18 ส.ค. 2021 เวลา 02:49 • หนังสือ
#58 เล่ม 3 บทที่ 13 หน้า 287 ~ 292
N : วิ้ว❗ นั่นเป็นคำที่แรงนะครับ พระองค์จะบอกว่าเราไม่ควรให้คำสัญญาอย่างนั้นเหรอ❓ ...บอกว่าเราไม่ควรให้คำสัญญาอะไรกับใครหน้าไหนทั้งนั้น❓
G : เมื่อดูจากวิธีการใช้ชีวิตของพวกเธอส่วนใหญ่แล้ว 🔸ในทุกคำสัญญาจะแฝงไว้ด้วยคำโกหกเสมอ🔸
💢โกหกว่าตัวเองรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกกับสิ่งใดอย่างไร และต้องการจะทำอะไรกับสิ่งนั้นในอนาคต💢
เธอไม่มีทางรู้แบบนั้นได้หากเธอใช้ชีวิตอย่างขาดสติ★ (reactive being) ...ซึ่งพวกเธอโดยส่วนใหญ่เป็นกัน นอกเสียจากเธอจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ★★ (creative being) คำสัญญาของเธอจึงจะไม่แฝงคำโกหก
★ใช้ชีวิตอย่างขาดสติ หรือ reactive being คือ ตอบสนองต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างไม่รู้สึกตัว ตอบสนองไปตามความเคยชินโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ก็เลยสร้างอะไรก็ไม่รู้ขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะ จากนั้นก็เกิดความทุกข์ในชีวิตขึ้นมาแบบงงๆ โดยไม่รู้เลยว่าทุกอย่างในชีวิตนั้นตัวเองเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
★★ใช้ชีวิตอย่างมีสติ หรือ creative being คือ สร้างสรรค์ทุกสิ่งขึ้นมาอย่างรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้ว่าตัวเองคือสิ่งมีชีวิตที่มีพลังสร้างสรรค์ หรือ คือผู้สร้าง
อ่านทบทวนเรื่องนี้ได้ตามลิงค์ครับ — แอดมิน
📌 คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติจะรับรู้ว่าตัวเองรู้สึกกับสิ่งใดอย่างไรในทุกๆขณะ เพราะพวกเขารู้ว่าตนเป็น ‘ผู้สร้าง’ ความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง แทนที่จะประสบกับความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นโดยที่ไม่รู้ว่าตนนั่นแหละที่เป็นคนสร้างขึ้น★
★เห็นอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เช่น ความกลัว ความโกรธ ความอยากได้ ความริษยา ฯลฯ เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะตนเป็นคนสร้างพวกมันขึ้นมาเอง ไม่ได้เกิดจากสิ่งอื่นหรือผู้อื่น
 
รู้ว่าความโกรธนี้เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ใช่เป็นเพราะคนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นคนทำให้เราโกรธ รู้ว่าความกลัวนี้เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ใช่เป็นเพราะสถานที่ ผู้คน หรืออะไรก็ตาม เป็นผู้สร้าง
 
เห็นแล้วว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในจิตใจเกิดขึ้นเพราะตนเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง เห็นนี่คือเห็นจริงๆนะครับ เห็นเลยว่าความโกรธ ความกลัว ความอยาก ฯลฯ ผุดขึ้นมาภายในใจของตน ไม่ได้มาจากภายนอกเลย มันคือการใช้จิตเฝ้ามองทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ใช่ส่งจิตออกไปเฝ้ามองภายนอก (ส่งจิตไปมองคนอื่นหรือสิ่งอื่น) นี่ล่ะคือความมีสติสัมปชัญญะ หรือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ — แอดมิน
📌 จนกว่าเธอจะสามารถสร้างอนาคตของตัวเธอเองขึ้นมาด้วยความรู้ตัว ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่อาจทำนายอนาคตของตัวเองได้ และจนกว่าเธอจะสามารถทำนายอนาคตของตัวเธอเองได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่อาจให้คำสัญญากับเรื่องใดก็ตามได้อย่างซื่อตรง
มีแต่คนที่ทั้งสามารถสร้างและทำนายอนาคตของตัวเองได้เท่านั้น ถึงมีอำนาจและสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงมัน 🔸การเปลี่ยนแปลงคือสิทธิขั้นพื้นฐานของสรรพชีวิตทั้งมวล🔸
