6 ส.ค. 2022 เวลา 06:23 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Fast and Feel love - เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ
Netflix 8/10
1
กว่าจะได้ดูกับเค้า เฮ้อออ เป็นประชาชนฝั่งยุโรป ​Netflix ให้ดูหนังไทย หนังเกาหลีช้ากว่าทางเอเชียเยอะเลยอ่ะ เนี่ยจืดไปหมดแล้ว
เราตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังไม่ได้ฉาย เฝ้าอ่านเบื้องหลังต่าง ๆ ที่คุณเต๋อโพสท์ในเฟสบุ๊คตลอดจนรู้จักตัวละครทุกตัวไปหมดแล้ว ไหนจะอ่านรีวิวที่คนไปดูแล้วมาอีกล่ะ จนเกือบจะรู้สึกว่าไม่ต้องดูแล้วมั้งมึง เข้าใจเนื้อเรื่องหลักไปหมดแล้วแหละ แต่เมื่อวานพอ Netflix เตือนว่า Fast and Feel love ดูได้แล้วนะ ฉันก็กดดูโดยไม่ลังเล
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
และนี่คือ 10 Short Notes หลังดูจบ (สปอยล์มั้ง เอ๊ะ หรือไม่สปอยล์นะ เอาเหอะ คงดูกันหมดแล้วแหละ)
1. นี่น่าจะเป็นหนังของเต๋อ นวพลที่ดูง่ายสุดล่ะมั้ง เปรียบเทียบกับเรื่องก่อนอย่าง How to ทิ้ง ที่มีช็อทนิ่ง ๆ เงียบ ๆ เยอะมาก อันนี้น่าจะเป็นตรงกันข้ามเลย ส่วนตัวชอบนะ เป็นหนังที่กวนตีน และบันเทิงคล้ายดูหนังโฆษณาหลาย ๆ เรื่องผสมกัน
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
2. คนที่ดูหนังมาเยอะ ๆ จะสนุกกับหลาย ๆ ฉากที่ผู้กำกับเลือกเอามาล้อ แต่เนื่องจากฉันผู้ซึ่งเสพหนังมามากต่อมาก แต่เป็นคนความจำโคตรสั้น มีความคุ้น ๆ แต่นึกไม่ออกเลยแฮะว่ามาจากหนังเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นข้อดี ถึงจะไม่ขำกับความล้อเลียนต่าง ๆ แต่มันจะได้อารมณ์กวนตีนกับฉากต่าง ๆ แบบว่า “มึงเอางี้เหรอ เอาแบบนี้เลยเหรอ”
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
3. ว่ากันถึงเนื้อเรื่องไม่ใช่เรื่องใหม่ พระเอกและนางเอกเข้ามาสู่วัยที่ต้องเลือกทางเดินของชีวิต และต้องตัดสินใจว่าจะเลือกไปคนเดียวหรือไปด้วยกัน ปัญหาคือแต่ละคนมีความต้องการคนละแบบ จากประสบการณ์ชีวิตของตัวเองรู้สึกว่าปัญหาแบบนี้ประณีประนอมกันได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปคนละทางแบบในหนัง
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
4. ประเด็นหลักที่หนังต้องการสื่อก็คือ “การขโมยเวลาของคนอื่นมาใช้” พระเอกของเราเป็นนักแข่ง Sport Stacking หรือการเรียงซ้อนถ้วยพลาสติก
เขาหมกมุ่นอยู่กับการสร้างสถิติเพื่อเป็นแชมป์โลกมาตั้งแต่วัยรุ่น ตลอดในเรื่องจะมีแต่โมเม้นท์ของการซ้อม ซ้อม และซ้อม และหนังจะทำให้เห็นว่าการที่พระเอกมีเวลาซ้อมได้ก็เพราะมีแฟน หรือนางเอกนี่แหละคอยจัดการงานด้านอื่น ๆ ให้เพื่อให้เขามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการซ้อมมากที่สุด
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
5. อีกประเด็นที่หนังพยายามชี้ให้เห็นว่า “งานบ้านและการจัดการเอกสารอื่น ๆ แม่งจุกจิกนะเว้ย” ซึ่งทำให้หลาย ๆ คนที่นั่งดูหนังสามารถ Relate กับมันได้ง่ายมาก เพราะมันจุกจิกจริง ๆ ถ้าก้มลงมองชีวิตตัวเองแล้วรู้สึกว่า เราไม่เคยต้องรู้สึกลำบากกับเรื่องพวกนี้
นั่นแปลว่า มีคนอื่นรับมือกับมันให้คุณอยู่ และควรสรรเสริญคนคนนั้นให้มาก ๆ ซึ่งกว่าพระเอกจะมองเห็นและรับรู้ ก็คือตอนที่เขาต้องมาทำมันเองเพราะคนที่ทำให้เหนื่อยและถอดใจไปแล้ว
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
6. เรื่องนี้ถ้าจะด่าพระเอกว่า “มึงมันเห็นแก่ตัวนี่หว่า” อยากที่จะมุ่งหน้าคว้าความฝันของตัวเอง โดยลืมไปเลยว่าคนข้าง ๆ ก็มีความฝันเหมือนกัน แต่ว่ากันตามจริง นางเอกของเราก็ไม่ได้ถูกบังคับนะคะ มันเหมือนการเซ็นสัญญาในอากาศกันตั้งแต่แรก
1
“เธอซ้อมไป เดี๋ยวเราจัดการเอง” นี่คือประโยคที่นางเอกพูดอยู่เสมอตั้งแต่ต้นและมอบสิ่งนี้ให้พระเอกเองด้วยความเต็มใจ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าความฝันเขาคืออะไรเสียเมื่อไหร่
เธอเองนั่นแหละที่สนับสนุนมันเต็มแม็กตั้งแต่ Day One แล้วมางอแงทีหลัง อยู่ดี ๆ ก็เกิดนิมิตว่า - ฉันก็มีความฝันเหมือนกันนะ เธอสนใจฉันบ้างสิ โอ๊ย ฉันไม่อยู่กับเธอละ เพราะฝันของเธอมันไม่เข้ากับฝันของฉัน - ... อ้าวเจ๊!! เป็นใครก็งงมั้ยอ่ะ ไม่เคยบอก ไม่เคยพูด ไม่เคยให้สัญญาณมาก่อน แล้วอยู่ดี ๆ มาระเบิดใส่ มันใช่มั้ย นี่เข้าข้างพระเอกนะ
1
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
7. หนังสร้างความเป็นตัวร้ายให้พระเอกแบบยัดเยียดเล็ก ๆ เพราะไม่เคยเล่าถึงชีวิตประจำวันด้านอื่น ๆ ให้เราเห็นแม้แต่เสี้ยวเดียว ไม่เคยมีโมเม้นท์ออกไปกินข้าวดูหนัง หรือใช้ชีวิตร่วมกันของทั้งคู่ มีแต่ภาพของการซ้อมของพระเอก และภาพของการบริการทุกรูปแบบของนางเอก ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยกับการซ้อมตลอดเวลา ชีวิตมันมีโมเม้นท์อื่น ๆ อยู่แล้ว แต่ก็เข้าใจนั่นแหละ การทำให้คนดูเห็นแค่ด้านนี้เพื่อจะได้ชี้หน้าด่ากันได้ง่ายขึ้นว่า -มึงนี่มันเห็นแก่ตัว- ซึ่งฉันไม่หลงกลนะ
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
8. มันมีช็อตนึงที่ฉัน “ไม่เชื่อ” มากที่สุดในหนังก็คือ ตอนนี้น้อง Edward ซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของพระเอกพูดกับแม่ของเขาว่า “ถ้าผมชนะแล้วแม่จะไปด้วยมั้ย” คือรางวัลของคนชนะต้องไปอยู่อเมริกาสามปี เพื่อตระเวนแข่งหรือโชว์ตามที่ต่าง ๆ นี่แหละ
น้อง Edward น่าจะอายุไม่เกิน 12 ปี ได้ยินคำตอบจากแม่แล้วคงอึ้ง “แม่ไปด้วยหรอก ผู้ใหญ่มีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ ลูกยังเด็ก ไปทำตามความฝันของลูกเถอะ” เข้าใจว่าหนังต้องการดึงให้เข้าประเด็นว่า “มีเรื่องราวในชีวิตให้ต้องจัดการเยอะแยะ” แต่มันกลับย้อนแย้งในอีกประเด็นที่หนังเองก็เน้นย้ำว่า “นี่คือกีฬาที่ซีเรียสและจริงจัง” ทั้งยังกลายเป็นอาชีพได้เช่นกัน
1
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
9. การที่แม่บอกว่า “ผู้ใหญ่มีเรื่องให้ต้องทำอีกมากมาย” นั้น ทำให้ความจริงจังของ Sport Stacking กลายเป็นเรื่องของเด็กเล่นวางถ้วยพลาสติกโง่ ๆ ทันที นี่ลูกคุณกำลังจะเข้าสู่แชมป์โลกนะ
ถ้าเปลี่ยนจาก Sport Stacking เป็น Tennis ล่ะ แม่จะตอบมั้ยว่า “แม่ไม่ไปด้วยหรอก” นี่เป็นจุดเดียวที่ฉันรู้สึกไม่เชื่อ อาจจะเพราะตัวเองเป็นแม่คนหนึ่งละ ไม่มีทางที่จะดับฝันลูกด้วยประโยคว่า “ผู้ใหญ่มีอะไรให้ทำตั้งมากมาย” เพราะฉันน่าจะ Take it serious มากกว่านี้ การที่ Edward ซึ่งอายุยังน้อย และหนังพยายามเสนอภาพความ Cool ความนิ่งของเขายังไงก็ตาม ก็ไม่อาจลบความจริงที่ว่าเขายังเด็กมาก
คำว่า “แม่ไม่ไปด้วย” มันจึงยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้เขาตัดสินใจดับฝันตัวเองไม่ยาก
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
10. ทั้งสองคู่ พระเอก-นางเอก และ Edward-แม่ ขาดสิ่งเดียวก็คือการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ขาดการ Brainstorm ซึ่งสำคัญกับการอยู่ร่วมกันมาก ต่างฝ่ายต่างคิดอะไรไปเองข้างเดียว ไม่ว่าความต้องการของแต่ละคนจะต่างกันสุดขั้วแค่ไหน มันสามารถประณีประนอมและหาจุดร่วมกันได้เสมอ
ซึ่งจุดร่วมนั้นก็ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ตรงกลางเท่านั้น อาจจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็ได้ อาจจะต้องมีคนเสียสละอะไรไปบ้างก็ได้ แต่มันจะมาจากพื้นฐานของความเข้าใจของทั้งคู่ และไม่จำเป็นต้องดับฝันของใครคนใดคนหนึ่งไปเสียทีเดียว
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
👍สรุปว่าฉันชอบ ให้คะแนน 8/10
ดูแล้วบันเทิงในแง่การนำเสนอที่กวนตีน การตัดต่อแบบล้อหนังเรื่องอื่น ๆ เป็นระยะนั้นเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก เพราะมันจะมีคนที่ไม่เก็ทและอุทาน “อิหยังวะ” อยู่ตลอดแน่ ๆ แต่คนที่ชอบมันก็จะชอบไปเลยเหมือนอย่างฉันนี่แหละ ส่วนในแง่ของการสื่อสารประเด็นหลักอันเป็นดราม่าของเรื่องก็ชี้ได้ชัดดีนะ มันทำให้เราดีเบทกับตัวเองได้หลายจุด ดูเสร็จก็ยังเอาไปคิดต่อ หรือเอาไปมองต่อกับชีวิตตัวเองได้ไม่จบไม่สิ้น
ปล 1. ตัวประกอบในเรื่องน่าสนใจทุกตัว เป็นสีสันจริง ๆ
ปล 2. เรื่องนี้ไม่มีการซับหน้าใครอะไรทั้งนั้น เหงื่อที่เห็นในหน้าของทุกตัวละคร ทำให้มัน real โคตร ๆ
ปล 3. แต่ ญาญ่า รอดว่ะ หน้าสด หน้ามัน หน้าเหงื่อ ผมยุ่ง ก็โคตรน่ารัก มีเสน่ห์ที่สุด เป็นธรรมชาติที่สุด
#FastAndFeelLove
Nawapol Thamrongrattanarit

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา