7 ก.ย. 2022 เวลา 00:41 • หนังสือ
ปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อย
โดย นำชัย ชีววิวรรธน์
Photo by su fu on Unsplash
มีทฤษฎีแปลกประหลาดอยู่ทฤษฎีหนึ่งเรียกว่า ปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อย (The Hundred Monkey Effect) ซึ่งพยายามอธิบายพฤติกรรมหรือแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าจะเป็น “พฤติกรรม” หรือ “แนวคิด” ต่างก็พร้อมจะเผยแพร่อย่างปุบปับ ไปยังกลุ่มที่เกี่ยวข้องกันมากหรือน้อยก็ตามที
ขอแต่มีจำนวนในกลุ่มตั้งต้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนถึง จำนวนวิกฤต (critical number)
เรื่องนี้อ้างอิงย้อนกลับไปได้ถึงปี ค.ศ.1975 ในคำนำที่ไลออลล์ วัตสัน (Lyall Watson) เขียนให้กับหนังสือชื่อ Rhythms of Vision (จังหวะวิสัยทัศน์) ของลอว์เรนซ์ แบลร์ (Lawrence Blair)
https://www.amazon.com/Rhythms-Vision-Changing-Patterns-Consciousness/dp/0892813202
และต่อมายังปรากฏในหนังสือของวัตสันเองชื่อ Lifetide (กระแสชีวิต) ใน ค.ศ.1979 โดยอ้างอิงถึงงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไม่ปรากฏนามที่ศึกษาลิงกังในเกาะโคชิมะ (Koshima Island) ประเทศญี่ปุ่น
https://www.amazon.com/Life-Tide-Lyall-Watson/dp/0553134701
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวพบว่า ลิงเหล่านี้เรียนรู้เรื่องการล้างมันฝรั่งหวานได้ และพฤติกรรมแบบนี้แพร่กระจายไปยังลิงตัวอื่นๆ ผ่านการสังเกตและทำตาม
การไม่ล้างเสียก่อนก็จะทำให้มันฝรั่งหวานมีเม็ดทรายติด กินได้ไม่คล่องคอ ต่อมามีลิงไอน์สไตน์ตัวหนึ่งสังเกตว่า หากนำมันฝรั่งหวานไปล้างน้ำทะเลเสียก่อน ก็จะกินง่ายขึ้นและช่วยทำให้รสชาติอร่อยมากขึ้นอีกด้วย
วัตสันอ้างว่าเมื่อ “ลิงตัวที่ร้อย” เรียนรู้วิธีการดังกล่าว พฤติกรรมก็แพร่กระจายไปอย่างปุบปับและกว้างขวาง ไปถึงแม้แต่เกาะข้างเคียงอีกด้วย
แนวคิดดังกล่าวรู้จักกว้างขวางมากขึ้นไปอีก เมื่อเคน คีส์ (Ken Keyes) ตีพิมพ์หนังสือชื่อ ลิงตัวที่ร้อย (The Hundredth Monkey) ใน ค.ศ.1984 เพราะหนังสือดังกล่าวขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
https://www.amazon.com/Hundredth-Monkey-Ken-Keyes-Jr/dp/094202401X
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์แล้วก็เป็นได้ แถมยังเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับเปลี่ยนแปลงอนาคตของมนุษยชาติอีกด้วย
นั่นคือมีผู้ชี้ว่าสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือ เรอเนสซองส์ (Renaissance) ที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้น ประทุขึ้นในเวลาสั้นๆ เพียง 50 ปีระหว่าง ค.ศ. 1400–1450 จนราวกับจู่ๆ ก็มีศิลปินและช่างฝีมือในทุกสาขา โผล่ขึ้นมาแทบทุกหนทุกแห่งในทวีปยุโรป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นยุโรปตกอยู่ในยุคมืดทางวิชาการนานนับพันปีต่อเนื่องกันมา
เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกันดีกับแนวคิด “การสอดประสาน (synchronicity)” ของคาร์ล จุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาผู้โด่งดังท่านหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การระลึกรู้และจังหวะเวลาอาจเชื่อมโยงกันแนบสนิทกระทั่งราวกับเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดได้ หากมีการสอดประสานกันอย่างเหมาะเจาะ ซึ่งคงเห็นได้ไม่ยากว่าแนวคิดนี้คล้ายกันไม่น้อยกับปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อย
แต่ “ปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อย” เป็นเรื่องจริงน่ะหรือ?
ความโด่งดังของแนวคิดดังกล่าวทำให้นักวิจัยบางคนเกิดความสงสัย และต้องการทำให้กระจ่าง
เอเลน ไมเยอร์ส (Elaine Myers) ตีพิมพ์ผลการสืบเสาะของเธอในบทความชื่อ The Hundredth Monkey Revisited ในวารสาร In Context ปี ค.ศ.1985 ไมเยอร์สพบว่างานวิจัยตั้งต้นเกี่ยวกับลิงกังญี่ปุ่นดังกล่าวนั้น ตีพิมพ์ในวารสาร Primates ฉบับที่ 2 ที่ 5 และที่ 6
แต่เนื้อหาที่ลงไม่ได้สนับสนุนคำกล่าวอ้างของวัตสันแต่อย่างใด และปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อยอาจไม่มีจริง
เนื้อหาในงานวิจัยดั้งเดิมนั้นกล่าวถึงพฤติกรรมการล้างมันฝรั่งหวานว่า เกิดขึ้นในลิงตัวเมียชื่อ อิโหมะ (แปลว่า มันฝรั่ง) ซึ่งตอนแรกก็แค่เอาไปล้างน้ำในแม่น้ำให้หมดทราย
แต่ต่อมาลองเอาไปจุ่มน้ำทะเลดูอีกด้วย ซึ่งก็ทำให้รสชาติดีขึ้นไปอีก
พฤติกรรมดังกล่าวค่อยๆ แพร่กระจายผ่านลิงในฝูง จนกลายเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของกลุ่ม แต่ไม่มีที่ใดที่กล่าวถึงจำนวนที่เป็นนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
อีกทั้งไม่มีการกล่าวถึงการแพร่กระจายไปยังเกาะอื่นๆ อย่างรวดเร็วปุบปับด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้มีผู้สนใจมิใช่น้อย เช่น มีการสืบสวนโดยคณะกรรมการสืบสวนทางวิทยาศาสตร์สำหรับข้ออ้างเรื่องเหนือธรรมชาติ (The Committee for the Scientific Investigation of Claims of the Paranormal) ซึ่งต่อมาได้สรุปผลออกมาใน ค.ศ.1990 ในชื่อรายงานว่า The Hundredth Monkey: And Other Paradigms of the Paranormal และในหนังสือ Why People Believe Weird Things ของไมเคิล เชอร์เมอร์ (Michael Shermer) ใน ค.ศ.1997
ทั้งรายงานและหนังสือเล่มดังกล่าวต่างสรุปตรงกันว่า
เรื่องของ “ปรากฏการณ์ลิงตัวที่ร้อย” ที่เน้นว่า หากพฤติกรรมแพร่หลายถึงจุดหนึ่ง มันจะแพร่กระจายราวกับไฟลามทุ่ง จนแม้แต่ไปถึงกลุ่มที่ไม่น่าจะมีผลกันได้นั้น เป็นแต่เพียงตำนานท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมจนเลยเถิดไปเท่านั้น
การวิเคราะห์กรณีนี้โดย รอน อมันด์สัน (Ron Amundson) แห่ง The Skeptics Society ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญหลายประการ เช่น ข้ออ้างที่ว่าปุบปับก็มีสัดส่วนของลิงที่ล้างมันหวานเพิ่มขึ้นนั้นเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง
อันที่จริงแล้วลิงอายุน้อยเป็นส่วนใหญ่ที่เรียนรู้พฤติกรรมเหล่านี้ โดยสังเกตจากลิงที่อายุมากกว่าที่ทำพฤติกรรมดังกล่าว และเรื่องนี้ก็มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ที่น่าสนใจก็คือลิงสูงอายุบางตัวก็ทำแบบนี้ไม่เป็น คือไม่เรียนรู้ที่จะทำจนตลอดชีวิต
เมื่อลิงที่อายุมากกว่าค่อยๆ ตายไป ลิงอายุน้อยก็มีสัดส่วนในฝูงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเวลาที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าวก็นานหลายปี ไม่มีการก้าวกระโดดปุบปับแต่อย่างใด
สำหรับข้ออ้างที่ว่าจู่ๆ วิธีการดังกล่าวก็แพร่หลายไปยังกลุ่มที่แยกตัวห่างออกไปนั้นก็เป็นเรื่องน่ากังขามาก
เมื่อสอบสวนต่อไปก็พบว่าจากกลุ่มแรกที่มีลิงไอน์สไตน์รู้จักการล้างมันฝรั่งหวาน ไปยังอีกกลุ่มหนึ่งนั้นกินเวลานานถึง 4 ปี จึงเป็นไปได้ว่าอาจไปกับลิงที่ย้ายออกจากฝูงเก่าไปเข้าฝูงใหม่
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ อันที่จริงมันฝรั่งหวานนั้นเป็นอาหารที่ลิงทั้งหลายในเกาะดังกล่าวไม่เคยลิ้มรสมาก่อนเลย จนเมื่อนักวิจัยเข้าไปในพื้นที่และให้มันเป็นอาหารกับลิงเหล่านั้น
การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในสังคมมนุษย์ ก็อาจจะคล้ายกันตรงที่ต้องใช้เวลา และไม่มี “ลิงตัวที่ร้อย” (หรืออัศวินขี่ม้าขาว – หากต้องการเรียกเช่นนั้น) ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับได้
บทความนี้ตีพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ "อย่าชวนเธอไปดูหนังรัก", สนพ.มติชน
โฆษณา