป็นอันมากทั้งราชรัฐมุขนายกฮิลเดสไฮม์ ฟริเซียตะวันออก ลิงเงิน และบริเวณตอนเหนือของราชรัฐมุขนายกมึนสเตอร์ (Bishopric of Münster)
ราชอาณาจักรฮันโนเวอร์ (Kingdom of Hannover) ถูกปกครองโดยราชวงศ์ฮันโนเวอร์ซึ่งปกครองอังกฤษด้วยตลอดมา จนกระทั่งในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Queen Victoria of England) ครองราชย์ในปี 1837 ในรัฐเยอรมันนั้นจะมีกฎซาลลิกคือห้ามไม่ให้สตรีเป็นประมุขเเห่งรัฐ เเต่เมื่อราชินีวิคตอเรียขึ้นมาเป็นกษัตรีย์เเห่งอังกฤษพระองค์จะเป็นกษัตรีย์เเห่งฮันโนเวอร์ไม่ได้เพราะพระองค์ทรงเป็นหญิง ทำให้ทางสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องละทิ้งฮันโนเวอร์ออก
ส่วนทางสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียเองนั้นทรงสมรสกับเจ้าชายเจ้าชายอัลแบร์ทแห่งซัคเซิน-โคบวร์ค-ซาลเฟลด์ ซึ่งเป็นราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา หรือก็เป็นชาวเยอรมันอีกเช่นกัน ทั้งสองทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาหลายพระองค์ ซึ่งเเสดงให้เห็นว่าราชวงศ์อังกฤษนั้นมีความสัมพันธ์กับทางเยอรมันเป็นอย่างมาก คือราชวงศ์ของราชินีวิคตอเรียก็มาจากฮันโนเวอร์ในเยอรมนี เจ้าชายเจ้าชายอัลแบร์ทซึ่งเป็นราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทาเองก็เป็นราชวงศ์ที่มาจากเยอรมนีอีก ทำให้เรียกได้ว่าราชวงศ์อังกฤษในยุคนั้นเเทบจะเป็นชาวเยอรมันเต็มตัวเลยทีเดียว (เอาจริงๆ ความรักอันสุดเศร้าระหว่างควีนวิคตอเรียกับเจ้าชายอัลแบร์ทเป็นความรักที่สุดจะเศร้ามาก ซึ่งหากมีโอกาสจะนำมาเล่าในภายหลัง)
เมื่อออสเตรียปกครองบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (Bosnia and Herzegovina) เเละผนวกอย่างเป็นทางการในปี 1908 ทำให้เกิดความโกรธเเค้นในหมู่ชาวสลาฟ เเละกัฟรีโล ปรินซีป (Гаврило Принцип,Gavrilo Printsip) ได้สังหารอาร์ชดุ๊คฟรันซ์ เเฟร์ดินันด์ (Archduke Franz Ferdinand) ในระหว่างที่พระองค์ทรงเยือนบอสเนียเพื่อเเสดงให้เห็นว่าพระราชวงศ์นั้นสามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับชาวจักรวรรดิได้ (การมองเเบบนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะถึงเเม้ประชาชนและพสกนิกรผู้ภักดีจะจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เเต่สิ่งที่สร้างความสมานฉันท์ได้มากกว่าคือสิ่งที่เรียกว่า "ชาตินิยม") ทางราชสำนักจักรวรรดิออสเตรียนั้นเมื่อได้ทราบเรื่องจึงยื่นคำขาดไปยังเซอร์เบีย เพื่อให้เซอร์เบียซึ่งมีความเกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ฟรันซ์ เเฟร์ดินันด์ มกุฏราชกุมารเเห่งออสเตรีย - ฮังการีชดใช้กับสิ่งที่กระทำลงไปเเต่ทางเซอร์เบียปฏิเสธ ทางออสเตรียจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย เซอร์เบียจึงไปดึงพันธมิตรมาคือรัสเซีย (ซึ่งรัสเซียนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านการทหารกับออสเตรียที่ขาดสะบั้นตั้งเเต่สงครามในคาบสมุทรไครเมียร์) ออสเตรียเมื่อเห็นดังนั้นจึงไปหาพันธมิตรคือจักรวรรดิเยอรมัน (German Empire) เเละทางรัสเซียเองจึงไปดึงพันธมิตรมาคือฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสเองนั้นเสียดินแดนให้เเก่เยอรมนีตอนที่เยอรมนีรวมชาติซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าอายเเละเสียศักดิ์ศรีมาก ฝรั่งเศสต้องการได้ศักดิ์ศรีเเละดินแดนคืนจึงเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย จนกระทั่งเยอรมนีบุกเบลเยียม (Kingdom of Belgium) เบลเยียมเป็นกลางเมื่อสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นกลางเห็นเบลเยียมซึ่งก็เป็นกลางเช่นกันกลายเป็นที่ผ่านทัพของเยอรมนี อังกฤษเลยประกาศสงครามกับเยอรมนีซึ่งเป็นเรื่องที่เยอรมนีหนักใจมากจนได้ชื่อในสงครามครั้งนี้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) อิตาลีเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีตั้งแต่ ค.ศ. 1882 โดยเป็นภาคีของไตรพันธมิตร ส่วนอิตาลี (Kingdom of Italy) นั้นมีเจตนาของตนบนพื้นที่ของออสเตรียในเตรนตีโน (Trentino) อิสเตรีย (Istria) ดัลมาเทีย (Dalmetia) ส่วนทางราชอาณาจักรอิตาลี ได้แอบทำสนธิสัญญาอย่างลับ ๆ กับฝรั่งเศสใน ค.ศ.1902 ซึ่งเป็นการลบล้างพันธมิตรเก่าอย่างสิ้นเชิง ในตอนต้นของสงคราม ทางอิตาลีปฏิเสธที่จะส่งทำเข้าร่วมรบกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง โดยให้เหตุผลว่าไตรพันธมิตรเป็นพันธมิตรป้องกัน แต่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีกลับเป็นผู้เปิดฉากสงครามก่อนเสียเอง ซึ่งเรื่องสงครามโลกนี้ยืดยาวเกินไปเเละสามารถเเตกเป็นเรื่องใหม่ได้จึงจะไม่ขอกล่าวในที่นี้
ในช่วงที่เกิดสงครามโลกนั้นด้วยกระเเสชาตินิยมนั้นทำให้เเม้เเต่ประชาชนชาวอังกฤษเองนั้นออกจะดูรังเกียจชาวเยอรมันอย่างมาก มีกระเเสการต่อต้านชาวเยอรมันมากมาย เช่น มีการทุบตีชาวเยอรมัน ไม่มีการคบค้าสมาคมกับชาวเยอรมัน ถึงขนาดที่ว่าใครเลี้ยงสุนัขที่มีสายพันธุ์มาจากเยอรมันก็ถือว่าเขาคนนั้นจะเป็นที่รังเกียจของชาวอังกฤษเลยทีเดียว
เมื่อมีกระแสต่อต้านชาวเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับความนิยมสาธารณรัฐก็กำลังเบ่งบานได้อย่างสวยงาม พระราชวงศ์อังกฤษเองซึ่งเรียกได้ว่าเเทบจะเป็นคนที่มาจากเยอรมันนั้น สถานะก็เริ่มจะดูง่อนเเง่นเเละอาจจะไปได้ไม่สวย
.
พระเจ้าจอร์จที่ 5 ซึ่งทรงสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียนั้นจึงทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์จากราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา มาเป็นราชวงศ์วินด์เซอร์ หรือ "House of Windsor" ซึ่งคำว่า "วินด์เซอร์" นั้นเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างเก่าเเก่ ซึ่งเป็นสิ่งที่จักรพรรดิเยอรมันในขณะนั้นค่อนข้างขำ
พระราชวงศ์เยอรมันส่วนใหญ่ถูกถอดจากพระยศที่เป็นเยอรมันมาเป็นบุคคลชั้นสูงเเทน ดังเช่น เจ้าชายหลุยส์แห่งบัทเทินแบร์คที่ต่อมาถูกถอดจากพระยศเยอรมันมาเป็นลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบ็ตเทน ซึ่งเเม้เเต่คำว่าบัทเทินแบร์คซึ่งเป็นภาษาเยอรมันมาเป็นเมานต์แบ็ตเทนเเทน
จะเห็นได้ว่าพระราชวงศ์อังกฤษมีการปรับตัวทุกยุคทุกสมัย หนึ่งในบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระราชวงศ์คือการทำหน้าที่เป็นบุคคลสำคัญระดับชาติเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับสาธารณชนในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง เเม้เเต่ในช่วงเวลานี้ควีนอังกฤษยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เเละพระองค์ยังคงเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอดีตอาณานิคมในบทบาทของพระองค์ในฐานะหัวหน้าเครือจักรภพ
รายการอ้างอิง
การล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี - https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=244071627406588&id=100054112562058&sfnsn=mo
พระราชบัญญัติสหภาพปี 1707 - https://www.facebook.com/104579538304106/posts/113685177393542/?sfnsn=mo
ราชวงศ์อังกฤษอาจจะเปลี่ยนจาก วินด์เซอร์เป็นเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ - https://www.matichon.co.th/article/news_1552711
The House of Windsor - https://www.royal.uk/house-windsor
เรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษเพิ่มเติม
_
ประวัติศาสตร์อังกฤษ
สำหรับการฟื้นฟูราชอาณาจักรเเละระบอบกษัตริย์ตอนที่ 1 สามารถอ่านได้จากลิงค์นี้
-
การฟื้นฟูราชอาณาจักรเเละระบอบกษัตริย์ตอนที่ 2 สามารถอ่านได้จากลิงค์นี้
เหตุใดสมเด็จพระราชินีแห่งบริเตนใหญ่จึงมีการจัดงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพถึงสองครั้งในปีเดียวกัน?
- คลิปวิดีโอ https://www.facebook.com/watch/?v=180983046986374
พระราชบัญญัติสหภาพปี 1707 สามารถอ่านได้จากลิงค์นี้
ตำเเหน่งของพระราชสวามีของพระราชินีเเห่งบริเตนใหญ่ - https://www.facebook.com/104579538304106/posts/13217568877826/?sfnsn=mo
โฆษณา