31 ต.ค. 2021 เวลา 16:40 • หนังสือ
คุณเชื่อหรือไม่ว่า “บัญชีรายการเป้าหมายของคุณ แปรผันตรงกับ จำนวนเงินในบัญชีธนาคารของคุณ” คำถามคือ วันนี้คุณมีรายการเป้าหมายหรือยัง? ถ้าคำตอบคือ “ไม่” เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะยังหาแรงกระตุ้นในตัวคุณไม่เจอก็เป็นได้
สรุปหนังสือ 7 Strategies for Wealth and Happiness ตอนที่ 2
1
บทที่ 1: คุณได้รู้จักความหมายของ 5 คำสำคัญไปแล้ว นั่นคือ ความพื้นฐาน ความมั่งคั่ง ความสุข ความมีวินัย และความสำเร็จ
1
ในบทนี้แอดก็จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ โดยเริ่มต้นที่กลยุทธ์ที่ 1 คือการปลดปล่อยอำนาจของเป้าหมาย ที่อยู่ภายในตัวของพวกเรานั่นเองค่ะ
โดยในบทที่ 2 นี้ จิม ได้เริ่มเล่าถึงบทสนทนาของเขากับคุณชอร์ฟผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขา เราไปติดตามเรื่องเล่านี้กันเลยดีกว่าค่ะ
เช้าวันหนึ่ง 2 สัปดาห์หลังจากที่จิมเริ่มทำงานให้คุณชอร์ฟ จิมเล่าถึงบทสนทนาระหว่างเขาและคุณชอร์ฟในระหว่างรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน
คุณชอร์ฟ: “จิม มาตรวจสอบบัญชีรายการเป้าหมายของคุณกันดีกว่า”
จิม: “ผมไม่มีบัญชีรายการใดๆ เลย”
คุณชอร์ฟถอนหายใจ: “ดีละ พ่อหนุ่ม ดูเหมือนว่านี่คือที่ที่เราควรเริ่มต้น ถ้าคุณไม่มีบัญชีรายการเป้าหมายของคุณ ผมสามารถเดาได้ว่ามีเงินเหลืออยู่ในบัญชีธนาคารของคุณ 2-3 ร้อยดอลลาร์”
จิมประหลาดใจ เพราะอาจารย์ของเขาเดาได้ถูกต้อง นั่นทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องการตั้งเป้าหมายขึ้นมาจริงๆ พร้อมถามออกไปว่า: “คุณหมายความว่า ถ้าผมมีบัญชีรายการเป้าหมายของผม เงินในบัญชีธนาคารของผมจะเปลี่ยนไปอย่างนั้นหรือ?”
คุณชอร์ฟ: “อย่างรวดเร็ว”
จิมบอกว่าในวันนั้นเขากลายเป็นนักเรียนในวิชาศาสตร์และศิลป์ของการตั้งเป้าหมายไปเลย
จิมบอกว่า...ในบรรดาสิ่งทั้งหมดที่เขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตนั้น การตั้งเป้าหมายมีผลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของเขา ทุกด้านในชีวิตไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ รายได้ เงินในบัญชีธนาคาร วิถีการดำเนินชีวิต การบริจาค แม้แต่บุคลิกภาพของเขา ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
1
คุณชอร์ฟ: “จิม ผมไม่คิดว่าตัวเลขในบัญชีธนาคารในปัจจุบันของคุณ เป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงของระดับสติปัญญาของคุณ” เขาพูดต่อไปว่า “ผมคิดว่าคุณมีความชำนาญเฉพาะทางและความสามารถมากมาย และนั่นทำให้คุณฉลาดกว่าที่คุณตระหนักรู้มาก”
จิม: ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมตัวเลขในบัญชีธนาคารของผมจึงไม่เพิ่มขึ้น?
คุณชอร์ฟ: “เพราะว่าคุณไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะได้รับมัน ถ้าคุณมีแรงกระตุ้นเพียงพอคุณสามารถทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ : คุณมีความฉลาดเพียงพอ แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ความคิดที่สำคัญจริงๆ คือ : มีเหตุผลให้เพียงพอ”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จิมบอกว่าเขาได้ค้นพบสิ่งนี้คือ...
“Reason come first, Answers second”
“เหตุผลมาก่อน และคำตอบหรือว่าหนทางจะตามมาเอง”
2
พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณรู้ว่าคุณต้องการอะไร และคุณต้องการมันรุนแรงพอ คุณจะหาหนทางที่จะได้มัน คำตอบ วิธีการ และแนวทางแก้ไขที่คุณจำเป็นต้องใช้แก้ปัญหาตลอดเส้นทางจะถูกเปิดเผยต่อคุณ
2
มีภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “ความจำเป็นคือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้น” ดังนั้น จงพยายามอย่างหนักเพื่อหาเหตุผลของคุณก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงหาคำตอบเป็นอันดับสองเสมอ
1
#ตัวกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่ 4 อย่าง
1
คำถามสำคัญที่คุณจำเป็นจะต้องตอบกับตัวเองคือ : “อะไรกระตุ้นฉัน?” สิ่งแตกต่างกัน กระตุ้นคนที่แตกต่างกัน เราทุกคนมี “สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรง” ของเราเอง และถ้าคุณทำการสำรวจให้ลึกซึ้งเพียงเล็กน้อยถึงตัวกระตุ้นให้เกิดกระทำของคุณแล้วละก็ คุณจะคิดออกถึงบัญชีรายการแรงผลักดันของตัวคุณเอง
2
จิมบอกว่านอกเหนือจากความปรารถนาสำหรับการได้มาทางด้านการเงินแล้ว ยังมีตัวกระตุ้นใหญ่ๆ อื่นๆ อีก 4 อย่าง ที่ขับเคลื่อนให้คนเราก้าวไปข้างหน้า คือแรงผลักให้เราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้แก่
1
คนบางคนจะทำเพื่อการเป็นที่ยอมรับมากกว่าจะทำเพื่อรางวัลทางด้านวัตถุ
ในโลกที่เบียดเสียดยัดเยียดไปด้วยผู้คน คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่มีใครสนใจใยดี รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีความสำคัญ และการเป็นที่ยอมรับ คือการรับรองชนิดหนึ่งสำหรับคุณค่าของพวกเขา
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ดีที่สุด ถ้าคุณต้องติดบางสิ่งบางอย่าง จงทำให้มันเป็นการติดชัยชนะ
จิมเล่าว่า...เขามีเพื่อนบางคน ทุกคนเป็นเศรษฐีเงินล้าน ซึ่งยังคงทำงาน 10 - 12 ชั่วโมงต่อวันเพื่อหาเงินล้านเพิ่มขึ้น และมันไม่ใช่เป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการเงิน มันเป็นเพราะว่าพวกเขาต้องการความสุข ความปีติยินดี และความพึงพอใจ ที่มาจาก “ชัยชนะ” ของพวกเขา
สำหรับพวกเขา เงินไม่ใช่แรงขับเคลื่อนที่สำคัญ พวกเขามีมากอยู่แล้ว คุณรู้ไหมว่ามันคืออะไร? มันคือความสุขที่ได้รับจากการเดินทาง...ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่มาจากชัยชนะ
ตัวกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่อย่างที่สามคือ “ครอบครัว” คนบางคนจะทำเพื่อคนอันเป็นที่รักของพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจะไม่ทำเพื่อตัวเขาเอง
การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือเพื่อการกุศล
1
จากนั้นจิมก็เล่าถึงตัวกระตุ้นของเขาให้เราฟังค่ะ
จิมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนหน้าที่เขาได้พบกับคุณชอร์ฟ เขาเล่าว่า...
วันหนึ่งขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงออกไปเปิดดู ก็พบกับเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 10 ขวบ เธอมาเสนอขายคุกกี้ของเนตรนารี ราคากล่องละ 2 ดอลลาร์
จิมบอกว่าใครก็ตามจะปฏิเสธได้อย่างไร เพราะด้วยเด็กผู้หญิง ดวงตากลมโตสีน้ำตาล พูดคุยด้วยรอยยิ้มกว้าง และด้วยความสุภาพเป็นอย่างมาก เธอขอร้องให้จิมซื้อคุกกี้ และจิมเองก็ต้องการที่จะซื้อคุกกี้เช่นกัน
แต่ปัญหาคือ เขาไม่มีเงิน 2 ดอลลาร์นั้น ซึ่งเขาไม่สามารถบอกสิ่งนี้แก่เด็กผู้หญิงที่มีตากลมโตสีน้ำตาลตัวน้อยได้ เขาจึงโกหกเธอไปว่า “ขอบคุณ แต่ฉันได้ซื้อคุกกี้ของเนตรนารีในปีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว และฉันยังคงมีคุกกี้อีกมากมายกองรวมกันอยู่ในบ้าน”
เด็กผู้หญิงจึงตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก” แล้วเธอก็หันหลังกลับแล้วเดินไปตามทางของเธอ
ในตอนนั้นเอง จิมบอกว่า...การที่เขาไม่มีเงิน 2 ดอลลาร์ ทำให้เขารู้สึกอายเหลือเกิน ตัวเขาที่เคยเป็นพ่อคนหนึ่ง ผ่านการศึกษาในวิทยาลัย ทำงานที่ได้รับค่าตอบแทน แต่กระนั้นเขาก็ไม่มีเงิน 2 ดอลลาร์
หลังจากที่จ้องมองเด็กน้อยเดินจากไป เขาเล่าต่อว่า เขาหันหลังปิดประตูและพิงหลังของตัวเองกับบานประตู แล้วร้องตะโกนออกมาว่า “ฉันไม่ต้องการมีชีวิตเช่นนี้อีกต่อไป พอกันทีกับการไม่มีเงินใช้ และพอกันทีกับการโกหก ฉันจะไม่ยอมถูกทำให้อับอายด้วยการไม่มีเงินเลยในกระเป๋าอีกต่อไป”
ในวันนั้น เขาสัญญากับตัวเองว่า จะหาเงินให้เพียงพอที่จะมีเงินหลายร้อยดอลลาร์ในกระเป๋าของเขาตลอดเวลา
เรื่องราวที่จิมเล่าให้เราฟังนั้น เขาบอกว่ามันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ความโกรธและความอับอาย เมื่อเปลี่ยนไปใช้ในช่องทางที่เหมาะสมก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นอันทรงพลังเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายได้
เป็นยังไงบ้างคะ หลังจากที่อ่านมาถึงตรงนี้คุณพอจะนึกออกบ้างหรือยัง ว่า "อะไรคือสิ่งกระตุ้น" ของคุณ ให้อยากตั้งเป้าหมายบ้าง? เพราะหลักการสำคัญคือ ต้องมีเหตุผลเพียงพอ
สำหรับแอดก็น่าจะเป็นข้อ 2 กับข้อ 3 ค่ะ
แล้วคุณล่ะคะ?
โฆษณา