4 ก.ย. 2022 เวลา 05:00 • การตลาด
ขนมหวานมีแนวโน้มขาดแคลนช่วงเทศกาลฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม 2565 Ms. Michele Buck ตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท Hershey Co. ผู้ผลิตสินค้าขนม ลูกอม ช็อกโกแลตรายใหญ่ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า บริษัทอาจจะไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในช่วงเทศกาลฮาโลวีนปีนี้
เนื่องจากปัญหาด้านการขาดแคลนปริมาณวัตถุดิบการผลิตจากปัจจัยด้านการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโควิด - 19 และการสู้รบกันระหว่างยูเครนและรัสเซีย นอกจากนี้ ปัญหาด้านกำลังการผลิตของบริษัทเองที่ปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าในปีนี้ด้วย
ทั้งนี้ ปัจจัยด้านการทำสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีเป็นปัจจัยกระตุ้นให้สถานการณ์ในตลาดรุนแรงขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตสินค้าต้องพึ่งพาอาศัยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบในการผลิตขนมมาจากยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนี โดยการทำสงครามส่งผลกระทบต่อปริมาณพลังงานสำรองในยุโรปซึ่งอาศัยการนำเข้าจากรัสเซียเป็นหลักทำให้ไม่สามารถส่งออกสินค้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตได้จึงกระทบต่อปริมาณสินค้าขนมสำหรับการจำหน่ายในสหรัฐฯ
แม้ว่าผู้ประกอบการบางรายจะพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการเริ่มการผลิตสินค้าสำหรับช่วงเทศกาลฮาโลวีนตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเร็วกว่าปกติมากแต่ก็ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้มากพอ เนื่องจากปัจจัยด้านความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ขยายตัวมากขึ้นด้วย
โดยบริษัท Hershey Co. ได้เริ่มเตรียมการผลิตสินค้าสำหรับจำหน่ายช่วงเทศกาลฮาโลวีนมา ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิแต่ด้วยปัจจัยกำลังความต้องการบริโภคที่มีมากขึ้นในตลาดประกอบกับปัจจัยข้อจำกัดด้าน กำลังการผลิตทำให้จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ณ ขณะนั้นเพื่อรักษายอดจำหน่ายของบริษัท ซึ่งเป็นผลดีทำให้กิจการมีผลประกอบไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ขยายตัวเป็นมูลค่า ทั้งสิ้น 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว
ปัจจัยด้านปัญหาในระบบห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในตลาดจนทำให้ผู้ประกอบการบางรายตัดสินใจยุติสายการผลิตสินค้าบางรายการที่ได้รับผลกระทบหนัก
รวมถึง บริษัท Klondike (ภายใต้บริษัท Unilever) ผู้ผลิตสินค้าไอศกรีมเคลือบช็อกโกแลตแบรนด์ Choco Taco ที่จำเป็นต้องตัดสินใจยุติการผลิตสินค้าดังกล่าวเนื่องจากปัจจัยการขาดแคลนวัตถุดิบและราคาวัตถุดิบในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า บริษัทจะรายงานแนวโน้มความต้องการบริโภคสินค้ากลุ่มขนม ลูกอม และช็อกโกแลตในตลาด ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
โดยในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 รุนแรงในสหรัฐฯ การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดส่งผลทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันในตลาดเกิดความเครียดและหันไปเลือกบริโภคขนมขบ เคี้ยวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้ง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มดีขึ้นจนใกล้เคียงกับภาวะปกติผู้บริโภคในตลาดก็มีพฤติกรรมที่จะเลือกขนม ลูกอม ช็อกโกแลตเป็นของว่างสำหรับกิจกรรมการรวมตัวตามงานสังสรรค์หรือให้เป็นของขวัญแก่บุคคลใกล้ชิดด้วย
ทั้งนี้ จากข้อมูลโดยสมาคมขนมผู้ผลิตขนมหวานแห่งชาติ (The National Confectioners Association) รายงานยอดจำหน่ายสินค้าขนม ลูกอม ช็อกโกแลตในสหรัฐฯ ปี 2564 เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 3.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดจำหน่ายปี 2563 ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ คาดว่ายอดจำหน่ายปลีกสินค้าขนม ลูกอม ช็อกโกแลตในสหรัฐฯ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี
สินค้าขนม ลูกอม ช็อกโกแลตเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกันแทบจะทุกเพศ ทุกวัยมาอย่างยาวนานและมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับการเฉลิมฉลองในเทศกาลสำคัญต่างๆ เช่น เทศกาล ฮาโลวีน เทศกาลวาเลนไทน์ เทศกาลอีสเตอร์ เป็นต้น
โดยในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าปัจจัยด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ จากปัญหาในระบบห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมแต่มูลค่าตลาดในสหรัฐฯ ก็ยังมียังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากกำลังความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นประกอบกับราคาจำหน่ายในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตสินค้าขนมลูกอม และช็อกโกแลตในตลาดสหรัฐฯ เกือบ 5 พันราย คิดเป็นปริมาณกำลังการผลิตมหาศาลแต่สหรัฐฯ ก็ยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อสนับสนุนกำลังความต้องการภายในประเทศอีกเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยในระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2565 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าขนม ลูกอม และช็อกโกแลตเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.39 แบ่งเป็นมูลค่าการนำเข้าขนมและลูกอมทั้งสิ้น 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 71.99) และช็อกโกแลตทั้งสิ้น 428.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ เม็กซิโก (ร้อยละ 30.77) แคนาดา (ร้อยละ 29.45) เยอรมนี (ร้อยละ 8.57) ตุรกี (ร้อยละ 4.24) และสวิตเซอร์แลนด์ (ร้อยละ 3.19) ตามลำดับ
ส่วนประเทศไทยนั้นในช่วงระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2565 มีมูลค่าการส่งออกสินค้า ขนม ลูกอม และช็อกโกแลตไปยังสหรัฐฯ ทั้งสิ้น 23.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ16.06 เป็น ประเทศคู่ค้าอันดับที่ 9 ในตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกจากไทยเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มสินค้าขนม และลูกอม
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะมีมูลค่าการส่งออกช็อกโกแลตไปสหรัฐฯ ไม่มากนักแต่แนวโน้มการขาดแคลนสินค้าดังกล่าวในตลาดสหรัฐฯ ก็น่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดส่งออกสินค้าขนมและลูกอมไปสหรัฐฯ มากขึ้นในอนาคต
ผู้ประกอบการไทยที่สนใจทำตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ควรศึกษาพฤติกรรมและลักษณะการใช้ชีวิตของผู้บริโภคชาวอเมริกันในปัจจุบันที่มักจะอยู่อาศัยเป็นครอบครัวขนาดเล็ก และให้ความสนใจบริโภคสินค้าที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ดังนั้น การปรับปรุงรูปแบบสินค้าที่มีขนาดกะทัดรัดเก็บรักษาง่าย รวมถึงสินค้าที่มีไม่ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ขนมปราศจากไขมันทรานส์ ขนมจากสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจากธรรมชาติ และขนมที่มีอรรถประโยชน์อื่นๆ ก็น่าจะช่วยให้สินค้าได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในตลาดได้มากขึ้น อีกทั้ง การศึกษากฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกลุ่มสีผสมอาหารและสารเคมีต้องห้ามในสินค้าก็จะช่วยผู้ประกอบการลดอุปสรรคทางการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ แม้ว่าภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในตลาดปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอเมริกันในตลาดทำให้ชะลอการบริโภคสินค้าบางกลุ่มลงบ้าง
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าขนาดใหญ่มีราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่โดยรวมพบว่ากำลังการซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงค่อนข้างสูง ผู้บริโภคในตลาดยังสนใจเลือกซื้อสินค้าขนม ลูกอม และช็อกโกแลตพรีเมียมสำหรับใช้ในงานกิจกรรมสังสรรค์และใช้เป็นของขวัญในงานสำคัญต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับสินค้าขนม ลูกอมกลุ่มพรีเมียมของไทยด้วย
นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังน่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้ากลุ่มวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของไทยด้วยโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าน้ำมันปาล์มที่มักจะใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าว
ซึ่งผู้ประกอบการในสหรัฐฯ เองยังได้รับผลกระทบจากการที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าหลักของสหรัฐฯ ที่ประกาศห้ามส่งออกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก่อนที่จะยกเลิกในเวลาต่อมา กลุ่มสินค้าน้ำตาลซึ่งสหรัฐฯ เองก็กำลังเผชิญกับปัญหาปริมาณผลผลิตน้ำตาลตกต่ำในปีนี้จากภาวะสภาวะอากาศแปรปรวน รวมถึงกลุ่มสินค้าสารทดแทนความหวาน สารแต่งสีกลิ่นและรสด้วย
โฆษณา