## 10 ข้อคิด ที่ผมได้จากการทำ Podcast มา 100 ตอน และเขียนบทความทุกวันมาเป็นเวลา 1 ปี ##
.
.
เตือนก่อนว่าบทความนี้ยาวมากๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนอ่านให้จบนะครับ
.
.
นับย้อนหลังไปวันที่ 24 เมษายน ปีที่แล้ว เป็นวันที่ผมเริ่มทำพอดแคสต์ตอนแรกเพราะรู้สึกหลงไหลในหลักการของวินัย หลักการของการทำอะไรทีละนิดละหน่อย แต่ทำอย่างต่อเนื่อง และผมก็บอกตัวเองว่าจะทำพอดแคสต์สั้นๆให้คนได้ฟังกันสัปดาห์ละ 2 คลิป
.
.
จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้ว กับคลิป 100 คลิป ที่ผมสามารถบังคับตัวเองให้ลงอย่างสม่ำเสมอมาได้
.
.
ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างนึงของผมนะครับ แล้วก็ใครก็ตามที่ติดตามช่องนี้มา เติบโตมาด้วยกัน ไม่ว่าจะในเฟสบุ๊คหรือยูทูป ผมก็ขอบคุณมากๆเลยนะครับที่ติดตามช่องเล็กๆช่องนี้
.
.
แล้ววันนี้ก็เป็นวันที่ผมทำพอดแคสต์ติดกันมา 100 คลิป และเขียนบทความในเฟสบุ๊คทุกวันติดกันมาร่วม 200 กว่าบทความแล้ว ผมจะมาสรุปให้ฟังว่า หนึ่งปีที่ผ่านมากับช่องฟิวชั่น ผมได้ประสบการณ์ ได้ข้อคิดอะไรบ้าง เผื่อจะมีประโยชน์กันครับ
.
.
ข้อที่ 1. วินัย สำคัญกว่าแรงบันดาลใจทุกอย่างในโลกใบนี้
.
.
นี่คือข้อคิดสำคัญที่ทำให้ผมเริ่มทำช่องนี้ เป็นข้อสำคัญที่ผมยึดติดมาตลอด และผ่านไปหนึ่งปีผมก็พิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง
.
.
สาเหตุหลักที่ทำให้ผมเขียนบทความทุกวัน ทำพอดแคสต์ทุกอาทิตย์ได้โดยไม่เว้นเลย คือวินัยล้วนๆเลยครับ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนผมถึงทำอะไรติดกันได้ไม่นาน ทำไมผมถึงออกกำลังกายแล้วก็เลิก ทำไมผมเคยเปิดเพจเปิดช่องอะไรก็อยู่กับมันได้ไม่นาน เพราะผมมัวแต่ไปพึ่งพาแรงบันดาลใจครับ
.
.
ผมต้องไปนั่งอ่านคำคม ต้องหา inspiration ต้องขอกำลังใจจากคนอื่น ต้องรออารมณ์ดี ถึงจะลงมือทำ ถ้าครั้งไหนไม่มีอารมณ์ทำก็จะไม่ทำ ไม่ลุกไปออกกำลังกาย ไม่ลุกไปทำคลิปต่อ ผมมัวแต่พึ่งพาสิ่งภายนอก
.
.
และเมื่อผมเอาการกระทำของผมไปขึ้นอยู่กับแรงบันดาลใจ สิ่งที่ตามมาก็คือ พอไม่มีอารมณ์ ผมก็ไม่ทำ
.
.
แต่ตอนที่ผมทำคลิปได้มาเสมอ เขียนบทความได้เสมอ ก็ตอนที่ผมเริ่มเอาการลงมือทำไปขึ้นอยู่กับวินัย ผมบอกตัวเองว่าผมจะทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะนอนน้อย อารมณ์ไม่ดี ไม่มีแรงบันดาลใจ หรืออะไรก็ตาม ผมจะเขียนบทความให้ได้ ผมจะออกกำลังกายให้ได้ ผมจะทำคลิปให้ได้
.
.
ผมสร้างวินัยขึ้นมาให้กับตัวเอง มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เหนื่อย และโคตรน่าเบื่อ บางบทความ บางคลิป ก็เป็นคลิปสั้นๆ เป็นคลิปที่ออกมาไม่ดีนัก แต่สำหรับผม การที่มีคลิปที่ดีแค่ 50% ออกมา ยังดีกว่าไม่มีคลิปออกมาเลย
.
.
เพราะสิ่งที่ผมกำลังทำไม่ใช่แค่การทำคลิป แต่เป็นการสร้างวินัยให้ตัวเอง
.
.
ถ้ามีคนรอดูเราทุกอาทิยต์แล้วเราเว้นไป เขาอาจจะไม่กลับมาอีกเลยก็ได้ หรือถ้าผมปล่อยปะละเลยตัวเองแล้วเว้นไปสักสองสามวัน ผมอาจจะกลับมาทำไม่ได้อีกเลยก็ได้ เหมือนกับหลายๆอย่างที่ผมล้มเลิกไป
.
.
เพราะฉะนั้น เพราะวินัยล้วนๆเลยครับ ที่ทำให้ผมเติบโตมาได้ ต่อให้ทั้งช่องและเพจจะยังไม่โตมาก แต่มันก็เป็นความภาคภูมิใจ ที่ผมยังสามารถลงมือทำได้ทุกวัน โดยไม่เคยเว้นเลย
.
.
ข้อที่ 2. การสนับสนุนจากภายนอกนั้นมาแล้วก็ไป แต่การสนับสนุนจากภายในจะอยู่กับเราไปตลอด
.
.
ตอนที่ผมเริ่มเขียนบทความอันแรกๆ ทำพอดแคสต์ตอนแรกๆ ตอนนั้นจะเป็นช่วงที่ผมมีกำลังใจเยอะที่สุด เพราะผมจะได้แรงสนับสนุน ได้กำลังใจ ได้คำชมจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
.
.
แรงสนับสนุนเหล่านี้ช่วยผลักดันให้ผมมีกำลังใจในการลงมือทำได้ไม่น้อย และยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำชม แรงสนับสนุน ยอดไลค์ ยอดแชร์จากคนใกล้ตัวก็จะค่อยๆลดน้อยลง จนสุดท้ายก็ไม่เหลืออีก
.
.
จะเหลือแต่ยอดไลค์ของคนแปลกหน้าที่มาอ่าน มาดูบทความของผม แต่นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีว่าข้อความของผมได้ถูกส่งออกไปสู่โลกภายนอกอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
.
.
มันไม่ใช่ความผิดของคนรอบตัวผมที่แสดงตัวมาสนับสนุนแค่ตอนแรกและหายไป หรืออาจจะเป็นคนแปลกหน้าที่มาให้กำลังใจแล้วหายหน้าหายตาไปไม่กลับมาอ่านบทความผมอีก
.
.
เพราะมันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขาด้วยซ้ำที่ต้องมาอ่านบทความของผม ทุกคนมีชีวิต มีหน้าที่ของตัวเองต้องทำ เขาอาจจะยังสนับสนุนผมอยู่ห่างๆแต่ไม่แสดงออก หรือหายตัวไปแล้วจริงๆก็ได้ นั่นก็เป็นเรื่องของเขา
.
.
แต่มันจะเป็นความผิดของผมเต็มๆ ถ้าผมปล่อยให้แรงสนับสนุนที่ลดลงเหล่านั้นทำให้ผมหยุดเขียนบทความและล้มเลิกสิ่งที่กำลังทำ มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะได้แรงสนับสนุนจากคนรอบข้างเวลาที่เริ่มทำสิ่งใหม่
.
.
เช่นการที่คนรู้จักคุณมาอุดหนุดซื้อขนม ซื้อสินค้าของคุณตอนคุณเริ่มทำธุรกิจใหม่ ส่วนมากมันคือการแสดงความยินดีเท่านั้น จะมีกี่คนที่สนับสนุนเราจริงๆ และจะมีกี่คนที่คิดในใจว่าเราคงไปได้ไม่ไกล
.
.
มันจะเป็นความผิดของผมถ้าผมมองยอดไลค์ มองยอดแชร์ มองตัวเลขที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกว่ามันคือตัวเลขจริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา
.
.
การสนับสนุนจากายนอกนั้นดีก็จริง เพราะมันช่วยยืนยันว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว แต่การสนับสนุนจากภายใน หรือว่ากำลังใจจากตัวเราเองนั้นสำคัญกว่าหลายร้อยเท่า เพราะสิ่งที่เราเจอตอนเพิ่งเริ่ม มันเป็นแค่ภาพลวงตาจากการแสดงความยินดีเท่านั้น
.
.
แต่สิ่งที่เรากำลังจะเจอหลังจากภาพลวงตาเหล่านั้นหายไปต่างหาก คือของจริง และคนที่มีกำลังใจจากภายในที่แข็งแกร่ง คนที่ให้กำลังใจตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น คือคนที่จะอยู่รอด
.
.
ข้อที่ 3. นอกจากขาขึ้น ขาลงแล้ว ชีวิตยังมีการโตแบบ sideway ด้วย
.
.
คำว่าชีวิตมีทั้งขาขึ้นและขาลง เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยจนชิน แต่จริงๆแล้วการเติบโตมันก็ไม่ได้เป็นเกลียวคลื่นขึ้นลงจนน่าปวดหัวขนาดนั้นไปซะทีเดียว
.
.
เอาจริงๆแล้ว เวลาส่วนมากของการเติบโต จะเน้นไปทางการเติบโตแบบ sideway ด้วยซ้ำ ก่อนที่จะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หรือร่วงลงอย่างรุนแรงเเหมือนกับกราฟหุ้นเลย
.
.
และช่วงเวลาที่เคลื่อนที่แบบ sideway เนี่ยแหละ คือช่วงที่ลำบากที่สุด ไม่ใช่เพราะแค่มันยากอย่างเดียว แต่ว่ามัน “โคตรท้อ” และ “โคตรน่าเบื่อ” เพราะมันคือช่วงเวลาเแห่งการลงมือทำแบบไม่มีผลลัพธ์อะไรให้เห็นเลย
.
.
ตอนที่ผมเขียนบทความลงเฟสทุกวัน เพจของผมแทบจะไม่มีใครเห็นเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าโตแบบ sideway มาหลายเดือน จนมีคอนเทนต์นึงที่อยู่ๆก็ไวรัลและมีคนแชร์ไปเป็นพัน ทำให้เพจผมเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเปลี่ยนเทรนด์ของเพจผมมาเป็นขาขึ้นทีละช้าๆ หลังจากเริ่มได้ฐานลูกค้ามา
.
.
และไม่นานหลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วง sideway ใหม่เป็นเวลาหลายเดือน ที่ลงคอนเทนต์ไปแล้วไม่มีใครสนใจเลย จนกระทั่งมีคอนเทนต์นึงที่ไวรัลและมีคนแชร์ไปเป็นหมื่น ถึงจะทำให้เพจผมเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อีกครั้งนึง และในปัจจุบัน เพจของผมก็กำลังกลับมาโตแบบ sideway อีกครั้ง
.
.
ช่วงเวลานี้เนี่ยแหละครับ คือช่วงเวลาที่โคตรน่าเบื่อที่สุด โคตรน่ารำคาญที่สุด แต่ถามว่าถ้าช่วงที่ผ่านมาผมล้มเลิกไปก่อนเวลาที่เห็นเพจไม่โต ผมก็คงเดินทางมาไม่ถึงจุดที่คอนเทนต์ไวรัลและคนแห่กันเข้ามา
.
.
เพราะฉะนั้น คนที่อึด และก้าวข้ามความน่าเบื่อไปได้นั่นแหละ คือคนที่จะได้รางวัล เพราะการเอาชนะช่วง sideway ของชีวิต คือการลงมือทำได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหลุดจากมันมาได้
.
.
ข้อที่ 4. อ่านให้เยอะ
.
.
นิสัยที่ทำให้ผมมีคอนเทนต์ลงบทความทุกวัน และทำพอดแคสต์มาได้เรื่อยๆ ก็คือนิสัยรักการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือบทความหน้าเว็บต่างๆ การอ่านหนังสือเยอะๆ มันทำให้ผมตกตะกอนความคิด และได้ไอเดียในการทำคอนเทนต์อยู่เสมอ
.
.
แต่ถ้าไม่นับเรื่องการทำคอนเทนต์ การอ่านก็เป็นนิสัยที่ช่วยได้หลายอย่างเช่นกัน หนังสือหนึ่งเล่ม บทความหนึ่งบทความ มันก็มาจากการเขียนของคนหนึ่งคนเนี่ยแหละ มันไม่ได้อยู่ๆก็ถูกเสกขึ้นมาจากที่ไหน
.
.
เพราะฉะนั้น การที่เราอ่านหนังสือ มันก็เหมือนกับการที่เราได้นั่งคุยกับคนๆนึง ได้รับความรู้ ได้แนวคิด ได้แนวปฏิบัติมาปรับใช้กับชีวิต บางเรื่องใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไป บางเรื่องใช้ได้ก็เอามาใช้
.
.
แถมหนังสือบางเล่มก็ถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของคนๆนึง ที่ย่อยมาให้เราอ่านจบได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม
.
.
และที่สำคัญที่สุดคือ หนังสือหนึ่งเล่มสามรถเปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย และการอ่านไปเรื่อยๆเนี่ยแหละ จะทำให้เราเจอหนังสือเล่มนั้น
.
.
สำหรับผมแล้ว หนังสือเล่มที่ทำให้ผมมาสนใจด้านการเงินและเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิตของผมไปโดยสิ้นเชิง ก็คือหนังสือ "พ่อรวยสอนลูก" ของลุงโรเบิร์ต คิโยซากิ ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดตัวเองและมองภาพตัวเองในอนาคตเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต
.
.
และอีกเล่มที่เป็นจุดเริ่มต้นของเพจฟิวชั่น และสร้างนิสัยให้ผมมีวินัยทำเพจและทำสิ่งต่างๆมาได้ถึงทุกวันนี้ คือหนังสือ "Atomic Habits" ของ เจมส์ เคลียร์ ถือว่าเป็นแก่นหลักใจกลางของเพจฟิวชั่นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ
.
.
ข้อที่ 5. รู้จักให้เสียก่อน ก่อนที่จะเอ่ยปากขออะไรจากคนอื่น
.
.
นี่เป็นแนวคิดที่ผมได้เห็นซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจากหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือหนังสือ Think and Grow Rich ของ นโปเลียน ฮิลล์
.
.
คนที่ทำธุรกิจสำเร็จคือคนที่มอบคุณค่าออกไปก่อน ยอมลงเงินลงแรงไปก่อน เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้คน แล้วเขาถึงได้คุณค่ากลับมาอย่างทวีคูณจากลูกค้าที่พอใจในธุรกิจนั้น
.
.
พนักงานที่ได้ขึ้นเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง คือพนักงานที่ยอมทำงานหนักกว่าเงินที่ได้รับก่อน มอบคุณค่าออกไปก่อน แล้วได้คุณค่ากลับมาในภายหลังจากการพิสูจต์ตัวเอง
.
.
ส่วนพนักงานที่ไม่ได้เติบโตไปไหนสักที คือพนักงานที่บอกว่าถ้าอยากให้ทำงานหนักขึ้น ก็ต้องขึ้นเงินเดือนก่อน การไม่เคยคิดจะมอบคุณค่าอะไรออกไปก่อน คิดจะเอาแต่ได้ก้อนอย่างเดียว ทำให้พวกเขาไม่โตไปไหน เพราะบริษัทเห็นว่าเงินที่เขาได้ตอนนี้ก็คู่ควรกับปริมาณงานที่ทำในปัจจุบันแล้ว
.
.
ผมลองนำแนวคิดนี้มาทบทวนดู เลยทำให้ผมได้เข้าใจว่าทำไมช่วงแรกที่เปิดตัวสมุดโน้ตสร้างวินัย สมุดเหล่านั้นถึงขายดี เนื่องจากผมเขียนบันทึกบูโจเป็นประจำอยู่แล้ว และเข้าใจว่ามันยาก ผมเลยออกแบบสมุดที่ทำให้เขียนง่ายขึ้นออกมาและคิดว่าจะขายในเพจดู
.
.
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือล็อตแรกที่เปิดจองนั้นหมดอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ผมไม่เคยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการบันทึกบูโจมาก่อนถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับวินัยเหมือนกัน
.
.
แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ สมุดที่คนซื้อไป เป็นเพราะเขาอยากสนับสนุนผม ที่ผมเขียนบทความให้อ่านฟรีๆทุกวันมาเป็นเวลาหลายเดือน มันคือการที่ผมมอบคุณค่าออกไปก่อนโดยการเขียนบทความฟรีๆทุกวันเป็นเดือน แล้วถึงได้คุณค่ากลับมาจากการที่คนจองสมุดล็อตแรกจนหมดเกลี้ยง
.
.
ข้อที่ 6. เหนื่อยวันนี้ สบายวันหน้า
.
.
ในช่วงที่ผมเริ่มทำเพจและทำช่องแรกๆ ผมเขียนบทความลงวันต่อวัน และลงพอดแคสต์สัปดาห์ต่อสัปดาห์ และสิ่งที่ตามมาทันทีเลยก็คือความกดดันมากๆ และทำให้คอนเทนต์แต่ละอันของผมนั้นถูกเขียนแบบรีบๆ สะกดผิดเยอะ เรียบเรียงไม่ค่อยดีนัก
.
.
เนื่องจากช่วงแรกๆผมลงบทความทุก 6 โมงเย็น และลงพอดแคสต์ทุก 8 โมงเช้า ผมไม่รู้มาก่อนว่ามันตั้งเวลาลงได้ เพราะฉะนั้นผมก็จะรีบๆเขียนและก็รีบลง มันทำให้ผมรู้สึกกดดันถ้าใกล้ถึงเวลาลงแล้วคอนเทนต์ยังทำไม่เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือพอดแคสต์
.
.
จนผมได้รู้ว่ามันสามารถตั้งเวลาลงได้ทั้งในเพจและยูทูป ทำให้ผมปลุกพลังตัวเอง และใช้เวลาวันนึงอย่างตั้งใจ ในการเขียนบทความวันเดียว 5 บทความเลย และตั้งลงไว้ล่วงหน้า เมื่อทำแบบนั้น ผมก็จะมีบทความลงล่วงหน้า 5 วันแล้ว
.
.
หลังจากวันนั้นผมก็ยังคงเขียนบทความทุกวันเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าผมจะไม่ต้องกดดัน และรีบร้อนเขียนอีกต่อไป เพราะบทความที่ผมเขียนในแต่ละวันนั้นจะยังไม่ถูกลงทันทีในวันนั้น มันทำให้ผมมีเวลาเรียบเรียงความคิดได้ดีขึ้น
.
.
เช่นเดียวกันกับพอดแคสต์ มีอยู่ช่วงนึงที่ผมนั่งปั่นคอนเทนต์รัวๆและทำพอดแคสต์ล่วงหน้าไปเป็นสิบตอน หรือว่าสำหรับเดือนกว่าๆ โดยทำพอดแคสต์ทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์
.
.
การเหนื่อยแทบไม่ได้นอนในครั้งนั้นทำให้ผมไม่กดดันในการต้องเร่งทำพอดแคสต์อีกต่อไป เพราะคอนเท้นในนี้จะใช้เวลาเยอะกว่าบทความมาก และต้องการการกลั่นกรองที่สูง
.
.
การยอมเหนื่อยทำคอนเทนต์รัวๆเพียงช่วงหนึ่ง ทำให้ผมไม่ต้องกดดันหาคอนเทนต์มาลงแบบรีบๆ และมีเวลานั่งเขียน นั่งอ่านชิวๆ และทำให้คอนเทนต์ดีขึ้นได้โดยที่ไม่เหนื่อยเกินไปอีกด้วย
.
.
ข้อที่ 7. ถ้าอยากเติบโต ต้องยอมรู้สึกว่าตัวเองโคตรโง่
.
.
ผมไม่ได้รู้อะไรไปซะทุกอย่าง และมีหลายอย่างที่ผมไม่รู้ ผมได้ยินข้ออ้างจากเพื่อนรอบตัวผมบ่อยเวลาที่พวกเขาพยายามหาอะไรทำเป็นงานอดิเรก แต่จะมีข้ออ้างเสมอว่าไม่มีทักษะนั้นหรือว่าไม่เก่งเท่าคนอื่น
.
.
เฟสบุ๊คกับยูทูปตั้งเวลาลงล่วงหน้ามาได้หลายปีแล้ว แต่ผมเพิ่งมารู้ตอนที่ทำเพจไปได้สองเดือนว่ามันทำได้ การตัดต่อวิดีโอ ทำรูปหน้าปก รูปคอนเทนต์ ทั้งหมดเกิดจากการมั่วแบบโง่ๆเลยทั้งนั้น และใช้เวลาหลายเดือนก่อนที่จะเริ่มคล่องและหาแนวทางของตัวเองได้
.
.
ถ้าย้อนไปดูบทความของบทตั้งแต่แรกๆ จะเห็นได้ว่าสไตล์ของผมมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง บางช่วงก็แทบจะเลียนแบบเพจอื่นมาเต็มๆเลย และค่อยๆคลำจนเจอแนวทางของตัวเองถึงจะยึดติดอยู่กับมันได้
.
.
ผมไม่เคยทำพอดแคสต์มาก่อน และตอนทำแบบมั่วๆก็รู้สึกโคตรโง่เลยที่ทำอะไรผิดๆถูกๆ พูดจาติดๆขัดๆ ตอนทำเพจก็เเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งตอนที่ผมลองทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆของตัวเอง
.
.
ทุกอย่างก็เกิดจากการทำอะไรมั่วๆและเจ๊งไม่เป็นท่าทั้งนั้น แต่ทุกครั้งที่เจ๊ง มันทำให้ผมได้บทเรียนดีๆมา เงินเก็บผมหมดตัวจากการลองทำหลายอย่างแบบมั่วๆแล้วล้มเหลว ไปลงคอร์สเรียนไร้ประโยชน์ที่แสนแพงที่มารู้ทีหลังว่าสิ่งที่เขาสอนสามารถหาได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต
.
.
ทั้งหมดนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกโง่มากๆ แต่การยอมรู้สึกแบบนั้น ทำให้ผมได้ประสบการณ์และความรู้ที่สามารถทำให้ผมได้เงินเก็บที่หายไปทั้งหมดกลับมาได้ในเวลา 6 เดือน
.
.
ผมเองก็ยังไปไม่ถึงไหน ยังเรียนรู้ได้อีกเยอะ เพจของผมก็ยังเป็นเพจเล็กๆ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้แล้วว่าคนที่เขาอยู่จุดสูงสุดในสักเรื่อง เขาเคยรู้สึกว่าตัวเองโคตรโง่มาก่อน และคนที่ไม่เคยยอมให้ตัวเองรู้สึกโง่ คือคนที่จะไม่โตไปไหน
.
.
ข้อที่ 8. จริงๆเรามีเวลา แต่เราทำเป็นว่าเราไม่มี
1
.
.
ก่อนที่ผมจะเริ่มทำอะไรทุกอย่างที่ทำในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบทความ พอดแคสต์ ขายสมุด และก็วาดรูปขาย ผมเรียนอย่างเดียว และก็เคยคิดว่าผมไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้นแล้ว แค่เรียนอย่างเดียวก็ไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นเลย และผมก็ได้ยินเพื่อนหลายคนพูดเหมือนกัน มันยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าความคิดนั้นเป็นความจริง
.
.
จนผมเริ่มทำธุรกิจแรกอย่างมั่วๆก็คือร้านเสื้อแบบ Print on Demand
.
.
เวลาที่ผมต้องแบ่งไปให้มันไม่ใช่แค่การทำเว็บไซต์หรือการขาย แต่มันรวมถึงเวลาที่ต้องแบ่งไปอ่านหนังสือ ไปดูคลิป ไปศึกษาหาความรู้ ไปออกแบบลายเสื้อ ไปนั่งหา ref ลายต่างๆ
.
.
ผมสามารถยัดทั้งหมดที่ว่ามานั้นลงไปในหนึ่งวันที่ผมเคยพูดว่าแค่เรียนหนังสืออย่างเดียวก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้วได้
.
.
ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้ขายเสื้อนั้นแล้ว แต่ผมก็ยังทำประมาณ 4 อย่างไปพร้อมๆกันกับการเรียน โดยที่ทุกอย่างนั้นก็ต้องใช้ทั้งเวลาในการดูแล ลงมือทำ และหาความรู้เพิ่มเติมควบคู่ไปได้เหมือนกัน ซึ่งมันก็วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของผมมาเกือบปีแล้ว โดยที่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนอกจากการอดนอนบ้างนิดหน่อย
.
.
เมื่อมาลองมองย้อนดูแล้ว ผมไม่ได้ไม่มีเวลา แต่ผมทำให้ตัวเองไม่มีเวลาต่างหาก ระหว่างวันผมจะชอบพักเล่นมือถือครั้งละ 5-10 นาที แต่นับรวมกันทั้งวันผมก็ทำแบบนั้นหลายสิบครั้ง รวมแล้วก็เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เสียไป
.
.
การนั่งดูยูทูป นั่งดูหนังยาวๆ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการพักผ่อนที่ไม่ได้ผิดอะไร ทุกคนควรค่าแก่การได้พัก แต่ผมเล่นพักผ่อนไปซะ 4-6 ชั่วโมง รวมกับเล่นมือถือแล้วก็ไม่เหลือเวลาให้ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากเรียนอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลก
.
.
เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ไม่มีเวลา แต่เราทำให้เราไม่มีเวลาเองต่างหาก ถ้าลองสังเกตในแต่ละวันดีๆ เราอาจจะมีการเคลื่อนไหวที่เปล่าประโยชน์เยอะมากๆก็ได้ และถ้าตัดการเคลื่อนไหวเหล่านั้นออกไป เราอาจจะได้เวลาคืนมาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน ที่สามารถนำไปทำงานอดิเรกอย่างอื่นได้เยอะแยะ
.
.
ข้อที่ 9. พูดให้ช้าลง เดินให้เร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ
.
.
หนึ่งสิ่งที่การทำพอดแคสต์ได้เปลี่ยนผมก็คือ มันได้สอนให้ผมพูดช้าลง ใจเย็นลง ผมมักโดนทักเสมอว่าผมเป็นคนพูดเร็ว ฟังยาก แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าตัวเองฟังยากขนาดไหนจนได้มาทำพอดแคสต์และนั่งฟังเสียงของตัวเอง
.
.
ตลอด 100 ตอนที่ผ่านมาช่วยพัฒนาทักษะการพูดให้ผมเยอะขึ้นมาก ทั้งพูดช้าลง การออกเสียง การงับคำให้ชัดขึ้น การพูดให้เป็นธรรมชาติ ใช้โทนเสียงสูงต่ำ และที่สำคัญก็คือ มันช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพูดของผมได้มากเลย
.
.
ทั้งที่การทำพอดแคสต์นั้นเป็นการนั่งพูดอยู่หลังจอหลังไมค์คนเดียว สคริปต์ก็มี คนดูสดก็ไม่มี แต่มันก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผมในการไปพูดต่อหน้าผู้คนที่นั่งฟังสดจริงๆได้ดีขึ้นเยอะ และทุกอย่างราบรื่นเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะจากการพูดคนเดียวเนี่ยแหละ
.
.
ผมเชื่อแล้วที่เขาบอกว่าการพูดคนเดียวหน้ากระจกจะช่วยให้มั่นใจขึ้น เพราะต่อให้ไม่มีคนฟัง แต่อย่างน้อยเราก็ได้ฝึกพูด
.
.
อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจที่ผมได้เรียนรู้มาก็คือการเดินให้เร็วขึ้น นี่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการทำพอดแคสต์โดยตรง แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากการนั่งอ่านหาข้อมูลมาทำพอดแคสต์
.
.
ถ้าใครมีปัญหาเรื่องความมั่นใจในตัวเอง ลองพูดให้ช้าลงนิดหน่อย งับคำให้ชัดขึ้น และเดินให้เร็วขึ้นสัก 20% และทำต่อเนื่องกันให้เป็นนิสัย อาจจะช่วยให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้บ้างครับ
.
.
ข้อที่ 10. ไม่เคยมีใครบอกว่ามันจะง่าย
1
.
.
ตอนนี้ผมพูดไม่ได้หรอกว่าผมประสบความสำเร็จไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม เอาจริงๆก็คือผมยังไปไม่ถึงไหนเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งนึงที่รู้แล้วแน่ๆคือผมได้รู้แล้วว่าการลงมือทำอะไรสักอย่าง มันยาก และไม่เคยมีใครบอกว่ามันจะง่าย
.
.
ถ้าไปถามคนที่สำเร็จทุกคน ทุกคนก็จะบอกเหมือนกันหมดว่ามันไม่ง่าย แต่อีกอย่างนึงท่ทุกคนจะพูดเหมือนกันก็คือ ไม่ใช่มันเป็นไปไม่ได้
2
.
.
ไม่เคยมีใครบอกว่ามันจะง่าย แต่ก็ไม่มีใครบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้เหมือนกัน ในตอนที่ผมได้ลองลงมือทำมันแล้ว ได้ลองอยู่กับมัน เบื่อกับมัน ทรมาณกับมัน ทำให้ผมรู้แล้วว่ามันไม่ง่าย
1
.
.
และมันสร้างเกราะป้องกันให้กับผมว่าต่อไปนี้ถ้าผมลงมือทำอะไร ผมจะไม่ประมาท และประเมินตัวเองสูงไป และถ้าเจอใครมาโฆษณาอะไรก็ตามแล้วทำท่าเหมือนความสำเร็จมันได้มาง่ายๆ ผมจะไม่มีวันถูกหลอกอีก
1
.
.
การเริ่มต้นมันง่าย แต่การอยู่กับมันไปจนถึงปลายทางต่างหาก คือสิ่งที่ทั้งเหนื่อย น่าเบื่อ และทรมาณ และผมเชื่อว่ามันจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในที่สุด
1
.
.
การโพสต์คลิปแรกนั้นง่าย
แต่การโพสต์คลิปทุกวันให้ได้ 1 ปีนั้นยากมาก
.
.
การทำคอนเทนต์แรกนั้นง่าย
แต่การทำคอนเทนต์ให้ได้ทุกวันเป็นปีนั้นยากมาก
.
.
การเดินก้าวแรกนั้นง่าย
แต่การเดินทุกวันจนลดน้ำหนักได้ 10 กิโลนั้นยากมาก
.
.
เพราะฉะนั้น ข้อสรุปส่งท้ายที่ผมจะบอก จากทั้งหมดที่ผมได้เรียนรู้จากการทำเพจและทำพอดแคสต์มาครบ 100 ตอน และอีกหลายอย่างที่ผมได้ลองทำระหว่างหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ รวบรวมอยู่ในคำเดียวคือคำว่า “วินัย”
.
.
สิ่งที่ทำให้ผมลงมือทำ สิ่งที่ทำให้ผมทนอยู่กับมันมาได้นาน คือวินัยล้วนๆ แรงบันดาลใจก็มีส่วน แพสชั่นก็มีส่วน ถ้าทำอะไรแบบไม่มีแพสชั่นก็จะรู้สึกเหนื่อย
.
.
แต่แพสชั่นมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด มันมาๆไปๆ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วันที่เราไม่มีแพสชั่น เรายังลงมือทำมันอยู่หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ สิ่งนั้นแหละ คือวินัย
1
.
.
และคำนี้คำเดียว คือคำที่ทำให้เกิดเพจฟิวชั่นขึ้นมา และเป็นคำที่แบกเพจนี้ทั้งเพจมาจนครบ 100 ตอนได้ และมันจะยังคงแบกต่อไปเรื่อยๆ ในทุกๆพอดแคสต์ ทุกๆบทความต่อจากนี้
.
.
บทความนี้เป็นบทความที่ยาวที่สุดที่เคยเขียนมา และใช้เวลานานที่สุด ใครที่อ่านมาจนจบก็ขอขอบคุณ และคงต้องขอแสดงความยินดีด้วย เพราะบทความนี้ถ้าถูกนำไปวางไว้ในหนังสือขนาด A5 ตามตลาดทั่วไป จะมีความยาวถึง 15 หน้าเลยทีเดียวครับ
.
.
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ
.
.
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับผม สวัสดีครับ
1K รับชม
    Yu Utan
    ขอบคุณบทความของน้อง บทนี้ นะคะ รู้สึกว่า โดนตัวเองเต็มๆเลย พี่อ่านจบแล้ว รู้สึกเลยว่า บางอย่างต่อให้เรารู้ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีวินัยแล้วล่... ดูเพิ่มเติม
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อหนุ่มพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งแอบถ่ายภาพของเพื่อนร่วมงานสาวของเขาขณะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศและมาโพสต์ถามชาวเน็ตว่า
      iiG ปรับกลยุทธ์การเติบโต เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ ลดเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เผยข่าวดีขยายธุรกิจสู่ CLMV มั่นใจรายได้ปี 66 พุ่ง 1,400 ล้าน iiG ตั้งเป้ารายได้ปี 66 New High โต 60% แตะ 1,400 ล้านบาท พร้อมปรับกลยุทธ์เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ และลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
      ทำไม คนอินเดีย ถึงเก่ง คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ หากพูดถึงความเก่งของคนอินเดีย ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หลายคนน่าจะนึกถึง ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์
      PANTONE ประกาศสีประจำปี 2023 แล้ว สีของปีหน้าคือ “Viva Magenta” PANTONE อธิบายคุณลักษณะของสี Viva Magenta ว่าเป็นเฉดสีที่แสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา เพราะมาจากรากของแม่สี คือสีแดง ซึ่งเป็นโทนสีที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และไม่เกรงกลัว โทนสีของ Viva Magenta นี้ยังสื่อถึงบรรยากาศที่เร้าใจ มีชีวิตชีวา เหมาะกับการนำไปใช้งานเพื่อการเฉลิมฉลองที่สนุกสนาน
      ดูทั้งหมด