18 ก.ค. 2022 เวลา 13:00 • ประวัติศาสตร์
“ใหม่ ≠ ดี” Sustainable Fashion ค่านิยมที่เปลี่ยนไปของสายแฟชั่น
“ของมือสองสกปรกจะตาย”
“เสื้อผ้ามือสองนี่ของคนตายรึเปล่า?”
ก่อนที่เทรนด์แฟชั่นจากยุค 00s จะเป็นที่นิยม คำถามเหล่านี้ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิต ที่หลาย ๆ คนมักเคยถูกถามเมื่อเราใส่ของมือสอง เราเองก็เป็นหนึ่งคนที่เคยถูกคนรอบตัว ถามคำถามเหล่านี้เหมือนกับทุกคนเช่นกันค่ะ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ในยุคนี้ที่ทุกคนเริ่มมองว่า
Sustainable Fashion = Fashion
ก่อนที่ยุคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะเป็นที่นิยม เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ถูกส่งต่อกันภายในตระกูลแบบรุ่นสู่รุ่น ในยุคนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกัน ตั้งแต่ชนชั้นสูงไปถึงคนธรรมดา ในศตวรรษที่ 14 เสื้อผ้าใหม่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะซื้อกันได้ เนื่องจากเสื้อผ้าใหม่มีไว้สำหรับคนชั้นสูงเท่านั้น อีกทั้งการตัดเย็บยังต้องใช้เวลาและความชำนาญ ทำให้จับต้องยากและราคาสูงเป็นอย่างมาก
แล้วถ้าชุดใหม่เป็นสิ่งที่ถูกสงวนไว้สำหรับคนชั้นสูง แล้วคนธรรมดาสามัญชนแบบเราๆ จะเอาเสื้อผ้ามาจากไหน?
อย่างที่รู้กันว่าคนธรรมดาไม่สามารถที่จะสั่งตัดเสื้อผ้าเป็นของตัวเองได้ เสื้อผ้าที่คนธรรมดาสวมใส่ เลยมักจะเป็นเสื้อผ้าจากนายจ้าง ที่จะมอบให้กับลูกจ้างแทนค่าแรงของพวกเขา จะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าในยุคนั้นมีค่าถึงขนาดที่ใช้จ่ายแทนค่าแรงได้ จึงไม่แปลกที่จะถูกส่งต่อกันแบบรุ่นสู่รุ่น
และไม่ใช่แค่การตัดชุดใหม่ที่ยาก แต่การซื้อ-ขายเสื้อผ้ามือสองในยุคนั้นก็ยากไม่แพ้กัน สมัยศตวรรษที่ 14ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี มีการออกกฎหมายว่า คนที่ต้องการจะขายเสื้อผ้ามือสอง จำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างน้อย 5 ปี เพื่อที่จะเปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองของตัวเองได้
ใช่ค่ะ การขายเสื้อผ้ามือสองในยุคนั้น ไม่สามารถวางขายแบบแบกับดิน ตั้งโต๊ะ ตั้งราว ตามตลาดได้เหมือนตอนนี้ พ่อค้า แม่ค้าที่อยากจะขายจำเป็นต้องรู้วิธีการตัดเย็บ ไม่ต่างจากเจ้าของร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามือหนึ่ง
จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปเริ่มเป็นที่นิยม จากกระบวนการผลิตที่รวดเร็ว และ ราคาที่จับต้องได้ ทำให้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 ผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้เสื้อผ้าเก่าตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นปู่ กันอีก เสื้อผ้ามือสองจึงเริ่มเสื่อมความนิยมไป
จนเริ่มเข้าสู่ยุคของสงคราม การล่าอาณานิคมเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ เสื้อผ้าเลยเป็นสิ่งที่กลับมาหายาก และขาดแคลน การขายเสื้อผ้ามือสองเลยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง บวกกับในตอนนั้นประเทศที่ไม่มีสงคราม ก็มักจะบริจาคเสื้อผ้าที่ตนเองไม่ใช้แล้ว ให้กับประเทศที่ขาดแคลน ภาพจำของเสื้อผ้ามือสองที่เคยมีคุณค่าและราคา จึงกลายเป็นสิ่งที่ดูถูกและไร้ราคา
แล้วเสื้อผ้ามือสองในปัจจุบันกลับมาฮิตได้ยังไงกัน? ในเมื่อมันถูกสังคมด้อยค่าไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง ต้องบอกเลยว่า ที่เสื้อผ้ามือสองกลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้งได้ ก็เพราะอิทธิพลจากวงการดนตรี
วงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟหลาย ๆ วง อย่าง Rolling stone, Gun ‘N Roses, Nirvana และวงยอดฮิตอื่น ๆ ในสมัยนั้น มักจะผลิตเสื้อของตนเองออกมา เพื่อขายให้กับแฟนเพลง ซึ่งเสื้อเหล่านั้นไม่ได้มีการผลิตออกมามากนัก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปแฟนเพลงที่ชื่นชอบวงดนตรีในยุคก่อน ก็เริ่มตามหาเสื้อวงดนตรีที่ตนเองชอบ แล้วด้วยความที่มันไม่สามารถผลิตซ้ำได้แล้ว เสื้อวงจึงหายากและมีราคา เหมือนกับของ Limited
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เสื้อผ้ามือสองกลับมาฮิตก็คือ “ความเบื่อหน่ายใน Fast fashion” หรือเทรนด์แฟชั่นมาไว ไปไว ซื้อง่าย ราคาถูก ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเริ่มตระหนักถึง
เสื้อผ้าจากทั่วโลกสามารถสร้างขยะประมาณปีละ 59,000 ตัน และไม่ว่าจะเป็นการย่อยสลายแบบฝังดิน เผา หรือวิธีอื่น ๆ ก็สร้างมลพิษทั้งนั้น ยังไม่นับรวมกระบวนการผลิตที่ปล่อยน้ำเสีย และ สร้างก๊าซเรือนกระจกอีก เรียกว่าเป็นการทำร้ายโลกตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
ยังไม่รวมถึงปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า ที่คนงานในอุตสาหกรรมมักจะได้ค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีการใช้ความรุนแรง และใช้แรงงานเด็ก
จากการสำรวจโดยไม่เปิดเผยตัวตนพบว่า แรงงานกว่า 94% จากอุตสาหกรรม fast fashion ในประเทศกัมพูชา ทำงานเกินกว่าชั่วโมงการทำงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ค่าชดเชยหรือค่าล่วงเวลา ในประเทศบังคลาเทศ หากคนงานทำงานได้ไม่ถึงเป้าหมาย จะถูกลงโทษด้วยการทุบตี
ไม่เพียงแค่นั้น ในอุตสาหกรรมผลิตการเสื้อผ้า แรงงานหญิงกว่า 40 - 50% เคยถูกล่วงละเมิดด้วยคำพูด และ14% เคยถูกลวนลามและข่มขืน อีกทั้งยังพบอีกว่ามีแรงงานเด็กอายุระหว่าง 5-17 ปี กว่า 16.7 ล้านคน เป็นแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้า
จากปัจจัยเหล่านี้เทรนด์ Sustainable Fashion เลยเป็นเทรนด์ที่ผู้คนให้การสนับสนุน และเริ่มสนใจกันมากขึ้น
Sustainable Fashion หรือเทรนด์แฟชั่นแบบยั่งยืน จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ และการใช้งานในระยะยาว โดยจะไม่สนับสนุนเสื้อผ้าแฟชั่นแบบมาไวไปไว ที่นอกจากจะเน้นเรื่องการใช้ซ้ำแล้ว ยังให้ความสำคัญในเรื่องการลดการผลิต และสนับสนุนเทรนด์แฟชั่นมือสองไปในตัว
แนวคิดเรื่อง Sustainable Fashion ไม่ได้มีแค่ในกลุ่มของผู้บริโภค แบรนด์ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ แบรนด์ก็มีการสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน เช่นแบรนด์ Nike ที่ทางแบรนด์ได้มีการออกแคมเปญ Nike Refurbished เพื่อรับซื้อรองเท้ามือสองของแบรนด์ เพื่อเอากลับไปทำใหม่และขายในราคาที่ถูกลง
ในฐานะผู้บริโภคเราอาจจะมองว่า การที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ แบรนด์ออกมาสนับสนุน Sustainable Fashion เป็นหนึ่งในการทำการตลาด แต่ส่วนตัวเรามองว่า มันเป็นการทำการตลาดที่ส่งผลดีกับโลก และผู้บริโภค ในทางอ้อมการที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ออกมาทำแคมเปญพวกนี้ ก็ส่งผลให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหา และสนใจ Sustainable Fashion มากขึ้น
ก่อนจากกันเราอยากบอกทุกคนว่า การใส่เสื้อผ้าเก่า หรือซ้ำ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่กลับกัน มันควรเป็นความปกติที่น่าสนับสนุน ยิ่งในยุคนี้ที่สังคมเปิดกว้าง เสื้อผ้าไม่สามารถตัดสินคนที่สวมใส่มันได้อีกต่อไป
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการแต่งตัวนะคะ <3 @ใยบัว
โฆษณา