4 พ.ย. 2021 เวลา 04:05 • ความคิดเห็น
The Diary 3 : ไม่มีใครถ่ายรูปแก้ว Starbucks มาอวดกัน เพราะชานมไข่มุกแพงกว่า
ปกติเป็นคนไม่กินกาแฟอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้มีร้านเครื่องดื่มยี่ห้อไหนที่ชอบเป็นพิเศษ
แต่ว่าเนื่องจากเป็นคนที่ชอบชานมไข่มุกมากกกก หลังจากอยู่มาได้สักพักมีเพื่อนชวนไปร้านชานมไข่มุกก็หูผึ่งขึ้นมาทันทีว่าที่นี่ก็มีชานมไข่มุกด้วยใช่มั้ย > - <
#เย้ ~
หลังจากดีใจอยู่ไม่เท่าไหร่ ก็ได้รู้ความจริงว่าชานมไข่มุกนั้น ไม่ใช่อะไรที่จะได้มาง่ายๆ เพราะต้องนั่งรถเมล์ไปย่านการค้าและเดินไปอีกนิดหน่อย
ซึ่งในเมืองนี้มีแค่สองร้านเท่านั้น!!
แถมตอนเข้าไปสั่ง เหลือบมองดูราคาที่ป้ายแล้วจะเป็นลม ไม่มีต่ำกว่า 5 เหรียญเลย!!
ราคาทั่วๆไปคือ 6 เหรียญกว่าๆ
นะ นะ นี่มัน คนที่จะกินชานมไข่มุกได้นั้นต้องรวยหรือนี่ T^T
วินาทีนั้นก็เลยคิดถึงเมืองไทยอย่างจับใจ
หลังจากที่ซื้อชานมไข่มุกแก้วละเกือบ 300 บาทแล้วชิมดู โชคดีนะที่ยังมีความหอมชาอยู่ รสชาติก็ไม่ได้แย่นัก ทำให้พอหายคิดถึงไปได้และรู้สึกคุ้มราคาอยู่ว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้จืดชืดเหมือนน้ำเปล่า
#ถือว่ายังโชคดีอยู่บ้าง :D
กลับกันกับ Starbucks ที่มีขายแม้กระทั่งในตึกเรียน (หลายตึก) ในโรงอาหาร นอก campus ก็ยังมี เป็นร้านกาแฟที่จะเดินเจอก่อนร้านเครื่องดื่มใดๆ
ถ้าเป็นเมืองท่องเที่ยวนี่อาจเรียกได้ว่าเป็นร้านกาแฟที่มีอยู่ทุกหัวมุมถนนก็ได้ เดินในนิวยอร์คเจอ Starbucks มากกว่าเจอ 7-11 อีก
แถมราคาถือว่าถูกเลยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ แค่ 3 เหรียญก็ซื้อเครื่องดื่มได้แล้ว
(เมื่อคิดกลับเป็นเงินไทยก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี ประมาณ 100 บาท แต่ 3 เหรียญสำหรับเรทเงินที่นี่ก็คือถูกกว่าแซนวิชใต้ตึก ที่ต้องขูดเนื้อถึง 5 เหรียญแถมไม่อิ่ม)
ก็เลยเข้าใจว่า Starbucks สำหรับคนที่นี่เป็นร้านกาแฟที่หาได้ง่าย มีอยู่ทั่วไป ราคาไม่แพง
เลยนึกย้อนกลับมาที่ไทย ที่เคยถึงกับมีดราม่าอยู่ช่วงหนึ่งเกี่ยวกับการถ่ายรูปแก้ว Starbucks ลงโซเชียล หรือ ความคิดที่ว่าคนกิน Starbucks ต้องเป็นคนมีฐานะ
ซึ่งความจริงก็อาจจะใช่ เพราะสำหรับประเทศไทยที่ข้าวจานละ 50 บาท กาแฟแก้วละ 150 บาท ก็เลยกลายเป็นกาแฟที่แพงกว่าข้าว คือต้องมีเงินแหละถึงจะกินได้
แต่พอมาอยู่ต่างประเทศ ทั้งๆที่ราคากาแฟก็พอๆกับที่ไทย คือ 3 เหรียญขึ้น แต่กลับกลายเป็นเครื่องดื่มที่ไม่แพงซะงั้น (ชานมไข่มุกต่างหากที่ถือแล้วดูรวยน่ะ T^T)
ก็เลยถือเป็นการเปิดโลกให้เห็นมุมมองใหม่เหมือนกันนะ ว่า ‘ค่านิยม’ ในสังคมหนึ่ง อาจจะกลายเป็นคนละเรื่อง เมื่ออยู่อีกสังคมหนึ่งก็ได้ คนที่คิดว่าไม้บรรทัดมีอันเดียว เส้นตรงมีเส้นเดียว อะไรที่ผิดไปจากค่านิยมที่ตัวเองคิดคือผิด อาจจะไม่ใช่แบบนั้น
#เรื่องฤดูที่ชอบก็เหมือนกันนะ
เมื่อก่อนเวลาใครถามว่าชอบฤดูอะไร ก็จะตอบว่าฤดูหนาว
แต่พอมาเจอฤดูหนาวที่นี่ คงต้องขอถอนคำพูด =_=
เลยทำให้นึกอะไรขำๆออก ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน แล้วได้คุยกับฝรั่ง ถ้าฝรั่งถามว่าชอบฤดูอะไร แล้วเราตอบว่า ฤดูหนาว ฝรั่งจะตกใจมั้ยนะ ว่ามีคนที่ชอบฤดูหนาวอยู่จริงๆเหรอ
แล้วถ้าฝรั่งตกใจ เราจะงงมั้ยนะว่าเขาตกใจทำไม เพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจไง ว่าฤดูหนาวมันโหดร้ายยังไง ฝรั่งก็คงไม่รู้หรอกว่าฤดูหนาวของไทยก็คือฤดูร้อนที่เย็นลงมานิดนึง
2
มันคือการคุยเรื่องเดียวกัน โดยมองผ่านโลกคนละมุม ก็เลยไม่เข้าใจกันว่าอีกฝ่ายมีการรับรู้หรือความเข้าใจต่อเรื่องนั้นยังไง ซึ่งจะเข้าใจก็ต่อเมื่อได้เห็นโลกผ่านมุมมองของอีกฝ่ายเช่นกัน
1
เริ่มเข้าใจละ ที่คนเขาบอกว่าการเดินทางทำให้ ‘เห็นโลกกว้างขึ้น’ หมายความว่าอย่างไร
1

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา