Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
2 มิ.ย. 2021 เวลา 04:06 • หนังสือ
#8 เล่ม 3 บทที่ 1 หน้า 52 ~ 57
...
N : อายุ 40 - 50 ปีแล้ว มนุษย์ก็ยัง🔹เป็นเด็กอยู่🔹 อย่างงั้นหรือครับ❓
...
...
...
G : จากบางมุมก็ถือว่าใช่ ฉันรู้ว่ามันยากที่เธอจะยอมเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง แต่ลองมองไปรอบๆตัวของเธอดูสิ บางทีพฤติกรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์อาจช่วยยืนยันในสิ่งที่ฉันพูดได้
ปัญหาก็คือในสังคมของพวกเธอ ใครที่อายุถึง 21 ปีก็ถือว่า "โตแล้ว" และพร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างแล้ว นอกจากนั้นพวกเธอหลายๆคนยังถูกเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่ "อายุเกิน 21 ปีมาได้ไม่เท่าไหร่" เลยในตอนที่พวกเขาเริ่มต้นเลี้ยงดูพวกเธอ เธอเริ่มเห็นปัญหาตรงนี้หรือยัง❓★
★ พ่อแม่ของเราตอนเริ่มเลี้ยงเราพวกเขายังอายุไม่ถึง 40 กันเลย ส่วนใหญ่แล้วก็ยังอายุไม่ถึง 30 ปีเลยด้วยซ้ำ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอายุยังไม่ถึง 20 ก็ยังมีจำนวนมาก ~ แอดมิน
"ถ้าผู้ให้กำเนิดถูกมุ่งหมาย (ออกแบบ) มาตั้งแต่ต้นให้ต้องเป็นผู้เลี้ยงดู" ผู้ให้กำเนิดจะไม่สามารถตั้งท้องได้เลยจนกว่าจะอายุ 50 ปี
"การตั้งครรภ์" ถูกมุ่งหมายให้เป็นพฤติการณ์ของผู้เยาว์ เพราะ "ร่างกาย" ของคนในวัยนี้เติบโตและแข็งแรงเต็มที่แล้ว (เหมาะสมกับการตั้งครรภ์)
ทว่า "การเลี้ยงดู" ถูกมุ่งหมายให้เป็นพฤติการณ์ของผู้สูงวัย เพราะ "จิตใจ" ของคนในวัยนี้เติบโตและมั่นคงเต็มที่แล้ว
สังคมของพวกเธอกลับมุ่งเน้นให้ผู้ให้กำเนิดต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดูเด็กเอง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้กระบวนการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กต้องยากลำบากเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงขั้นไปบิดเบือนพลังงานทางเพศจำนวนมากอีกด้วย
N : เอ่อ...อธิบายหน่อยได้มั้ยครับ❓
G : ได้
คนมากมายก็สังเกตเห็นในสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นตรงนี้ว่า คนจำนวนมาก (หรืออาจจะเป็นคนส่วนใหญ่เลยด้วยซ้ำ) 🔸อยู่ในวัยที่สามารถมีลูกได้แล้วแต่ยังไม่มีความสามารถพอที่จะเลี้ยงลูกได้จริงๆ🔸
💢อย่างไรก็ตามหลังจากที่มนุษย์เข้าใจเรื่องนี้แล้ว มนุษย์กลับใช้วิธีที่ผิดอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหา💢
แทนที่จะยอมให้คนหนุ่มสาวมีความสุขกับเรื่องทางเพศ ซึ่งถ้าเกิดมีลูกขึ้นมาก็ให้ผู้สูงวัยหรือผู้อาวุโสเป็นคนอบรมเลี้ยงดู แต่พวกเธอกลับบอกคนหนุ่มสาวไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศจนกว่าพวกเขาจะพร้อมรับผิดชอบในการเลี้ยงลูก
พวกเธอถือว่าเป็นเรื่อง "ไม่ถูกต้อง" ถ้าพวกเขาจะมีประสบการณ์ทางเพศก่อนถึงช่วงเวลานั้น นี่จึงทำให้สิ่งซึ่ง "ถูกมุ่งหมายให้เป็น" หนึ่งในความรื่นเริงบันเทิงใจที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไป
แน่นอนว่า ลูกหลานของพวกเธอแทบจะไม่ใส่ใจเลยกับข้อห้ามพวกนั้น ด้วยเหตุผลที่ดีทีเดียว นั่นคือ 🔸เพราะมันขัดแย้งกับความรู้สึกตามธรรมชาติโดยสิ้นเชิง🔸
โดยปกติแล้ว มนุษย์ปรารถนาที่จะมีคู่และร่วมรักในทันทีที่รู้สึกถึงสัญญาณภายในที่บอกว่าตนพร้อมแล้ว
🔸นี่คือธรรมชาติของมนุษย์🔸
✴️ทว่าความคิดที่พวกเขามีต่อธรรมชาติของตัวเองนั้น มักได้รับมาจากเธอในฐานะพ่อแม่ที่ได้บอกหรือสั่งสอนพวกเขามากกว่าจะมาจากสิ่งที่พวกเขารู้สึกอยู่ข้างใน✴️
1
✴️เด็กๆจะคาดหวังและมองมายังเธอเพื่อให้เธอบอกกับพวกเขาว่าชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่✴️
ดังนั้นพอเด็กเกิดแรงกระตุ้นให้แอบดูกันเป็นครั้งแรก ให้เล่นสนุกกันอย่างไร้เดียงสา ให้สำรวจ "ความแตกต่าง" ของกันและกัน พวกเขาจะสังเกตว่าเธอมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องพวกนี้อย่างไร
ธรรมชาติส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขานี้ "ดี" หรือว่า "ไม่ดี" กันแน่❓
พวกผู้ใหญ่รับมันได้ไหม❓
ต้องกดมันเอาไว้มั้ย❓
ต้องห้ามแสดงออกหรือเปล่า❓
ต้องยับยั้งมันเอาไว้หรือไม่❓
เป็นที่สังเกตได้ว่า เรื่องที่พ่อแม่เป็นจำนวนมากได้สอนลูกหลานของตัวเองเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ในส่วนนี้นั้นมีที่มาจากหลายหลายทาง ทั้งคำสอนที่มาจากพ่อแม่ของพวกเขาเอง คำสอนที่มาจากศาสนา ความคิดเห็นของสังคม มาจากทุกแห่งหนแต่ไม่ใช่มาจากรูปแบบตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง
รูปแบบตามธรรมชาติของสายพันธุ์มนุษย์ แรงขับเคลื่อนทางเพศนั้นจะเริ่มขึ้นราวๆอายุ 9 - 14 ปี และตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปมนุษย์ส่วนใหญ่จะแสดงมันออกมาอย่างชัดเจนมากๆ
💢ดังนั้นความขัดแย้งกันในครอบครัวจึงเริ่มขึ้น💢
นั่นคือ 🔸วัยรุ่นก็อลหม่านกับการหาทางปลดปล่อยพลังงานทางเพศอันสุขสมของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ พ่อแม่ก็อลหม่านกับการหาทางสกัดกั้นพวกเขาเอาไว้🔸
พ่อแม่จึงต้องระดมสรรพกำลังและหาตัวช่วยทุกรูปแบบในการต่อสู้นี้
เพราะอย่างที่ได้บอกไปคือ 💢พวกเขากำลังห้ามไม่ให้ลูกหลานของตัวเองทำเรื่องที่เป็นธรรมชาติที่สุดอย่างหนึ่งของพวกเขา💢
ฉะนั้นพวกผู้ใหญ่จึงได้คิดค้นรูปแบบทางความประพฤติทั้งหมดที่ต้องนำมาปฏิบัติใช้ในครอบครัว สร้างแรงกดดันทางวัฒนธรรม ทางศาสนา ทางสังคม และทางเศรษฐกิจ สร้างข้อห้าม ข้อบังคับ และข้อจำกัดทั้งหลายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องอันผิดธรรมชาติของตนต่อลูกหลานของตัวเอง
เด็กจึงเติบโตขึ้นโดยยอมรับว่า :
💢ความรู้สึกทางเพศของตัวเองนั้นเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ💢
แต่ "ธรรมชาติ" จะเป็นธรรมชาติไปได้อย่างไรถ้ามันแสนจะน่าละอาย ต้องยับยั้งเอาไว้ตลอดเวลา ต้องควบคุม ต้องแอบซ่อน ต้องหักห้าม ต้องข่มระงับและต้องปฏิเสธ❓
N : คือ...ผมคิดว่าพระองค์ก็พูดเกินจริงไปหน่อย พระองค์ไม่คิดว่าตัวเองพูดเกินจริงไปหน่อยหรือครับ❓
G : อย่างนั้นหรือ❓
เธอคิดว่ามันส่งผลอะไรกับเด็ก 4 - 5 ขวบไหมที่พ่อแม่ของเขาไม่ยอมแม้แต่จะเรียกชื่อที่ถูกต้องกับบางส่วนของร่างกายเด็ก❓
อะไรที่ทำให้เธอต้องบอกเด็กเกี่ยวกับระดับความสบายใจของเธอที่มีต่อส่วนนั้น❓
เธอคิดว่าเด็กควรจะต้องรับรู้ระดับความสบายใจของเธอที่มีต่อส่วนนั้นอย่างนั้นหรือ❓
N : เอ่อ...
G : ใช่... ต้อง "เอ่อ..." แน่อยู่แล้ว
N : คือคุณย่าของผมเคยบอกว่า "เราไม่พูดคำพวกนั้นนะ" แต่ต้องพูดคำว่า "กระจ้อยร่อย" หรือ "ข้างล่างนั่น" มันฟังดูดีกว่า
G : นั่นเพียงเพราะพวกเธอมีความรู้สึกในแง่ลบมากๆกับการเรียกชื่อส่วนนั้นของร่างกาย จนแทบไม่ยอมใช้คำพวกนั้นในการพูดคุยตามปกติ
แน่นอนว่าตอนอายุยังน้อยมากๆ เด็กไม่รู้หรอกว่าทำไมพ่อแม่ถึงรู้สึกแบบนั้น เพียงแต่รู้สึกฝังใจ (ซึ่งมักฝังจนล้างไม่ออก) ไปแล้วว่าส่วนนั้นของร่างกาย "ไม่ดี" และอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับส่วนนั้นถือว่าน่าละอาย (ในกรณีที่ยังไม่ถึงขั้นว่า "รู้สึกผิด")
พอเด็กโตขึ้นและย่างเข้าสู่วัยรุ่น พวกเขาก็อาจตระหนักได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเสียหน่อย
แต่อีกด้านก็ถูกบอกอย่างชัดเจนว่าเรื่องทางเพศกับการตั้งครรภ์นั้นเชื่อมโยงกันในส่วนที่ว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูเด็กที่คลอดออกมาเอง
ถึงตรงนี้ก็มีเหตุผลเพิ่มมาอีกข้อให้รู้สึกว่าทำไมการแสดงออกทางเพศถึงเป็นเรื่อง "ไม่ถูกต้อง"
💢(และวงจรแห่งความรู้สึกผิดในเรื่องทางเพศก็สมบูรณ์)💢
เรื่องนี้ได้สร้างความสับสนวุ่นวายและสร้างหายนะไม่ใช่น้อยๆให้กับสังคมของพวกเธอ
💢ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเล่นตลกกับธรรมชาติ💢
พวกเธอได้สร้างความกระดากอาย การกดทับ และความน่าละอายใจทางเพศ ซึ่งนำไปสู่การข่มกลั้น ความวิปริต และความรุนแรงทางเพศ
ในสังคมแบบนี้ 💢พวกเธอจึงต้องข่มกลั้นในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกระดากอายเอาไว้เสมอ💢
💢พวกเธอจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติอันเกิดจากสิ่งที่ถูกกดทับเอาไว้อยู่ตลอดเวลา💢
🔸และนั่นทำให้พวกเธอแสดงออกอย่างรุนแรงเพื่อต่อต้านการถูกทำให้ละอาย ในสิ่งที่พวกเธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ควรต้องรู้สึกละอายเลยแม้แต่นิดเดียว🔸★
★พอมนุษย์ถูกทำให้รู้สึกว่าเซ็กซ์เป็นสิ่งผิดและเป็นสิ่งน่าละอายจึงต้องกดมันไว้ พอกดไว้ถึงจุดๆหนึ่งมันถึงระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงทางเพศหรือความวิปริตผิดปกติต่างๆนาๆ เพราะโมโหว่าทำไมจะต้องห้ามแสดงออกเรื่องที่รู้สึกดีแบบสุดๆนี้ด้วยยย! ~ แอดมิน
N : อย่างนี้ฟรอย์ก็พูดถูกที่บอกว่า ความโกรธปริมาณมากของมนุษย์อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นความเกรี้ยวกราดที่ฝังลึกจากการที่สัญชาตญาณพื้นฐานตามธรรมชาติของร่างกาย ความสนใจใคร่รู้ และแรงกระตุ้นจากภายในถูกกดทับ
G : มีจิตแพทย์ของพวกเธอมากกว่าหนึ่งคนที่ได้ข้อสรุปในทำนองนี้
✴️มนุษย์โกรธเพราะรู้ดีว่าพวกเขาไม่ควรต้องละอายในสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีเหลือเกิน แต่ทั้งๆที่รู้ก็ยังสลัดความละอายและความรู้สึกผิดออกไปไม่ได้✴️
อันดับแรก มนุษย์โกรธตัวเองที่ไปรู้สึกดีมากๆในสิ่งที่ถูกทำให้เห็นได้ชัดว่าสมควรจะต้อง "ไม่ดี" มากๆ
จากนั้น เมื่อตระหนักได้ว่า 🔹ตัวเองถูกทำให้เข้าใจผิดมาโดยตลอด🔹ว่าแท้จริงแล้วเรื่องทางเพศควรจะต้องเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สูงส่ง และยิ่งใหญ่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของมนุษย์
⏺️ พวกเขาก็เลยโกรธคนอื่น
⏺️ โกรธพ่อกับแม่ที่คอยขัดขวาง
⏺️ โกรธศาสนาที่ทำให้เป็นเรื่องผิดบาปและน่าละอาย
⏺️ โกรธเพศตรงข้ามที่ยั่วเย้าท้าทาย★
⏺️ และโกรธสังคมโดยรวมที่คอยควบคุมพวกเขา
★เช่น ด้วยการแต่งตัวที่ดูแล้วกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ โดนยั่วในทุกรูปแบบ ทั้งจากหนัง ละคร มิวสิค และ อื่นๆ แต่ถูกทำให้ห้ามแสดงออกเพราะมันผิด! ~ แอดมิน
⏺️ สุดท้าย พวกเขาก็โกรธกันเอง ที่ยอมให้เรื่องพวกนี้มาปิดกั้นพวกตน
💢ความโกรธมากมายที่ถูกกดทับเอาไว้นี้ ก่อให้เกิดการสร้างค่านิยมทางศีลธรรมที่บิดเบี้ยวและผิดที่ผิดทางขึ้นในสังคมที่พวกเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้💢
สังคมที่ "ยกย่องและเชิดชู" (ด้วยอนุสาวรีย์ รูปปั้น แสตมป์ที่ระลึก ภาพยนตร์ รูปภาพ และรายการโทรทัศน์) เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลกบางเหตุการณ์
แต่กลับ "ซ่อนเร้นและปิดบัง" (หรือที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือดูถูกเหยียดหยาม) เหตุการณ์การแสดงความรักที่งดงามที่สุดในโลกบางอย่าง
และทั้งหมดนี้...ทั้งหมดทั้งมวลนี้...เกิดมาจากแนวคิดเดียวก็คือ ✴️ใครมีลูกก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกเอง✴️
N : แต่ถ้าคนที่มีลูกไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูก แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบล่ะครับ❓
G : ทั้งสังคม โดยเฉพาะผู้อาวุโส
N : ผู้อาวุโส❓
G : ในสังคมและเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงส่วนใหญ่ ผู้อาวุโสจะทำหน้าที่เลี้ยงดู คอยอบรมและฝึกฝน รวมถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญา คำสอน และวิถีการปฏิบัติตนตามแนวทางของเผ่าพันธุ์ให้แก่เด็กๆ
หลังจากนี้เมื่อถึงตอนที่เราคุยกันถึงเรื่องอารยธรรมชั้นสูงบางแห่ง ฉันจะกลับมาพูดในประเด็นนี้อีกครั้ง
สังคมไหนก็ตามที่ไม่ถือว่าการมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นเรื่อง "ผิด" (เพราะบรรดาผู้อาวุโสในชนเผ่าเป็นคนคอยช่วยเลี้ยงดู ฉะนั้นจึงไม่สร้างความรู้สึกว่าต้องแบกภาระความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง)
⏺️ ในสังคมนั้นจะไม่มีการกดทับเรื่องทางเพศ
⏺️ ไม่มีการข่มขืน
⏺️ ไม่มีความเบี่ยงเบนและความผิดปกติทางสังคมอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องทางเพศ
N : มีสังคมแบบนั้นบนโลกนี้ด้วยหรือครับ❓
...
...
...
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
หนังสือสนทนากับพระเจ้า เล่ม 3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย