เพราะพระพุทธเจ้า ท่านทรงตรัส เรื่องราวของการเวียนว่านตายเกิด เรื่องราวในชาดกของท่าน การที่เราอยากจะรู้จักการเวียนว่ายตายเกิดของจิต ..ต้องถามว่า ..เรารู้จักคำว่าจิตของตัวตัวเราเองชัดเจนมั้ย เรามีการประพฤติปฏิบัติธรรมไปตามธรรมที่ท่านสอนหรือไม่ เรามีการประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยของท่าน เยี่ยงอย่างขององค์พระสิทธัตถะหรือไม มีการภาวนาเกิดขึ้นหรือไม่
เราไปนั่งตากแดดตากฝน ทำแบบเจ้าชายสิทธัตถะ ฝนตกฟ้าร้อง ทำจนจิตของท่านมีความขันติเป็นบารมี ได้ แล้วมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ธรรม เข้ามาอุปการะ หนุนนำจิต .จนจิตนั้น เรื่องของการประพฤติปฏิบัติธรรม ..เรื่องราวของการ ทำจิตทำใจให้กายนิ่ง สร้างบุญกุศลบารมี ไปเรื่อย..เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จัก เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
เรื่องของกรรม..การเจ็บป่วยอะไรขึ้น ..เราก็มีการประพฤติปฏิบัติธรรมขึ้น ..เราก็ได้สัมผัสในสิ่งที่เราไปทำเค้ามา ไปฆ่าเขา ไปทำลายเค้า เบียดเบียน ..เค้าปรากฏมาเป็นภาพให้เราดู ..เราก็จะรู้จัก ว่าที่เจ็บป่วยนั้นเราไปทำอะไรไว้ ไม่รู้ว่าชาติไหน เพราเราไม่ได้เกิดมาชาตินี้ชาติเดียว เราเองก็ป่วย ..ไปหาหมอสองสามครั้ง แล้วตอนส่องกล้อง
แล้วก็ไม่ไปหาหมออีกเลย เพราะหมอก็ยัง มีตะกรุด ผ้ายันต์ มีของนั้นของนี้ ..เราก็..เลยอาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรม ชดใช้เค้าไป เค้าก็แสดงมาให้เราดู ค่อยๆ.มาเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำบุญอุทิศกุศลให้เค้า ขอขมาเค้า ในสิ่งที่เราเคยทำ ..เคยทำร้ายเค้า ที่หนักหนาสาหัสมาก กว่าที่เรากำลังรับเวทนาเจ็บป่วยอยู่.. เรามันเคยเป็นคนโหดเหี้ยม.คนเถื่อนขนาดนั้ยเลยหรือ ทั้งฆ่าเค้า ข่มขืนเค้าก็ปรากฏมาให้ดู..เรามันน่าดูมั้ยกับการกระทำของตัวเอง จิตตัวเองที่ไปทำเค้าไว้..มันสาแก่ใจตัวเองมั้ยล่ะที่เคยทำแบบนั้น..มีคุณธรรมอะไรบ้างมั้ย
เราก็จะค่อยรู้จัก .ในสิ่งที่มันเป็นเรื่องราวของคำว่าปัจจัตตังเกิดขึ้น ..กับกาย กับจิตของผู้ที่กระทำขึ้นมา ที่ว่า เวลากายเราเจ็บคนอื่นก็ไม่เจ็บด้วย แล้วอารมณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร เวลาเจ็บปวดแสบร้อน ไปทั้งตัวมันเป็นอย่างไร แล้วจิตเราประคับประคองกายให้เป็นปกติได้มั้ย
ที่มันก็มีเรื่องราวมากมายก่ายกอง ที่เกิดขึ้นให้จิตเรียนรู้จักขึ้นมา ให้จิตรู้จักน่ะ ในรายละเอียดที่เกิดขึ้น ..เอาจิตเรียนรู้จัก..อย่าไปร้องโอดโอย..ให้ใครเค้าช่วย.. กรรมเราทำเอง..ก็ให้กรรมนั้นสอนจิต…จะได้รู้จักบ้างว่า ..กรรมที่เจ็บป่วยมันมาจากตรงไหนบ้าง จะได้แยกแยะมันออก..ให้กรรมนั้น ..แสดงภาพให้เราเรียนรู้ ภาพที่เราเคยกระทำ ..ภาพที่ธาตทั้งสี่บันทึกกรรม..แล้วแสดงกรรม..มาสอนให้ ..เพื่อเราจะได้แก้ไขในนิสัยเวรกรรมที่เราใช้ ใช้กายวาจาใจ..ดีหรือชั่ว
1
การที่จิตได้มีโอกาส ประพฤติปฏิบัติธรรม ..เค้าเรียกว่า จิตเราเบาบาง ลดละอารมณ์ โลภโกรธหลง ..ลดละความยึดถือ..อะไรต่างๆไปมากแล้ว จิตนั่นก็มีโอกาสที่จะสัมผัส เรียนรู้จัก นามธรรม ที่อยู่รอบกาย
1
..เรื่องจิตที่เร่รอน เรื่องเปรต นรกบ้าง เรื่องตุ๊กตาที่มีจิตของผู้ที่มีกรรม ถูดบังคับถูกด้วยคาถาอาคม ติดอยู่กับตุ๊กตา นี่เอาเฉพาะในสิ่งที่ใกล้ตัว มีเกลื่อนกลาดเต็มบ้านเต็มเมือง เรื่องพระภูมิ เจ้าที่ เจ้าพ่อเจ้าแม่ อะไรที่อยู่ใกล้ตัวเรา เราเรียนรู้จักให้ได้ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร ทำไมคนถึงหลงใหล.มีนามธรรมอะไรอยู่ ทำไมจิตจึงไปอยู่ในสภาพแบบนั้น ทั้งที่ก็เคยมีกายเป็นมนุษย์ ทำไมไปอยู่ในสภาพสังขารแบบนั้น ..แล้วเราจะเป็นอย่างเค้ามั้ย..เพราะเราก็เป็นจิตดวงหนึ่งเหมือนกัน
เมื่อเราเรียนรู้จัก ไม่ได้ไปหลงใหลยึดถือในสิ่งเหล่านั้น เราไม่ได้ไปอวดเก่ง อวดดีในเรื่องราวเหล่านี้ .เค้าก็อยู่ของเค้า เราเป็นมนุษย์สามารถสร้างบุญกุศลได้ เราก็ทำบุญอุทิศกุศลให้เค้า เมื่อเค้า แสดงให้ดู..เราก็จะได้เรียนรู้จักคำว่าจิต..มากขึ้น
การที่เราบ้านเมืองเราเป็นเมืองพุทธ เค้าก็มีเรื่องราวอะไร ที่ทำให้เราได้ศึกษา เป็นมโนทศึกษา เรื่องที่ทำให้คนหลงใหล เราก็ใช้สติปัญญาที่เรามีอยู่ เรียนรู้จักความหลงใหล หลงไหลเป็นอย่าง ..เรื่องแนวทางไสยศาสตร์ ..เรืองตะกรุด ผ้ายันต์ ตลอดจนไปวัดถุมงคลอะไรต่าง..เจ้าพ่อเจ้าแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งหลาย ..เราก็เรียนรู้จักขึ้นมา เพราะมันอยู่รอบกายเรา ..
แล้วเราก็มีคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คอยชี้แนะแนวทาง ให้ เหมือนท่านบอกว่ามาทางๆนี้ สร้างบุญกุศล ปฏิบัติธรรมขึ้นมาจะได้รู้จัก อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย
ให้มีเรือนกายพ่อแม่ที่จิตเราอาศัยอยู่ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งจิตพอแล้ว พอแล้วก็ละเรื่องราวต่างมากมาย ที่หลงใหลเอาออกไปจากจิต ..จิตจะได้ไม่มีภาระ มีอารมณ์ความยึดถือเกิดขึ้นมากมาย หลงว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ จะบันดาลให้แก่จิต..มันก็หลงใหลอยู่อย่างนั้ ละวางไม่ได้ มันยึดถืออยู่อย่างนั้น ..คือยึดกรรม..อยู่ ไม่รู้เลยว่า สิ่งเหล่านี้..ที่หลงใหลกันจะนำพาให้จิตมีกรรมมากขึ้น
จิตแต่ละดวงไปเกิดรับกรรมอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วเราถึงจะไปเรียนรู้เรื่องภพภูมิ เรียนรู้จักด้วยจิตของตน เอาการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นแหละ ปฏิบัติธรรมเพื่อเรียนรู้จักเรื่องราวเหล่านี้ ให้มันสัมผัสขึ้นมาด้วยจิตของตน ..ไม่ต้องให้ใครมาบอกเล่า..ทำให้มันประจักษ์ ด้วยจิตของตน เป็นเรื่องราว สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ เป็นเรื่องราวที่พึงรู้ได้ด้วยจิตของตน..
เรื่องพระนิพพาน ..นั้นก็ต้องปฏิบัติธรรม ตามรอยพระพุทธเจ้า เพราะท่านตรัสเรื่องพระนิพพานไว้ เมื่อเราเป็นชาวพุทธ เราก็สร้างบุญ สร้างกุศล ปฏิบัติธรรมตามรอยของท่าน ที่องค์พระศาสดาของจิตเรา เป็นบรมครูสำหรับจิตเรา เราทำไปตามที่ท่านสอน ..ลดละกรรม ลดละอารมณ์โลภโกรหลง ลดละความทะเยอทะยาน ได้สัมผัสเรื่องที่ว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้
เรื่องภพภูมิ เรื่องราวของคำว่าทุกข์ ..ทุกข์ของจิตที่อยู่กับธาตุทั้งสี่ ที่มีแต่ความทุกข์ไม่หนุดนิ่งเลย เป็นทุกข์ของจิต ใครบ้างจะไม่ดับทุกข์ให้สนิท ดับทุกข์ที่ธาตุทั้งสี่ได้สนิท ด้วยจิตที่ที่ปฏิบัติธรรม จนจิตเป็นธรรม เป็นแก้วด้วยแสงรัตนะ เข้าพระนิพพาน
..มีมีคำถาม..ก็ต้องกลับถามไปว่า ท่านมีการประพฤติปฏิบัติธรรม สวดมนต์ สร้างบุญ สร้างกุศล รู้จักกรรมมั้ย ถ้ารู้จักกรรม..จมอยู่กับกรรม หรือหนีกรรม หนีกรรมทำอย่างไร ..หนีกรรมแบบไหน ทำแบบไหน จะเอาใครเป็นเยี่ยงอย่าง เรื่องเหล่านี้ มันต้องทำเองเป็นปัจจัตตังทั้งนั้น
คนที่ไม่ทำเค้าก็อุปโลกน์กันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยอารมณ์นึกคิดของเค้า ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมขึ้นมาเลย แม้แต่คนที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ยังรู้จักยาก จึงมีคนอยู่ๆ เค้าเรียกว่า อยู่ทางโลก ก็วิปริตไปหาธรรม อยู่ทางทางธรรมก็วิปริตไปหาโลก มันจึงไม่ง่ายที่ประพฤติปฏิบัติธรรมไปตามเยี่ยงอย่างขององค์พระสิทธัตถะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หมายเหตุ..นี่ต้องขอโทษด้วย ..การตอบคำถามเวิ่นเว้อไปหน่อย ..อาจไม่ถูกใจ ไม่ได้ดังใจ..หงุดหงิดรำคาญ ..ลังเลสงสัย ..ก็ข้ามๆมันไป ..มันไม่มีสาระอะไร..ก็ไม่ต้องไปพิจารณาอะไร ให้รกสมอง..ปล่อยมันทิ้งไปซะ ..จิตว่างได้..เค้าว่า เป็นจิตพระนิพพาน เค้าว่ากันอย่างนั้น..แต่เราก็ไม่ว่าต้นตอคำนี้มาจากไหน ..ก็ได้แต่ฟังมา ยังทำไม่ได้เลย…
โฆษณา