จริงๆแล้วมันเป็นยิ่งกว่า “สิทธิ” เพราะ “สิทธิ” คือสิ่งที่เธอได้รับมอบ — แต่ “การเปลี่ยนแปลง” คือ ‘ความเป็นจริงของสรรพสิ่ง’
✴️ การเปลี่ยนแปลง คือ แก่นแท้ของทุกสิ่ง ✴️
💥 เธอคือความเปลี่ยนแปลง 💥
เธอไม่อาจ ‘ได้รับ’ สิ่งนี้จากใครที่ไหน เพราะเธอ ‘เป็น’ สิ่งนี้
📌 และเนื่องจาก “เธอคือความเปลี่ยนแปลง” ...และเนื่องจากความเปลี่ยนแปลง คือ “สิ่งเดียวที่ไม่แปรเปลี่ยนสำหรับเธอ” ... เธอจึงไม่มีทางให้คำสัญญาได้อย่างซื่อตรงว่า “จะเป็นเหมือนเดิมตลอดไป”
N : พระองค์หมายความว่าในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่แปรเปลี่ยน❓
พระองค์กำลังบอกว่าในการสร้างสรรค์ทั้งมวลนั้นไม่มีอะไรที่จะคงอยู่แบบเดิมได้อย่างนั้นใช่มั้ยครับ❓
G : กระบวนการที่เธอเรียกว่า “ชีวิต” นั้นคือ : 🔸กระบวนการของการรังสรรค์ขึ้นใหม่ — ทุกชีวิตล้วนแต่รังสรรค์ตัวเองขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องในแต่ละห้วงขณะ🔸
ในกระบวนการนี้ “ความเหมือนกันนั้นเป็นไปไม่ได้” — 🔹เพราะถ้าสิ่งๆหนึ่งจะเหมือนกันได้ก็แสดงว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย🔹
แต่ทว่าในขณะที่ความเหมือนนั้นเป็นไปไม่ได้ “ความคล้ายคลึง” กลับไม่ใช่
“ความคล้ายคลึง” นั้นคือ 🔸ผลของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดรูปแบบที่คล้ายกันมากกับสิ่งที่มีมาก่อน🔸
🔸เมื่อการสร้างสรรค์บรรลุถึงความคล้ายคลึงในระดับสูง เธอจะเรียกมันว่าความเหมือน🔸 และจากการมองแบบหยาบๆโดยมุมมองอันคับแคบจำกัดของเธอ มันก็เป็นแบบนั้น
📌 เพราะฉะนั้น จากมุมมองของมนุษย์ มันจึงดูเหมือนว่าจักรวาลนี้มีความคงที่เป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ สิ่งต่างๆดูจะเหมือนกัน แสดงออกเหมือนๆกัน และตอบสนองหรือมีปฏิกิริยาเหมือนๆกัน เธอเห็นถึงความคงเส้นคงวาตรงนี้
นี่เป็นเรื่องดี เพราะมันได้มอบกรอบไว้ให้เธอได้พินิจพิจารณาและมีประสบการณ์ถึงการดำรงอยู่ของตัวเองในทางกายภาพได้
📌 แต่ฉันจะบอกเธออย่างนี้ว่า : เมื่อมองจากมุมของทุกชีวิต (ทั้งที่อยู่ในรูปกายและไม่มีรูปกาย) ภาพแห่งความคงที่หรือไม่เปลี่ยนแปลงจะหายไปทันที เธอจะมีประสบการณ์ถึงสิ่งต่างๆ “อย่างที่มันเป็นจริงๆ” ซึ่งก็คือ 💥“เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”💥
N : พระองค์กำลังบอกว่าบางทีการเปลี่ยนแปลงก็ละเอียดอ่อนและเล็กน้อยมากๆจนถ้ามองแบบหยาบๆหรือมองแบบผ่านๆก็อาจเห็นว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไร (ในบางครั้งมันก็ดูเหมือนเดิมเปี๊ยบ) ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย
G : ถูกต้องที่สุด
N : มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แฝดที่เหมือนกันเปี๊ยบ”
G : ถูกต้อง เธอเข้าใจกระจ่างแล้ว
N : แต่เราก็สามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ให้มีรูปแบบคล้ายเดิมมากพอจนดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน
G : ใช่
N : และเราก็ทำแบบนี้ได้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในรูปของตัวตนที่เราเป็น และวิธีที่เราปฏิบัติตัว
G : ถูกต้อง แม้ว่าพวกเธอโดยส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันยากมากก็ตาม
เพราะในความเป็นจริงแล้ว “ความคงที่” (ที่ไม่ใช่เพียงลักษณะภายนอกที่ดูแล้วคงเดิม) นั้น 🔹ละเมิดกฎของธรรมชาติ🔹 อย่างที่รู้กัน แค่ให้ ‘ภายนอก’ ออกมาดูเหมือนกันก็ยังต้องอาศัยคนที่ถึงขั้น
📌 คุรุจะเอาชนะทุกความโน้มเอียงตามธรรมชาติ (จงจำไว้ว่า “ความโน้มเอียงตามธรรมชาติ” ก็คือ 🔸ความเปลี่ยนแปลง🔸) เพื่อแสดงตนให้เหมือนเดิม ซึ่งจริงๆแล้วคุรุไม่สามารถแสดงตนได้เหมือนเดิมขณะต่อขณะ แต่แสดงตนให้คล้ายเดิมมากพอที่จะสร้าง ‘ลักษณะภายนอก’ ว่าเหมือนเดิม
N : แต่คนที่ไม่ใช่ “คุรุ” ก็แสดงตน “แบบเดิม/เหมือนเดิม” กันตลอดเวลา ผมรู้จักคนที่เราสามารถทำนายพฤติกรรมและลักษณะภายนอกของพวกเขาได้มากจนฝากชีวิตไว้กับพวกเขาได้เลย
G : แต่ทว่าการ “ตั้งใจ” (หรือมีเจตนา) ทำแบบนั้นต้องอาศัยความพยายามเป็นอย่างมาก
📌 คุรุคือผู้ที่ ‘ตั้งใจ’ สร้าง “ความคล้ายคลึงในระดับสูง” (ที่เธอเรียกว่า “ความสม่ำเสมอ/ความเสมอต้นเสมอปลาย”) — นักเรียนคือผู้ที่สร้างความสม่ำเสมอขึ้นโดยไม่ได้ ‘ตั้งใจ’ ให้เป็นแบบนั้น
อย่างเช่น คนที่ตอบสนองต่อสถานการณ์บางอย่างในรูปแบบเดิมตลอดเวลา มักจะพูดว่า “ก็มันช่วยไม่ได้นี่”
🔆 คุรุจะ ‘ไม่มีวันพูด’ อะไรแบบนั้น
แม้ปฏิกิริยาตอบสนองของคนๆนั้นจะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่น่ายกย่อง (เป็นอะไรที่ทำให้ได้รับคำชื่นชม) แต่เขาก็อาจพูดบ่อยๆว่า “ก็ไม่เห็นมีอะไร มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เอาจริงๆเลยนะ ไม่ว่าใครก็คงทำแบบนี้”
1
🔆 คุรุจะ ‘ไม่มีวันทำ’ อะไรแบบนั้นเหมือนกัน
🔆 ดังนั้น คุรุคือผู้ที่รู้ตัวว่า : “ตนเองกำลังทำอะไรอยู่”
🔆 เขายังรู้อีกว่าตัวเองทำแบบนั้นไป “เพื่ออะไร”
💢คนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในระดับนี้ (ระดับของคุรุ) มักจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร💢
N : นี่คือเหตุผลที่ทำให้การรักษาสัญญาเป็นเรื่องยากใช่มั้ยครับ❓
G : เป็นแค่ ‘เหตุผลข้อที่หนึ่ง’ อย่างที่ฉันได้บอกไปก็คือ : 🔸จนกว่าเธอจะสามารถทำนายอนาคตของตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่อาจให้คำสัญญากับเรื่องใดก็ตามได้อย่างซื่อตรง🔸
‘เหตุผลข้อที่สอง’ ที่ทำให้ผู้คนรักษาสัญญาได้ยากก็เพราะ 🔸มันขัดแย้งกับความจริงในตัวพวกเขา🔸
N : หมายความว่ายังไงครับ❓
G : หมายความว่า “ความจริงที่เปลี่ยนไป (หรือพัฒนาขึ้นไป)” ของตัวเขาที่มีต่อสิ่งๆหนึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่เขา ‘เคยบอกไว้’ ว่าจะเป็นความจริงของตัวเขาตลอดไป
📌 ด้วยเหตุนี้มันจึงเกิดความขัดแย้งลึกๆในใจว่าจะทำตามสิ่งไหนดี “ความจริงของตัวเอง” หรือ “คำสัญญาที่ให้ไว้”
N : มีคำแนะนำมั้ยครับ❓
G : ฉันเคยให้คำแนะนำนี้กับเธอไปแล้ว นั่นก็คือ :
💥 การทรยศตัวเองเพื่อจะไม่ทรยศผู้อื่นถือเป็นการทรยศอยู่ดี
💥 มันคือการทรยศขั้นสูงสุด
N : แต่นี่จะไม่ทำให้ผู้คนละเมิดคำสัญญากันหมดเลยหรือครับ❗ ไม่ว่าคำพูดอะไรของใครก็ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ไว้ใจไม่ได้❗
G : โอ้ ที่ผ่านมาเธอต้องฝากชีวิตไว้กับคำสัญญาของคนอื่นอย่างนั้นหรือ❓ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอต้องทุกข์หนักแน่
N : ใครบอกว่าผมต้องทุกข์หนักแน่❓
G : หมายความว่าที่เธอพูดและแสดงออกแบบนี้เป็นเพราะเธอ ‘มีความสุข’ อย่างนั้นใช่ไหม❓
N : โอเค ก็ได้ครับ ผมทุกข์หนัก เป็นบางครั้ง
G : โอ้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ในเวลาที่เธอมี ‘เหตุผลทุกอย่าง’ ที่จะมีความสุข แต่เธอก็ยอมให้ตัวเองต้องทนทุกข์ ...เพราะคอยแต่ ‘กังวลว่าจะคง’ ความสุขของตัวเองเอาไว้ได้ไหม❗
💢 และเหตุผลที่เธอ ‘ต้องกังวล’ แม้แต่กับเรื่องนี้ก็คือ 🔸การจะคงความสุขของตัวเองเอาไว้ให้ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับ ‘การรักษาสัญญา’ (หรือ ‘การรักษาคำพูด’) ของคนอื่นเป็นอย่างมาก🔸
N : พระองค์หมายความว่าผมไม่มีสิทธิคาดหวัง (หรืออย่างน้อยก็หวัง) ให้คนอื่นรักษาสัญญาอย่างนั้นหรือครับ❓
...
...
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา