6 มิ.ย. 2021 เวลา 02:55 • หนังสือ
คลื่นลมในใจ
1
ผมเคยคิดว่าผู้มีสุขคือผู้ควบคุมสภาวะภายในใจตัวเองได้ดี
1
จินตนาการไปว่า หากใครคนหนึ่งสามารถสะกดความโลภโกรธหลงที่เกิดในใจให้หยุดนิ่งราวกดปุ่มพอส หรือถอนทิ้งอารมณ์ลบอย่างเกลียด แค้น หงุดหงิด อิจฉา ฟุ้งซ่านได้ราวถอนดึงวัชพืชน้อยจากผืนดินโดยไม่ปล่อยให้มันผลิใบเติบใหญ่ แปลงปลูกในใจของเขาคงเต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ผลที่หอมหวาน
มิใช่หรือว่าการมีชีวิตอยู่ก็คือการจัดการสภาวะไม่พึงประสงค์เหล่านี้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน ยากเหลือเกินที่จะมีวันไหนที่เราไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจ มากบ้างน้อยบ้าง เกิดจากตัวเองบ้างจากคนอื่นบ้าง และบางครั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วยามสั้นๆ หากยืดยาวแผ่คลุมไปตลอดทั้งวัน บางหนนานกว่านั้น อาจเป็นสัปดาห์ หรือกระทั่งเป็นเดือน
1
บางคนอธิบายชั่วขณะเช่นนี้ด้วยอุปมา ‘เหมือนมีเมฆเทาก้อนใหญ่ลอยอยู่เหนือศีรษะ’
ปัญหาคือมันไม่ยอมไปไหน เกาะติดเราไปทุกที่
อารมณ์ลบเหล่านี้มีชื่อเล่นว่า ‘ทุกข์’
จึงสนใจว่าคนทุกข์น้อยมีคุณสมบัติเช่นไร เป็นไปได้ไหมว่าเขาควบคุมสภาวะภายในใจตัวเองได้ดีเยี่ยมเสียจนทุกข์เหล่านั้นไม่กระทบใจ ปลดทิ้งทุกข์ได้ หรือกระทั่งสะกดไม่ให้เกิดขึ้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้ทำเช่นนั้นได้ต้องไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดา
เพราะสภาวะอย่างว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย
2
เติบโตจึงเข้าใจมากขึ้นว่าการรับมือกับความปรวนแปรของคลื่นลมในใจนั้นอาจมิใช่ห้ามคลื่นลมไม่ให้เกิดขึ้น (เพราะทำไม่ได้) ยิ่งไม่ใช่การปัดพายุร้ายผ่านไปโดยไว (เพราะเราไม่ใช่ผู้วิเศษ) ทั้งยังไม่ใช่การหันหลังวิ่งหนีพายุนั้น (เพราะมันใหญ่เกินเมินเฉยได้) หากคือยอมรับว่าพายุย่อมผ่านเข้ามาเสมอตราบที่เรายังหายใจบนโลกใบนี้
2
เช่นกันกับพายุภายนอก, พายุในใจก็ไม่ต่างกัน
มันมีฤดูกาลของมัน
1
เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สะสมบ่มตัวมาถึงระดับหนึ่ง พายุจะปรากฏขึ้นในชีวิตและจิตใจอย่างยากปฏิเสธ
1
โรเบิร์ต คูลล์ นาวิกโยธินผู้ใช้ชีวิตในวัย 54 ปี กับการอยู่ตามลำพังหนึ่งปีเต็มบนเกาะเล็กๆ ของภูมิภาคปาตาโกเนีย โดยมีถิ่นฐานใกล้สุดของมนุษย์ห่างออกไปหกสิบไมล์ เขียนบันทึกในช่วงตัดขาดจากมนุษยชาติเอาไว้ว่า “สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดของการอยู่ตามลำพังในถิ่นธุรกันดารนานหนึ่งปีก็คือ ทำให้ผมยอมรับว่าโลกภายในของผมมีแบบแผนสภาพอากาศของมันเองแฝงอยู่เช่นเดียวกับโลกภายนอก การยอมรับว่าผมไม่มีอำนาจควบคุม และยอมรับว่าวันที่มืดมนไม่ได้หมายความว่าผมทำอะไรผิดพลาด ทั้งความลุ่มๆ ดอนๆ ความสว่าง ความมืด เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ผมเป็น คนที่เราเป็น”
1
ข้อความนี้ตรงกับความเข้าใจผ่านวัยที่มากขึ้นของผม แต่เขาพูดได้ชัดเจน เปรียบได้เห็นภาพเสียจนต้องจดเก็บไว้ อ่านข้อความของนาวิกฯ กลางคนแล้วใจเบา อภัยตัวเอง พร้อมโอบกอดตัวเองไปพร้อมกัน
‘ใจเบา’ คือแบบนี้เอง!
หาใช่สภาพจิตใจปราศจากทุกข์หรือเรื่องกังวลใดๆ หากคือใจที่ยอมรับโดยศิโรราบว่าทุกข์ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต อารมณ์ร้ายและลบคือส่วนหนึ่งของตัวเรา อย่าได้ดิ้นรนขัดขืน ผลักไส ชำระล้างมันออกจากใจเพื่อพยายามรักษาใจให้อยู่ในสภาวะบริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดเวลา
1
เมื่อเราให้ค่ากับความดีหรือความผ่องใส เท่ากับเรากำลังทำให้ด้านตรงกันข้ามกลายเป็นสภาวะอันไม่น่าปรารถนา ชอบแสง-รังเกียจเงา ทำราวกับในตัวเรามีเพียงด้านสว่าง ความคิดและปฏิบัติเช่นนี้ยิ่งทำให้ทุกข์ เพราะนำมาซึ่งความรู้สึกแย่ต่อตัวเองว่าฉันไม่ชอบด้านนี้ของตัวเองเลย! ไมชอบความรู้สึกนี้ของตัวเองเลย! ไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เลย!
1
เช่นนี้เอง ใจจึงหนัก
เช่นนี้เอง จึงหนักใจ
3
ความลุ่มๆ ดอนๆ ของจิตใจไม่ใช่เรื่องแย่ อนุญาตให้เกิดขึ้นได้ ให้พื้นที่และเวลากับอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น เหมือนให้เวลากับพายุที่พัดผ่านมา ช่วงเวลาฟ้าครึ้มหม่นเทา เราทำอะไรได้เล่านอกจากรอ
2
กับโลกภายนอกเข้าใจได้ กับโลกภายในเราอาจสำคัญตัวผิดไปว่าฉันสามารถปรับเปลี่ยนและควบคุมสภาวะต่างๆ ในใจให้ไม่หวั่นไหวแปรปรวน ปรับทุกข์เป็นสุข เปลี่ยนลบเป็นบวก กลับร้ายกลายเป็นดี เพียงเปลี่ยนวิธีคิดและการจัดการกับปัญหา หรืออาศัยความสงบสยบความสั่นไหว
มิใช่หรือว่า บ่อยครั้งที่ยิ่งอยากบวกกลับยิ่งรู้สึกลบ ยิ่งอยากดีกลับยิ่งรู้สึกแย่ ยิ่งอยากสงบกลับยิ่งว้าวุ่น
เพราะเราไม่ได้ล้อไปกับคลื่นลม หากยืนโต้คลื่นลมแรงอยู่เช่นนั้น จึงเจ็บปวดเมื่อคลื่นซัดปะทะอย่างแรง
เราอาจไม่เก่งเท่าที่คิด ไม่สามารถควบคุมสภาพอากาศในตัวเองได้อย่างใจหวัง
เราต่างมีแบบแผนของสภาพอากาศเหล่านั้นอยู่ในตัวตนด้วยกันทั้งสิ้น ขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด หากมีเวลา ใส่ใจ และสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า เราจะรู้สึกใกล้ชิดกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และเมื่อนั้นเราจะใกล้ชิดกับตัวเองที่จริงแท้มากกว่าเดิม
ตัวจริงที่ไม่ได้สงบ น่ารัก เป็นคนดี มีแต่ความสุข หากคือมนุษย์ปุถุชนที่ผันผวนรวนเรไปตามเหตุปัจจัยไม่ต่างอะไรกับสภาพอากาศ—ซึ่งเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ
1
เปลี่ยนแปลง-ทนอยู่เฉยไม่ได้-ไร้ตัวตนตายตัว
อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา
เมื่อเห็นบ่อยๆ ย่อมเข้าใจว่าความมืดก็เป็นคุณสมบัติหนึ่งในตัวเราไม่ต่างจากความสว่าง จึงควรโอบรับมันด้วยรักและเมตตาเทียบเท่ากับที่รักด้านสว่างในตัวเอง และด้านสว่างของชีวิต
หากความหงุดหงิด ขุ่นข้อง รำคาญใจ โกรธ เกลียด อิจฉาริษยา เคียดแค้น ผิดหวัง เบื่อหน่าย พ่ายแพ้ เกิดขึ้นในชีวิตจิตใจ เพียงยอมรับและอยู่ตรงนั้น เหมือนเวลาที่เราเฝ้ารอให้พายุฝนพัดผ่านจึงออกไปเล่นน้ำทะเล
เราอาจทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ
1
แต่ระหว่างที่รอ เราสามารถ ‘เฝ้าดู’ พายุและฟ้าครึ้มได้ว่ามันมีหน้าตาอย่างไร ไม่เมินหนี ไม่ปฏิเสธ เพียงดูและยอมรับว่ามีเมฆทะมึนนี้อยู่ในใจเราจริงๆ ยอมรับคุณสมบัติด้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรา ดูกระทั่งเห็นการสลายไปของมัน ความทุกข์ กังวล หมองใจ สุดท้ายก็มีอายุขัย มันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสภาวะอื่น ไม่ต่างจากสภาพอากาศภายนอก
ไม่สว่างตลอดไป ไม่มืดตลอดกาล
ธรรมชาติคือความเปลี่ยนแปลง, ทั้งภายนอกและภายใน
4
ในวันฟ้าครึ้ม พายุก่อตัวมาแต่ไกล ผมอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งกับเพื่อนที่เป็นชาวเกาะมาเนิ่นนาน เขาเปรยขึ้นมาขณะจ้องมองเมฆครึ้มซึ่งกำลังแผ่คลุมท้องฟ้าว่า “แต่ก่อนผมกลัวนะ และก็ไม่ชอบ เดี๋ยวนี้ผมเห็นว่าท้องฟ้าตอนพายุมาก็สวยไปอีกแบบ”
2
สิ้นสุดคำพูดของเพื่อน ผมมองเมฆครึ้มเปลี่ยนไปจากเดิม ความรู้สึกภายในก็ปรับเปลี่ยนไปในนาทีเดียวกัน
จริงด้วย, เมฆพายุก็สวยในแบบของมัน
1
นาทีนั้นรู้สึกใจเบา
ทุกข์ไม่ได้เกิดจากฟ้าหม่น หากเกิดจากการที่เราปฏิเสธฟ้าหม่นนั้นและปรารถนาเพียงฟ้าสว่างสดใสในทุกวันของชีวิต
2
ซึ่งเป็นไปไม่ได้
นั่นไม่ใช่ความจริง
บ่ายนั้นผมจ้องมองพายุฝนโหมใส่ทุกสิ่งรอบตัวอย่างรุนแรง ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่จ้องมอง เนิ่นนานทีเดียวกว่าคลื่นลมในทะเลจะสงบ กว่าฟ้าจะหยุดคำราม
 
วันรุ่งขึ้นฟ้าเปิด แล้วเราก็ออกไปเดินชมวิวกันริมทะเลอย่างมีความสุขใต้ดวงอาทิตย์เจิดจ้าส่องสว่าง
2
ผมนึกถึงท้องฟ้าเมื่อวาน
และนึกถึงธรรมชาติของชีวิต
2
คลื่นลมในใจ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา