20 พ.ค. 2021 เวลา 02:58 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
ข้อคิดจากหนัง The Devil's Advocate (1997) “เรากำลังตกหลุมพรางของความโอหังหรือไม่ ?”
“ความโอหัง” เป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจ และทำให้มนุษย์เดินหลงทาง
The Devil's Advocate (1997)
เล่าเรื่องราวของทนายหนุ่มไฟแรงชื่อ “เควิน โลแม็กซ์”
ผู้ซึ่งว่าความชนะมาโดยตลอด
“สามารถพลิกจากดำเป็นขาวก็ยังได้”
แต่แล้ววันหนึ่ง
เควินก็ได้รับการทาบทามให้ไปทำงานที่นิวยอร์ก
ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีค่าตอบแทนอย่างมหาศาล
รวมทั้งดูมีอนาคตอันสดใสในหน้าที่การงาน
ซึ่งเป็นการทาบทามจากคนที่ชื่อ “จอห์น มิลตัน”
ผู้ที่เป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมายใหญ่แห่งหนึ่ง
พอเควินได้เห็นข้อเสนอที่ล่อตาล่อใจขนาดนี้
เขาจึงตกลง และพาภรรยาย้ายไปที่นิวยอร์กทันที
ซึ่งอนาคตของการงานดูจะไปได้สวย
เควินเติบโตอย่างรวดเร็วในการทำงาน
ได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม มีความเป็นอยู่ที่ดี
ทั้งยังได้รับความไว้ใจ และการดูแลอย่างดีจากจอห์น มิลตัน
“จนเควินเป็นเหมือนลูกชายคนหนึ่ง”
แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง
เควินก็เริ่มพบว่า
-ภรรยาของเขาบ่นว่า เห็นภาพหลอน
-คนที่ดูเหมือนจะขัดขวางการงานของเขาก็ทยอยเจ็บป่วยล้มตาย
-รวมทั้งตัวเขาเองที่โหมทำงานอย่างหนักอย่างหน้ามืดตามัว
เส้นทางชีวิตของเควินจึงเข้าสู่เงามืดอย่างไม่รู้ตัว
ซึ่งดูเหมือนจะมีภัยร้ายบางอย่างรอคอยอยู่ข้างหน้า...
หนังเก่าเรื่องนี้
ที่ดูเผิน ๆ
เหมือนกับการบอกเล่าชีวิตของทนายหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง
แต่แกนหลักของหนังพาเราไปมากกว่านั้นครับ
เล่นถึงประเด็นชีวิตคู่
อัดเรื่องของความหลงตัวเอง
ท้าทายเรื่องของศีลธรรม และการตัดสินใจ
“ชวนให้เราสังเกตชีวิตจิตใจของตัวเอง”
มันทำให้เรากลับมามองชีวิตอย่างรอบด้าน
ทั้งเรื่องส่วนตัว การงาน ความสัมพันธ์ และครอบครัว
ว่าตัวเรานั้น
“จัดวางตัวเองอย่างสมดุลเพียงใด
หรือ เอียงไปทางไหนมากเกินพอดีหรือเปล่า”
ซึ่งเหตุของความไม่สมดุลเหล่านี้แหละ
ที่มักจะเจือปนไปด้วยความโอหัง ความหลงตัวเอง
และความถือดีบางประการ
ข้อคิดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ
“ความโอหัง”
เป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจ และทำให้มนุษย์เดินหลงทาง
บางครั้งความโอหัง ความหลงตัวเอง
หรือ การถือดีบางอย่าง
ก็ทำให้เราเผลอพิสูจน์ตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
จนชีวิตเสียความสมดุล
ซึ่งมักทำให้เราหมดเวลาไปกับบางสิ่งมากเกินพอดี
เช่น การเอาตัวเอง...
-ไปผูกกับการงาน เพื่อพิสูจน์ว่า “ไม่มีใครเก่งเท่ากู”
-ไปสังเวยให้กับความสัมพันธ์ที่ทำร้าย เพื่อพิสูจน์ว่า “มึงต้องรักกูคนเดียว”
-ไปเรียกร้องคุณค่าจากคนที่ไม่เคยมองเห็นคุณค่า
ฯลฯ
ผลที่ตามมาจึงกลายเป็นการเสียสุขภาพใจและกายไป
รวมทั้งส่งผลกระทบทางลบต่อสัมพันธภาพในชีวิต
และหน้าที่การงาน
ดังนั้น
หากเราลองเปลี่ยนท่าทีของชีวิตมาเป็น...
“ให้ทำการใหญ่ โดยไม่อยากเป็นใหญ่”
ประโยคนี้อาจช่วยให้เรากลับมาดูตัวเอง
และสำรวจตนเองอีกครั้งว่า
“เรากำลังตกหลุมพรางของความโอหังหรือไม่”
หากชีวิตของเรายังคงวนเวียนซ้ำ ๆ
อยู่กับการพิสูจน์ถึงความดีบางอย่างในตัวเอง
หรือ การพิสูจน์ความมีตัวตนบางอย่างของตัวเอง
ภาวะเหล่านี้ย่อมหมายถึง
“เราถูกขังไว้ในกรงเสียแล้ว”
จุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระจากกรงขัง
ล้วนเริ่มจากการลองทำบางสิ่งโดยไม่หวังผล
“ทำอย่างไม่มีเงื่อนไข”
ถึงเวลาให้ก็ให้ ถึงเวลารับก็รับ
หากทำเสร็จแล้วก็ให้วาง
ดังนั้น
เมื่อเราไม่แบกความหลงตัวเอง ไม่แบกความโอหัง
และไม่แบกความถือดี
จิตใจเราย่อมปลอดโปร่งโล่งสบาย และมีอิสรภาพอย่างยิ่ง
“ซึ่งจะนำไปสู่การจัดวางชีวิตให้อยู่ในความพอดี”
โฆษณา