15 ก.พ. 2022 เวลา 14:35 • ปรัชญา
เราเองนี่ก็แปลกมักจะเกิดมีเหตุนำพาให้เข้าไปสังเกตการณ์ เรื่องของการรับธรรม มันชั่งแปลกประหลาด มันก็เหมือนการอุปโลกน์ มีการจูงจิต ให้เชื่อในเรื่องราวที่เค้าพูด เค้าพูดไปตามความเชื่อของเค้า จิตที่ไปรับธรรม มันจะเป็นไปได้หรือ ธรรมที่ไหนจะลงมาสู่จิต มีแต่…ทำมายา..ให้หลงเชื่อ ธรรมนั้นจะเกิดได้ ก็ต้องดูร่องรอยของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ต้องสละละทิ้งทุกอย่าง ไปชำระสะสางจิตของท่านใ้ห้เป็นธรรม บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้น
แม้แต่พระอรหันต์ทุกพระองค์ ก็เดินตามรอยเจ้าชายสิทธัตถะกันทั้งนั้น ต้องทิ้งทุกอย่าง ทรัพย์สมบัติ ญาติสนิทมิตรสหาย ยศฐานบรรดาศักดิ์ ออกไปอยู่ป่า เพื่อชำระสะสางกรรม สะสางกรรมที่พัวพัน ให้หลงใหลจมอยู่กับทุกข์ จิตมนุษย์ยุคปัจจุบัน นั้นยากที่จะมีปัญญาของจิต ไปกระทำเรื่องราวเหล่านี้ ยังห่วงกาย ห่วงกิน ห่วงเรื่องราวต่างๆของโลก ยังไงก็ตัดไม่ขาด
สิ่งที่ควรกระทำช่วยเหลือจิตของตนได้ ก็คือการสะสม ให้ทาน สร้างบุญ โดยสละไปจากวัตถุปัจจัยที่ตนไปหามาด้วยแรงกายตน ไม่ใช่ไปเอาเงินถูกหวยเรียงเบอร์มากระทำ นั้นมันเงินที่ไม่บริสุทธิ์มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของตน เมื่อสะสมการสละทรัพย์สมบัติเงินทองมากขึ้น ต่อไปก็เป็นขั้นบารมีที่ต้องสละของที่อยู่ที่ตนมี มันมีขั้นตอน ของการสร้างบุญกุศลบารมีอยู่ มิใช่ใครนึกรับอุปโลกน์กันไปเอง มันมีทั้งเรื่องราวที่เค้าเรียกว่า การบันทึกกรรม บันทึกเรื่องราวการสร้างบุญบารมี ที่เก็บไว้กับจิตของตนเองที่ประกอบ ขึ้นมาเป็นกาย เป็นสถานที่ เป็นรูปที่จิตนี้ไปอาศัย นั้นก็หมายถึง ภพที่เป็นนามธรรม นรก สัตว์ เปรต อสุรกาย เทพอินทร์ พรหม ล้วนเป็นเรื่องราวที่เกิดจากการใช้กายวาจาใจ บุคคลที่เค้ารู้จัก ..
..เค้าก็นำกายที่อาศัยมาสร้างบุญกุศล ประพฤติปฏิบัติธรรมไป เป็นลักษณะของการสะสม เพื่อที่จะได้ไปพักจิตในสถานที่อันสมควร แล้วก็ลงมาสร้างบุญกุศลบารมีต่อๆไป ต้องกระทำกันเป็นชาติ หลายชาติๆ กว่าไปถึงชาติสุดท้าย ได้เกิดมาฟังธรรมจากองค์พระพุทธเจ้าที่จะลงมาตรัสรู้ในพุทธกาลข้างหน้า เหมือนดอกบัวนั้นไปอยู่หน้าพระอาทิตย์ ต้องแสงพระอาทิตย์ดอกบัวก็บานด้วยกำลังบารมีของจิตตนที่สะสมมา แล้วชำระสะสางจิตครั้งสุดท้ายให้เป็นแก้วก่อนเข้าพระนิพพาน
ถ้าจะให้ดี เราก็ดูนิสัยใจคอผู้ที่ที่ไปรับธรรมที่เค้าว่ากัน มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดีร้ายอย่างไร เราก็ศึกษาเอา แต่อย่าไปติเตียนเค้า เพราะนั้นเกิดจากกรรมของเค้าเอง ที่เขียนมาไม่ได้ไปติเตียนใคร เพียงแต่ให้ดูร่องรอยของผู้ที่เดินไปสู่ธรรม เค้าทำกันอย่างไร มีใครเป็นแนวทางให้เราเดิน เราก็มีปัญญาพอที่จะพิจารณาเหตุผลอะไร มันถูกหรือผิดอย่างไร เราก็ดูเป็นตัวอย่างจะเลือกแบบไหนดี แล้วแต่ใจเราก็แล้วกัน
หมายเหตุ..พอดีพอไป ที่จริงเค้าก็ชวนหลายรอบก็ปฏิเสธไป จนมาเค้าเอารถมารับ ก็เลยจำยอมไป ไปก็ไปอยู่แถวๆ หน้า ได้เห็นอะไร ผิดปกติของผู้ที่เค้าจะมีธรรมนั้นเป็นอย่างไร เราก็เลยทำจิตเฉย ดูเค้าทำ ก็เลยได้เห็นเรื่องของตัวดำๆ ก็เลยเข้าใจว่า.. อ้อ..มีแต่สีดำๆทั้งนั้น แล้วจะมีธรรมได้ที่ไหน.. ดูเหมือนทำกันเป็นเครือข่าย เสาะหาบริวาร ทำลายดวงจิตของผู้คนให้หลงใหล มิได้นำพาให้เกิดสติปัญญา สติสัมปชัญญะอะไรเกิดขึ้น มีแต่จะจมลงไปๆ ..จมลงไป..ยึดในเรื่องราวนำพาจิต ให้จมอยู่กับกรรมในทิฐิเหล่านั้น ใครจะบอกอย่างว่านั้นไม่ใช่ธรรม ก็ไม่เข้าใจ เพราะการที่เราไม่ใช่เหตุผล ไม่ศึกษาให้ดี ว่าผู้ที่ที่ธรรมนั้นเป็นอย่างไร ท่านประพฤติปฏิบัติธรรมของท่านอย่างไร จึงยากที่เข้าใจ แล้วคำว่า ธรรมนั้นชี้ให้ลดละเรื่องราวอะไร ในตัวตนของตน
โฆษณา