10 ส.ค. 2022 เวลา 03:01 • ไลฟ์สไตล์
“เพราะความอยากเป็นเหตุ”
“ … คอยรู้ทันความปรุงแต่งของจิตไว้
จิตก็เดี๋ยวปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว
เดี๋ยวก็พยายามจะไม่ปรุง
ตัวที่ทำให้จิตใจเราวุ่นวายก็คือตัวความปรุงแต่ง
จิตมันทำงานขึ้นมา เรียกว่าภพ
คำว่าภพ เราได้ยินเรื่อยๆ
ภาวนาหรือทำบุญอะไรก็ชอบอธิษฐานให้สิ้นภพจบชาติอะไรอย่างนี้
เราไม่รู้ว่าภพคืออะไร
ภพมี 2 อัน
อันหนึ่งเรียกอุปปัตติภพ ภพโดยการเกิด
อย่างพวกเรามีอุปปัตติภพเป็นมนุษย์อย่างนี้
แต่ภพอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญมากเลย เรียกว่ากรรมภพ
การที่จิตมันทำงาน จิตมันปรุง
ปรุงดีบ้าง ปรุงชั่วบ้าง พยายามจะไม่ปรุงบ้าง
ทุกคราวที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา
ถ้าเมื่อไรเราพ้นความปรุงแต่งได้ เราก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น
เราห้ามจิตไม่ให้ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีใครห้ามได้
จิตมันมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง
มันก็คิด นึก ปรุง แต่งของมันทั้งวัน
แต่การคิด นึก ปรุง แต่ง มี 2 ลักษณะ
อันหนึ่งมันเจือความจงใจด้วยอำนาจของกิเลสเข้าไป
ก็เป็นการกระทำกรรมขึ้นมา
กรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง ก็คือความปรุงแต่ง
อีกอันหนึ่งจิตมันปรุงแต่ง เราไม่ได้มีเจตนา
มันทำงานไปตามธรรมชาติธรรมดาของมัน
มันเป็นกิริยาอาการของจิต
ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาปอะไรทั้งสิ้น
ตราบใดที่จิตยังถูกปรุงแต่งได้ จิตไม่พ้นทุกข์
ฉะนั้นเวลาเราภาวนา ค่อยๆ สังเกตไป
จิตมันปรุงขึ้นมา เราคอยรู้ไว้
ของพวกเรามันยังไม่ถึงขั้นที่ว่าปรุงจนเป็นกิริยา สักว่าปรุง
ของเราปรุงแล้วมันเป็นกรรม ปรุงดีปรุงชั่วอะไรอย่างนี้
คนที่จิตเป็นกิริยา มีแต่พระอรหันต์
พระอนาคามีจิตก็ยังทำกรรมอยู่
สกิทาคามี พระโสดาบัน หรือปุถุชน จิตมันทำกรรมอยู่เสมอ
ให้เราคอยรู้เท่าทันมัน ข้ามพ้นมันไปได้
เราก็จะสงบสุขอย่างแท้จริง
ข้ามพ้นมันไม่ได้ ใจเราก็แกว่ง
กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงตลอดเวลา
ไม่มีความสุข ไม่มีความสงบหรอก
อย่างอยากภาวนา อยากปฏิบัติ จิตก็ดิ้นรนแล้ว
แค่อยากปฏิบัติ ไม่ได้อยากชั่วอะไร
อยากดี อยากปฏิบัติ จิตมันก็ปรุงขึ้นมา ใจมันก็ดิ้นรน
ทำอย่างไรถึงจะถูก ทำอย่างไรไม่ถูก หาทางใหญ่
ยิ่งดิ้น ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์
ไม่ดิ้นก็ไม่ค่อยทุกข์เท่าไร
ค่อยๆ สังเกตเอา ใจของเราดิ้นรนทั้งวัน
อะไรที่ทำให้ใจเราดิ้นรน
… ความอยากนั่นล่ะ ทำให้ใจเราดิ้นรน
เราอยากได้อารมณ์ที่ดี ใจก็ดิ้นรน แสวงหาอารมณ์ที่ดี
เราอยากได้คุณงามความดี ใจก็ดิ้นรน แสวงหาคุณงามความดี
เราอยากได้อารมณ์ที่ชั่ว หลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส เรียกกามคุณอารมณ์ ใจเราก็ปรุงแต่งไปทางชั่ว
เราคอยเฝ้าสังเกต
มีความอยากเกิดขึ้นทีไร
ความดิ้นรนปรุงแต่งก็เกิดขึ้นทุกที
ความดิ้นรนปรุงแต่งเกิดขึ้นทีไร
ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทุกที
อย่างท่านที่ภาวนาจนสิ้นตัณหาแล้ว ใจไม่อยาก
ความปรุงแต่งที่เกิดขึ้น มันก็เลยเป็นแค่กิริยา
ไม่มีผล ทำให้จิตท่านดีขึ้นหรือเลวลง
แต่จิตพวกเรามันมีความอยากผลักดันอยู่
ความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นก็เลยดีบ้างชั่วบ้าง
จิตก็ต้องรับวิบาก
ความปรุงแต่งก็คือการกระทำกรรมนั่นเอง
จิตก็ต้องรับบาป หรือรับบุญ
รับผลของการกระทำ รับผลของความปรุงแต่ง
เพราะฉะนั้นตัวความอยาก
บางทีมันก็ทำให้เราทำชั่ว
บางทีความอยากบางอย่างก็ทำให้เราทำดี
ความอยากที่ผลักดันให้เราทำชั่ว
มันก็ให้ผล เกิดการกระทำชั่วขึ้นมา
ก็มีวิบาก ก็มีความทุกข์
ความอยากที่จะทำดีอะไรนี่
ก็ผลักดันให้เราปรุงแต่งฝ่ายดี มีผลเป็นความสุข
คนส่วนใหญ่ก็มาได้แค่นี้ล่ะ
พยายามอยู่กับความปรุงแต่งดีๆ ไว้
ถ้าเราภาวนามากเข้าจริงๆ
เราจะพบว่าตราบใดที่จิตยังถูกปรุงแต่งได้
จิตไม่พ้นทุกข์หรอก
ปรุงแต่งฝ่ายดี เราเป็นคนดี เราก็ทุกข์แบบคนดี
ปรุงแต่งฝ่ายชั่ว เราก็ทำชั่ว มันก็มีผล มีความทุกข์เป็นผล
คอยสังเกตความปรุงแต่งของจิตไว้
ตัวที่ผลักดันคือตัวอยาก
เพราะพวกเรายังไม่ถึงขั้นที่จิตทำงาน
จิตปรุงแต่งโดยไม่มีตัณหา
ยังมีความอยากซ่อนอยู่
อยากดีอยากชั่วอะไรก็สารพัดจะอยาก
ฉะนั้นสังเกตไป
ความดิ้นรนปรุงแต่งของจิตนั้นมันมาจากความอยาก ..”
.
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
31 กรกฎาคม 2565
อ่านธรรมบรรยายฉบับเต็มได้ที่ :
Photo by : Unsplash

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา