Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธรรมชาติ ธรรมดา
•
ติดตาม
4 พ.ย. 2021 เวลา 10:58 • ไลฟ์สไตล์
กับดักของความสุข
เราต่างใช้ชีวิตทุกวันอย่างเคยชินในการค้นหาความสุขให้กับตัวเอง อีกทั้งสื่อต่างๆยังเข้ามาสนับสนุนให้เราไขว่คว้าความสุขตลอดเวลา จนเรามองไม่เห็นกับดักที่มันได้วางเอาไว้อย่างแนบเนียน
พูดในแง่หนึ่งคือ ขณะที่เราตามหาความสุขอย่างขาดความรู้ความเข้าใจ มันก็กลับกลายเป็นความทุกข์ได้โดยง่าย
ความสุขที่เป็นตัวทุกข์นั้นเป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้เพราะเราไปยึดสิ่งนอกกาย โดยกลไกการเกิดความสุขลักษณะนี้ มีสาเหตุมาจากการที่มนุษย์อย่างเราๆ มีประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
เมื่อเราใช้สิ่งเหล่านี้ในการรับรู้และสื่อสารกับโลกภายนอก ขณะนั้นเราก็ได้รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไปด้วย ซึ่งหากสิ่งที่เข้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจ เราก็มักจะติดใจ แสวงหาอยากจะได้มันมาอีก และอยากรักษามันเอาไว้
ความสุขประเภทนี้เรียกว่าอามิสสุข คือความสุขที่เกิดจากการได้บางสิ่งมาบำรุงบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา หรือเรียกได้ว่าความสุขทางวัตถุอันเป็นความสุขนอกกาย
หากเราต้องการความสุขประเภทนี้ เราก็มักจะมองแต่ความสุขในด้านของเรา ความสุขแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้วัตถุมาเสพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่นอกตัว เราจึงต้องไปไขว่คว้าหามาให้ได้ เกิดภาระให้ชีวิตต้องแสวงหา
เราต้องหาเพื่อให้ได้มาแล้วเราจึงจะมีความสุข จะได้เสพ ได้บริโภค
คนที่อิงความสุขประเภทนี้จิตใจก็จะมุ่งไปทางที่จะได้ ต่อไปก็จะฝังลึกในจิตใจว่าต้องได้ มุ่งในการที่จะได้จะเอา เพราะการได้มาคือความสุข
ซ้ำร้าย หากเกิดการเสียออกไปก็จะเป็นทุกข์อีก เพราะสิ่งที่สร้างความสุขให้เราไม่อยู่แล้ว คนเหล่านี้จึงยึดติดกับวัตถุและอยากรักษาเอาไว้ให้นานที่สุด
ความสุขประเภทนี้ไม่สามารถเกิดได้ภายในตัวเอง และหากต่อไปเรารู้ไม่เท่าทัน เราจะกลายเป็นคนขาดอิสรภาพ คือต้องดิ้นรน ไล่ล่าหาและรักษาไว้ซึ่งความสุขนั้นอยู่ตลอดเวลา
“ความสุขทางวัตถุซึ่งเป็นความสุขนอกกายนั้นทำให้เราหมดอิสรภาพ เพราะเมื่อพอเราหามาได้สำเร็จดังหวังแล้ว ของเดิมที่เคยมีเท่าเก่าจะไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้ ปริมาณของสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขนั้นจะเพิ่มขึ้นอีก คือจะอยากได้มากขึ้น เพื่อให้เรายังคงได้ความสุขเท่าเดิม” – สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)
ยกตัวอย่างสถานการณ์คือ หากเมื่อก่อนเราเคยแร้นแค้น หาเงินได้วันละ 100 บาท ก็ตั้งความหวังว่าจะหาเงินให้ได้วันละ 1,000 บาท หากได้มาก็คงจะมีความสุขมาก
ต่อมาทำได้สำเร็จ จึงเกิดความสุขมากดังที่หวัง แต่อยู่ไปพักนึงก็จะเริ่มชินกับเงินจำนวนนั้น และเพิ่มเป้าหมายเป็นวันละ 10,000 บาท และหากหามาได้สำเร็จดังเป้าแล้วจริงๆ หากวันใดดันได้เงินวันละ 1,000 บาทขึ้นมา วันนั้นก็ทุกข์มาก
เกิดเป็นกระบวนการวิ่งไล่หาความสุข ได้หมื่นก็หวังได้แสน พอได้แสนกลับไปได้หมื่นก็เป็นทุกข์อีก ก็เลยต้องเพิ่มปริมาณของสิ่งเสพเพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม คนนั้นก็สูญเสียอิสรภาพ เพราะความสุขต้องไปขึ้นกับวัตถุเหล่านั้น ไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง
1
สาเหตุของเรื่องนี้คือความชินชา เบื่อหน่ายของมนุษย์เรา เคยหวังจะได้ความสุข พอได้จริงตามนั้น ก็สุขตอนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปก็ชินชาเกิดความเบื่อหน่ายขึ้น ทีนี้หากหนีไม่ได้ก็ทุกข์แน่
เพราะปัญหาโลกแตกก็คือบางทีมันเบื่อแต่ก็ยังมีความจำเป็นต้องอยู่ตรงนั้น
ปัญหาอีกด้านที่เห็นกันคือด้านสังคม ในเมื่อทุกคนมองว่าตัวเองอยากได้อยากมี ก็จะอยากได้มาให้มากที่สุด เพื่อบำรุงบำเรอความสุขของเราให้มากขึ้น ก็ต้องหามาให้มาก
และในเมื่อต่างคนต่างต้องการหาวัตถุมาเสพเพื่อสร้างความสุข คือมองเป้าหมายเดียวกัน แต่ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีอยู่อย่างจำกัด สิ่งที่มีอยู่ในสังคมก็มีอย่างจำกัด ทีนี้ก็ต้องแย่งกัน เบียดเบียนกันเพื่อชิงความสุขมาอยู่กับตัวให้มากที่สุด
ทีนี้คนที่มีกำลัง มีโอกาส มีความสามารถก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ คือสามารถหาได้มากกว่า ก็เกิดความทุกข์ขึ้นในสังคม ส่วนคนที่หามาได้มากก็ไม่ได้มีความสุขจริง จะเกิดความหวาดระแวง เพราะคนอื่นๆก็อยากหาได้มากเหมือนกัน ถ้าหาทางทำแบบดีๆไม่ได้ก็ใช้ทางร้าย และเมื่อคนหนึ่งเริ่มเบียดเบียน อีกคนก็จะเบียดเบียนคืนบ้าง เกิดความแย่งชิง หวาดระแวงขึ้น
นี่เรียกว่าเป็นความสุขท่ามกลางความทุกข์ ไม่ได้เป็นความสุขที่แท้จริง เป็นสุขที่ตั้งอยู่บนทุกข์ของคนอื่น นำไปสู่ระบบผลประโยชน์ในสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
จึงต้องพึงระวังอย่างยิ่งอย่าให้ความสุขของเราต้องไปขึ้นต่อมันทั้งหมด อย่าให้อยากสุขจนต้องสูญเสียอิสรภาพ หากถึงขั้นนี้ คนผู้นั้นจะเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้น ต้องมีสิ่งนี้เท่านั้นเท่านี้จึงจะมีความสุข จะอยากได้มากขึ้นไม่สิ้นสุด โดยไม่เคยนึกเลยว่าเมื่อก่อนตอนไม่มีสิ่งนั้นก็อยู่ได้ แต่พอมีแล้วต้องสูญเสียกลับทุกข์มาก
ทั้งที่มนุษย์ทุกคนต่างมีความสามารถในการมีความสุขตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก แต่ยิ่งโตขึ้น เรากลับยิ่งหลงลืมวิธีนั้นไป..
หากสามารถรักษาความสุขเอาไว้ในจิตใจของเราได้ เราก็จะเป็นคนที่สุขง่ายมากขึ้น
เมื่อเรารับรู้ถึงโทษของความสุขประเภทนี้แล้ว เราก็ควรรู้วิธีปฏิบัติเพื่อลดโทษของมันลงให้เกิดน้อยที่สุด
วิธีในการประคองตนและรักษาความสันติสุขในสังคมแม้ว่าเราจะต้องการความสุขประเภทนี้ มีอยู่ 5 ข้อ เรียกว่าศีล 5 นั่นเอง
คืออยากไขว่คว้าไล่ล่าความสุขก็ทำกันไป แต่จะไม่เข่นฆ่าเพื่อแย่งชิง ไม่ลักเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่แย่งชิงคนรักของผู้อื่น ไม่โกหกหลอกลวงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และไม่ทำสิ่งใดทั้งต่อตนเองและส่งผลให้ผู้อื่นขาดสติ
หากจะเพิ่มเติมอีกเพื่อจัดการหรือควบคุมความต้องการของตนเอง ก็เพิ่มได้อีก 3 ข้อ เป็นศีล 8 เพื่อให้เราได้ลองไม่ติดสุขและสามารถอยู่กับทุกข์บ้าง
ลองทานอาหารเท่าที่ทำให้ร่างกายดำรงชีพและมีสุขภาพดี คืองดอาหารเย็น ไม่ตามใจปากหรือความอยากของตน
ที่เคยเสพความบันเทิง รื่นเริงก็ให้งดเว้น
และที่นอนที่เคยนอนนุ่มสบายก็ให้ลองนอนพื้นบ้าง เตียงแข็งบ้าง
สิ่งนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกบังคับว่าต้องทำให้ได้ทุกวัน เพียงแค่ 8 วันครั้งก็ถือเป็นการดีแล้ว
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้รู้ตนว่าหากขาดความสุขในชีวิตขึ้นบ้าง หากเกิดทุกข์บ้างเราจะอยู่ได้ไหม ทำไปเรื่อยๆ เข้า ก็จะเห็นได้ว่าเราเองก็มีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นความติดในความสุขนอกกายก็จะเกิดขึ้นน้อยลง
ธรรมะนั้นคือธรรมชาติ แต่ใช่ว่าเราจะเข้าถึงธรรมชาตินั้นได้ง่ายนัก
เราจึงต้องฝืนธรรมชาติ เพื่อเข้าถึงธรรมชาตินั้น
หากเราหลงอยู่กับความสุข เราจะไม่มีทางเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยใจจริงได้เลย
ดังนั้นให้ลองอยู่อย่างสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เราก็จะไม่ยึดติด เห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และจะมองเห็นโลกธรรมอันเป็นสิ่งปกติที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนอย่างไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ
มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
มีสรรเสริญ มีนินทา
มีสุข มีทุกข์
สิ่งเหล่านี้มันเป็นของคู่กัน เมื่อได้มาก็ต้องมีสูญไป ไม่สามารถตั้งอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ชีวิตเรา เรายังรักษาไว้ไม่ได้ จิตที่ยึดว่าเป็นของเรา เราก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ นับประสาอะไรกับของข้างนอกกาย มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเช่นกัน
ช่วงที่มีชีวิตอยู่ก็จงอยู่อย่างมีอิสรภาพ ไม่หลุดเข้าไปยังกับดักของความสุข อีกทั้งความสุขนั้นมีหลายระดับ นอกจากความสุขนอกกายแล้ว ยังมีความสุขที่สามารถเกิดขึ้นได้ในใจเรา อันเกิดจากการทำสิ่งใดด้วยใจเมตตา และรู้จักแบ่งปันผู้อื่นด้วยการทำประโยชน์ นี่เป็นความสุขในกายที่เราไม่ต้องลำบากวิ่งไล่ล่าหรือออกตามหาที่ไหน แต่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของเราเอง
สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ขอให้เรามองเห็นและเข้าใจมันได้ รู้และเห็นตามความเป็นจริง ความสุขที่แท้ก็จะเกิดกับคนผู้นั้นโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งตามอะไรเลยไปทั้งชีวิต
ธรรมะ
พัฒนาตัวเอง
พุทธศาสนา
บันทึก
9
9
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย