มีบัญชีอยู่แล้ว?
เรื่องผีที่พระราชวังดุสิต
ในซีรีย์ประวัติศาสตร์แห่งความลึกลับตอนก่อนได้เล่าเรื่องผีที่พระบรมมหาราชวัง เพื่ออารมณ์ที่ต่อเนื่องจึงมาเล่า “เรื่องผีที่พระราชวังดุสิต” ต่อ ซึ่งเรื่องผีในสถานที่สำคัญในบ้านเรามีผู้นำมาเล่าแพร่หลายกันมากมาย จึงง่ายในการนำมาเรียบเรียงเล่าต่อโดยใช้ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ในการนอนจิ้มมือถือพิมพ์ เลยหยิบมาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านกันเล่น ๆ เพลิน ๆ ยามก่อนนอน ส่วนแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้อยู่ในส่วนอ้างอิงตอนท้าย
พระราชวังดุสิตเริ่มสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามพระราชดำริให้เป็นพระราชวังฤดูร้อนสำหรับพระองค์และฝ่ายในเพื่อใช้เป็นสถานที่ตากอากาศ เพราะพระบรมมหาราชวังนั้นทั้งร้อนทั้งแออัด แถมยังไม่ถูกสุขลักษณะจนพระบรมวงศานุวงศ์ประชวรกันอยู่หลายครั้ง เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงมีพระที่นั่งและพระราชตำหนักหลายแห่ง โดยสถานที่เหล่านี้มีผู้ประสบพบเจอผีมากมายดังจะเล่าต่อไปนี้
บรรยากาศยามค่ำคืนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีฉากหลังเป็นพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเขตพระราชวังดุสิต (Image: Wachararwish/Wikimedia)
• ผีที่อ่างหยก
บริเวณที่เป็นอ่างหยกเชื่อกันว่าเคยเป็นป่าช้าของวัดโบราณชื่อว่า “วัดดุสิต” ซึ่งตอนที่ซื้อที่ดินผืนนี้มานั้นวัดแห่งนี้ทรุดโทรมไปแล้ว รัชกาลที่ 5 จึงทรงกระทำผาติกรรมย้ายวัดออกไปแล้วสร้างวัดแห่งใหม่ในสถานที่ใหม่ทดแทน คือวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ตรงจุดที่เป็นป่าช้านี้รัชกาลที่ 5 โปรดให้ขุดเป็นสระขนาดลึกมากหลายเมตรเพื่อมิให้สร้างสิ่งใดทับไว้ได้ แล้วนำดินพร้อมกับสิ่งต่าง ๆ ตรงบริเวณนี้ไปบำเพ็ญกุศล เหตุที่สระน้ำได้ชื่ออ่างหยกเพราะมันมีสีเขียวเหมือนหยกนั่นเอง ซึ่งสระแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระที่นั่งวิมานเมฆ
บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยผลหมากรากไม้ออกลูกดกเต็มต้น จนมีคนมาขโมยกินโดยที่จับมือใครดมไม่ได้ แถมยังทิ้งรอยฟันแทะไว้ให้ดูต่างหน้าตรงต้นที่เป็นของเสวย เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงทอดพระเนตรดูแล้วพิจารณาว่าเป็นรอยฟันคน ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจกล้าละเมิดถึงในเขตพระราชฐาน จึงตั้งรางวัลนำจับผู้แอบลักลอบมาขโมยกินผลไม้ในนี้ถึง 2 ตำลึง
3
ด้วยรางวัลที่สูงขนาดนี้ ชาววังจึงแห่พากันมาซุ่มจับขโมยกันอลวนอลเวงจนจับกันเองก็มี แต่ผลไม้ก็ยังหายอีกอยู่เรื่อย ๆ
1
พิธีกรรมการซุ่มจับขโมยกระทำกันยามค่ำคืนด้วย พอในคืนเดือนมืดวันหนึ่งล่วงยามดึกสงัดเงียบสงบน่ากลัว คิดดูว่าไฟก็ไม่มีบรรยากาศตรงนั้นจะมืดมิดสนิทเงียบงันขนาดไหน จากนั้นก็มีกลุ่มชาววังที่พากันมาแอบซุ่มอยู่เห็นขโมยร่างดำ ๆ วิ่งตรงไปที่ต้นฝรั่งที่เป็นของเสวยข้างสระน้ำนั้น จึงพากันกรูเข้าไปล้อมต้นฝรั่งกัน สิ่งที่ชาววังเห็นเป็นร่างดำ ๆ เล็ก ๆ นั่งอยู่บนต้นกัดกินลูกฝรั่งอยู่อย่างหิวโหย แล้วส่งเสียงร้องเรียกให้ขโมยลงมาให้จับเสียโดยดี
หลังจากที่ร้องเรียกกันอยู่พักใหญ่เงาร่างดำ ๆ นั้นก็กระโดดลงมาจากต้นฝรั่งดังตุ้บ ชาววังที่เป็นชายจึงพากันรุมจับแต่ไม่มีใครจับได้เพราะมันปราดเปรียวผิดมนุษย์มนา ไม่มีใครเห็นหน้าเห็นแต่เป็นร่างดำ ๆ ตัวก็ลื่น ๆ เมือก ๆ มีกลิ่นสาบสางเหมือนคนที่ตายนานแล้ว ร่างดำตนนี้นั้นวิ่งหนีแล้วกระโดดลงสระดำน้ำหนีลงไปได้
3
ชาววังล้อมสระอยู่นานก็ไม่เห็นโผล่มาเสียที หนีหายลงน้ำไปนานแล้ว จนมีข้าหลวงผู้หนึ่งนึกขึ้นมาได้ร้องออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้นมันก็เป็น…ผี” พอคนอื่นได้ยินดังนั้นก็พากันขวัญกระเจิงแตกหนีกันวุ่นวาย
1
สุดท้ายก็ไม่มีใครจับขโมยตนนั้นได้ จึงพากันชวดรางวัล 2 ตำลึงไปกันถ้วนหน้า ขโมยร่างดำลึกลับนั้นเหลือไว้เพียงคราบน้ำกับรอยแทะบนผลไม้ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เชื่อกันว่าสิ่งที่เจอนั้นเป็นผีพราย
พระที่นั่งวิมานเมฆ (Image: Travel MThai)
• ผีที่พระที่นั่งอัมพรสถาน
รัชกาลที่ 6 มีประสบการณ์เจอผีที่พระที่นั่งอัมพรสถาน เรื่องมีอยู่ว่าพระองค์จะเสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพให้กับพระบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ในครั้งนั้นพระองค์ประทับอยู่ที่พระที่นั่งอุดรภาคที่มีเฉลียงทั้งชั้นบนและล่างเชื่อมต่อกับพระที่นั่งอัมพรสถาน จึงพระดำเนินเพื่อไปขึ้นรถที่รออยู่ตรงหน้าพระที่นั่งอัมพรสถานเพียงพระองค์เดียวโดยผ่านทางตรงเฉลียงล่าง
1
พอมาถึงลงอัฒจันทร์ชั้นล่าง รัชกาลที่ 6 ทอดพระเนตรเห็นนายกรับ โฆษะโยธิน ซึ่งมียศเป็นนายพันโท พระฤทธิรณจักร ผู้มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการทหารรักษาวัง และทำหน้าที่เป็นราชองครักษ์เวร ยืนถวายความเคารพพระองค์ ทรงนึกในใจว่า “อีตาคนนี้เป็นราชองครักษ์เวร ทำไมไม่ไปคอยเฝ้ารับเสด็จที่หน้าพระที่นั่งอัมพร มายืนเฝ้าอยู่ที่นี่ทำไม” ทรงนึกไปอีกว่าอาจจะมารอถวายหนังสือหรือมีเรื่องมากราบบังคมทูลเป็นการส่วนตัวแต่ก็ไม่เห็นมีหนังสือหรือทูลอะไร แถมยังแต่งตัวเต็มยศใหญ่ทั้ง ๆ ที่วันนี้หมายกำหนดการให้แต่งเต็มยศขาว
รัชกาลที่ 6 มิได้ทรงติดใจไต่ถามอะไร จึงเสด็จไปพระราชทานน้ำสรงพระศพตามปกติ เมื่อเสด็จกลับจึงมีมหาดเล็กห้องบรรทมถือพานดอกไม้ธูปเทียนมีซองหนังสือขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาตายมาถวาย ซึ่งส่งมาโดยกระทรวงวัง จดหมายดังกล่าวเป็นของนายพันโท พระฤทธิรณจักร ในจดหมายบอกรายละเอียดวันและเวลาที่ตาย จึงทรงระลึกได้ว่าในเวลาที่พระองค์เห็นคือวิญญาณเขาที่แต่งตัวเต็มยศใหญ่เพื่อมาลาตายด้วยตัวเองกับพระองค์ ซึ่งในเวลาเช้าของวันนั้นเขายังมาเข้าเวรตามปกติ แต่พอตอนบ่ายกลับบ้านไปก็เสียชีวิต
1
จินต์ชญา ผู้เขียนเรื่อง “ชาววังช่างเล่าเรื่อง(ผี)” มีมารดาเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พระยศในตอนนั้น) และเคยได้นำ
จินต์ชญาในวัยเด็กเล็กเอาไปอยู่ด้วยที่พระที่นั่งอัมพรสถานในคราวที่มีการซ่อมแซมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
วันหนึ่ง มารดาพาเธอเข้านอนช่วงโพล้เพล้ใกล้มืด แล้วออกไป พอกลับมาดูเห็นลูกสาวนอนยิ้มร้องจ๊ะเอ๋ ๆ อยู่คนเดียว จึงมาตบก้นให้หลับแต่ก็ไม่ยอมหลับยังพูดจ๊ะเอ๋ ๆ อยู่อย่างนั้น พอถามว่าเล่นจ๊ะเอ๋กับใคร ลูกสาวตอบกลับอย่างไร้เดียงสาว่าเล่นกับเพื่อน มีเด็กมาเล่นด้วยอยู่เต็มไปหมดเลย พอได้ยินดังนั้นมารดาของเธอขนลุกเกรียวจึงถามต่อว่าเพื่อนที่ไหน ซึ่งเธอตอบว่าเป็นเด็กหัวจุกนุ่งผ้ามาเล่นด้วย มารดาของเธอได้ฟังขนาดนี้แล้วจึงอยู่ไม่ได้อุ้มลูกออกมานอนข้างนอกตรงที่มีคนอยู่มาก ๆ
1
ภาพเก่าของพระที่นั่งอัมพรสถาน (Image: QR Code Tourism, Google sites)
• ผีที่ตำหนักต่าง ๆ
ภายในพระราชวังดุสิต ยังมีตำหนักและพระตำหนักมากมายในเขตพระราชฐานฝ่ายในซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน
พระตำหนักสวนบัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของพระอัครชายา คือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ซึ่งที่หน้าตำหนักแห่งนี้จะมีอ่างบัวที่พระวิมาดาเธอปลูกไว้ ซึ่งคืนหนึ่งพวกชาววังพากันเห็นตัวอะไรไม่รู้โผล่มาจากอ่างบัว เลยพากันตกใจนึกว่าเป็นขโมย ร้องเอะอะแต่มันก็ไม่ยอมไป เขวี้ยงของใส่ก็ยังไม่ยอมไปอยู่ดี พอพากันร้องเสียงดังคนอื่นก็จุดไฟแห่กันมาดูเห็นเป็นตัวอะไรไม่รู้คล้ายคนโผล่มาจากน้ำครึ่งตัว หัวล้าน ตัวดำสนิท ทำตาพองกลอกตาไปมา แม้กระทั่งพระวิมาดาเธอก็เห็น จึงสวดมนต์กรวดน้ำแผ่เมตตาให้ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ยอมไปกลอกตาไปมาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งรุ่งสางจึงหายตัวไป
ในกาลต่อมาในยุคปัจจุบันจะมีเรื่องเล่าขานกันว่าเห็นผู้หญิงแต่งตัวย้อนยุคยืนตรงขั้นบันไดตำหนักบ้าง มีคนเห็นว่ามีคนเดินผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้นบ้าง หรือไม่ก็เห็นมีคนยืนอยู่บนตำหนักมองลงมาตรงหน้าต่างบ้าง วันดีคืนดีมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทยเดิมดังมาจากตำหนักนี้ เห็นเป็นเงาผ่านวูบวาบ ๆ หรือโซ่กั้นตรงทางเดินตำหนักแกว่งเองทั้ง ๆ ที่ไม่มีลมสักนิดอยู่ แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือมีคนเห็นอะไรบางอย่างห้อยหัวลงมาจากเพดาน
1
ณ ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา (พระธิดาของรัชกาลที่ 3) ในปัจจุบันถูกใช้เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุจากบ้านเชียง เพราะเมื่อประมาณปี 2541 มีผู้นำข้าวของจากบ้านเชียงมาถวายหลายพันชิ้น จนกลายเป็นที่มาของเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความเฮี้ยนที่เกิดขึ้นเพราะข้าวของโบราณนั้น เรื่องเล่าหนึ่งคือเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมไปใกล้ที่ตำหนักนั้นในยามค่ำคืนเด็ดขาด เพราะเพียงแค่มีคนเดินเฉียดย่างกรายไปใกล้ตำหนักนั้นจะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังเซ็งแซ่มาจากข้างในทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่
จินต์ชญา ผู้เขียนเรื่อง “ชาววังช่างเล่าเรื่อง(ผี)” ยังเล่าประสบการณ์ที่เคยได้ไปถ่ายรูปข้าวของที่จัดแสดงในพระตำหนักแห่งหนึ่งเพื่อนำไปลงนิตยสารวิมานเมฆว่าได้เข้าไปถ่ายรูปกันจนเกือบมืด พอออกจากตำหนักนั้นมาจึงถ่ายรูปด้านหน้าของตำหนักจนแสงสุดท้ายของวัน พอนิตยสารตีพิมพ์มีผู้อ่านโทรมาเล่าเรื่องภาพด้านหน้าของตำหนักที่ลงในนิตยสาร เธอกับเพื่อนร่วมงานจึงตามไปดูรูปให้ถี่ถ้วนกันแล้วพบว่า…ในรูปตรงมุมด้านขวาใกล้ ๆ กับพุ่มไม้นั้นหากสังเกตดี ๆ จะเห็นเงาคนแต่งตัวแบบชาววังคือนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อลูกไม้ ยืนอยู่ข้างพุ่มไม้จ้องมองมาที่กล้อง
1
จบเรื่องเล่า “เรื่องผีที่พระราชวังดุสิต” ที่นำมาเรียบเรียงเล่าต่อแต่เพียงเท่านี้
1
พระตำหนักสวนบัว (Image: Thaiza Travel)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    มาดูหนังอ่านข่าวกัน
    แปะๆเหมือนกันค่า เดี่ยวค่อยๆมาไล่อ่านแน่นอน 😍