“ต้องมีโยนิโสมนสิการ”
“… อุปสรรคของนักปฏิบัติที่ทำให้ไปไม่ถึงพระนิพพาน
ค่อยๆ ดูเดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้ง
คือถ้าเราเคยภาวนาจนเห็นความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี
จิตมันมีแนวโน้มไปสู่พระนิพพาน
อย่างพวกเราก็เหมือนกัน
ถ้าจิตเดินอยู่ในทางสายกลางแล้ว ไม่เผลอ ไม่เพ่ง
จิตจะมีแนวโน้มไปสู่พระนิพพาน
พอจิตเราไม่เผลอไม่เพ่ง ฝึกของเราดีแล้ว
ก็ระวังอุปสรรคระหว่างทาง
พระพุทธเจ้าท่านเทียบจิตที่เดินอยู่ในทางสายกลาง
เหมือนท่อนไม้ลอยในแม่น้ำคงคา
ท่านพูดให้คนอินเดียฟัง
แม่น้ำคงคามันใหญ่คนอินเดียรู้จัก
ถ้าเราก็บอกเหมือนท่อนไม้ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่แม่น้ำเจ้าพระยาใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันมีน้ำขึ้นน้ำลง
เดี๋ยวพอน้ำไหลไปใกล้ปากน้ำเอ้าน้ำขึ้น
ย้อนกลับมาปากน้ำโพอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นเปรียบแม่น้ำคงคา
น้ำมันแรงพัดออกทะเล
“บอกเหมือนท่อนไม้ที่ลอยอยู่ในน้ำ
มีแนวโน้มที่จะไปสู่ทะเล
จิตที่เดินในทางสายกลางมีแนวโน้มไปสู่พระนิพพาน
แต่มันมีอุปสรรค
บางทีก็ติดฝั่งซ้าย บางทีก็ติดฝั่งขวา
บางทีก็เกยตื้น บางทีก็ถูกเกลียวน้ำวนดูดไว้
บางทีก็จมลงไปเน่าใน จมลงไป ผุพังไปไม่ถึงทะเล
บางทีก็ถูกมนุษย์จับไว้ บางทีถูกอมนุษย์จับไว้”
สิ่งที่ท่านเปรียบเทียบ ก็คือ อุปสรรคของนักปฏิบัติ
สิ่งที่จะทำให้เราไปไม่ถึงพระนิพพาน
ถ้าเราฝึกจิตให้มันเดินอยู่ในทางสายกลาง
เราก็ระวังพวกนี้ล่ะ
“ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา” ติดในสภาวะที่เป็นคู่
ในธรรมะที่เป็นคู่ๆ ติดดี ติดชั่ว
ติดกามสุขัลลิกานุโยค ติดอัตตกิลมถานุโยค
อย่างนั่งเพ่งไว้ทั้งวัน อย่าไปเลยแม่น้ำคงคา
ไม่มีทางพาไปทะเลได้หรอก
มันก็ติดอยู่เกยอยู่ที่ฝั่งข้างใดข้างหนึ่งนั่นล่ะ
ถ้านั่งเพ่งไว้ทั้งวัน ไม่ถึงพระนิพพาน
ถ้าไปติดในทางกามสุขัลลิกานุโยค
ย่อหย่อนเพลินทั้งวันเลย ดูเฟซบุ๊ก ดูไลน์ทั้งวันเลย
ไม่มีทางออกทะเลหรอก
ไม่มีทางไปถึงพระนิพพานหรอก
เพราะมันหลงในกามสุขัลลิกานุโยค
นี่ติดฝั่งซ้าย ติดฝั่งขวา
“เกยตื้น” เคยไหมภาวนาแล้วเกยตื้น
เจอสภาวะอันนี้แล้วรู้สึกพอใจ
แล้วยินดีพอใจอยู่มันตรงนี้ล่ะ
คราวหนึ่งหลวงพ่อภาวนาแล้วจิตมันทรงสมาธิอยู่ มันสงบอยู่ ไปเจอหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ คนไม่ค่อยรู้ว่าท่านภาวนา รู้แต่ว่าเป็นพระเกจิมีวัตถุมงคลขลังมาก
หลวงพ่อไปกราบท่าน คนเขาเอาวัตถุมงคลไปให้ท่านเสกเยอะแยะเลย ก็ซื้อมาจากวัดท่านแล้วก็เอาไปให้ท่านเป่าให้อีกทีหนึ่ง เราก็ไปนั่งรอ เราก็นั่งดูท่านไปเรื่อยๆ พอคนหยุดไม่มีคนให้ท่านเสกแล้ว ท่านหันมาหาหลวงพ่อก็ยิ้มๆ
ท่านบอกว่า “คนเราเวลาจะเดินทางไกล เราจะข้ามทะเลทราย ทางไกล หรือข้ามแผ่นดินที่ร้อนๆ แห้งแล้ง ท่านใช้ข้ามทุ่งกุลา คล้ายๆ อยากข้ามทุ่งกุลาร้องไห้ พอเดินไปได้ช่วงหนึ่ง ไปเจอต้นไม้ใหญ่ โอ๊ย ตรงนี้เย็นดีก็นอนอยู่ที่ต้นไม้นั่นล่ะ มันก็ข้ามทุ่งกุลาร้องไห้ไม่ได้” ท่านพูดลอยๆ อย่างนี้
หลวงพ่อก็ลงกราบท่านได้ธรรมะแล้ว เราภาวนาจิตมันไปติดในความสุขของสมาธิอยู่ ก็ไปไม่ได้ นี่เราไปเกยตื้นแล้ว
“ถูกเกลียวน้ำวน” คือติดในกาม
วันๆ หาแต่ความสุขด้วยการดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น
ลิ้มรส หาสัมผัสทางกาย
ติดในกามก็ไปไม่รอดไม่ถึงฝั่ง ไม่ถึงพระนิพพาน
ออกทะเลไม่ได้ เกลียวน้ำวนเป็นกาม
“ถูกมนุษย์จับไว้” ห่วงพรรคห่วงพวก ห่วงลูก ห่วงเมีย
ห่วงคนโน้น ห่วงคนนี้ ก็ไปไม่ได้
อย่างพวกที่เดินแนวพระโพธิสัตว์
นี่ห่วงมนุษย์ ห่วงอมนุษย์ ห่วงกระทั่งเทวดา
อยากจะพาเขาไปพ้นทุกข์ด้วย
พวกนี้ถูกจับไว้ไม่ถึงพระนิพพาน
“อมนุษย์” ก็มีเยอะ อย่างชื่อเสียงเกียรติยศ
จะภาวนาเอามรรคผลนิพพาน
แต่ติดเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศเรื่องอะไร
พวกนี้อมนุษย์ ก็ไปไม่รอด
ฉะนั้นเราสำรวจตัวเอง
ถ้าจิตเราเข้าทางสายกลางแล้วไม่เผลอ ไม่เพ่งแล้ว
เราก็เห็นสภาวะทั้งหลายแสดงไตรลักษณ์ไปแล้ว
คอยรู้คอยดูเรื่อยๆ
แล้วถ้ามันมีอุปสรรคอย่างที่ว่ามา สำรวจตัวเอง
แก้ไขตัวเองออกมาให้พ้น
ไม่อย่างนั้นไปไม่รอดหรอก
จะให้ใครมาช่วย จะให้ครูบาอาจารย์ตามบอกตลอด
มันทำไม่ได้
อย่างหลวงพ่อเจอครูบาอาจารย์บางทีท่านก็บอกให้
เรากำลังติดขัดอะไรอย่างนี้ท่านก็บอกให้
ถ้าไม่เจอทำอย่างไร ถ้าไม่เจอสังเกตเอาเอง
ถ้าไม่มีกัลยาณมิตร สิ่งที่สำคัญที่สุด โยนิโสมนสิการ
ธรรมะ 2 ประการนี้ คือ กัลยาณมิตรกับโยนิโสมนสิการ
เป็นสัญญาณแรกของอริยมรรค
ถ้าเรามีคู่นี้อันใดอันหนึ่ง ถ้ามีทั้ง 2 อันยิ่งดี
โอกาสที่จะเกิดมรรคผลในชีวิตนี้ มันก็มี
ฉะนั้นต้องมีโยนิโสมนสิการ
กัลยาณมิตรอย่าไปหวังมากเลย
เราเชื่อใครไม่ได้หรอกว่าใครเป็นกัลยาณมิตรจริง
กระทั่งพระยังเชื่อไม่ได้หรอก
มาเชื่อหลวงพ่อก็โง่อีก ต้องภาวนา
ขนาดหลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อยังไม่เชื่อเลย
ท่านถามเชื่อไหม ไม่บอกท่านว่าไม่เชื่อ เสียมารยาท
หลวงพ่อก็บอก “ผมยังไม่เห็น” ท่านก็ยิ้ม
ดูไปเรื่อย เห็นของจริงคราวนี้ก็พ้นไป …”
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
26 กุมภาพันธ์ 2565
อ่านธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่ :
Photo by : Unsplash

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
10ถูกใจ
3แชร์
2.2Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...