แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เมื่อ In the Mood for Love กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีชที่เป็นไอคอนสะท้อนความเปลี่ยวเหงาของผู้คนในเมืองใหญ่ แม้จะผ่านมากว่า 20 ปีแต่ก็ยังถูกพูดถึงอยู่เสมอในแง่ของความงามในเชิงศิลปะ ด้วยองค์ประกอบในด้านงานภาพและเสียงที่ลงตัว สัมผัสได้ถึงมู๊ดโทนของหนังตามชื่อเรื่องจริงๆ
In the Mood for Love ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ แม้จะพ่ายแพ้ให้กับเรื่อง "Dancer in the Dark" แต่ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสาขาเทคนิคงานภาพไปได้ พ่วงด้วยเฮียเหลียงเฉาเหว่ย ที่คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์
ในด้านองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องติ ทั้งแสงไฟ มุมกล้อง ทุกอย่างดูสมูทสวยงาม เข้ากันได้อย่างกลมกล่อม และสร้างอิทธิพลให้กับงานถ่ายภาพยุคหลังไว้มากมายหลายแขนง กระทั่งกลายเป็นฟิลเตอร์ที่เด็กยุคใหม่จะถ่ายรูปกันต้องบอกว่า "ขอแบบหว่องๆ" และซาวด์ประกอบที่เร้าใจแต่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงา แต่ละเพลงถูกวางไว้ได้ถูกที่ถูกทาง จากการคร่ำหวอดในงานกำกับและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ In the Mood for Love กลายเป็นมากกว่าหนัง แต่เป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวความรู้สึกในรูปแบบงานศิลปะอย่างไงอย่างงั้น
จะเรียกว่าไตรภาคก็ไม่เชิง สำหรับผลงานของผู้กำกับแว่นดำอย่าง หว่องกาไว ตั้งแต่ "Days of Being Wild" "In the Mood for Love" และ "2046" โดยที่หนังไม่ได้ถูกสร้างมาเป็นภาคต่ออย่างชัดเจน แต่ก็มีบางอย่างที่เชื่อมต่อกัน ทั้งสถานที่ ตัวละคร ไดอะล็อกต่างๆ และที่สำคัญจะต้องซ่อนไปด้วยอารมณ์อ้างว้างเปลี่ยวเหงา เล่าไปกับงานภาพที่คอนทราสต์โดดเด่น จนกลายเป็นเสน่ห์ของเอเชียแห่งวงการภาพยนตร์
แน่นอนว่าหนังหว่องทุกเรื่องต่างมีความสวยงาม ความไพเราะของเพลงที่แตกต่างกัน เรื่องราวสุดเหงาปนเศร้าของผู้คนในเมืองใหญ่ ที่ถ่ายทอดออกมาแต่ละเรื่องก็มีเอกลักษณ์ที่ดีงามไม่แพ้กัน แต่ถ้าหากจะพูดถึงความมาสเตอร์พีช ที่จะพลาดไม่ได้สักเรื่องละก็ In the Mood for Love คือหนึ่งเดียวที่ครบรสชาติในด้านของ ศิลปะ อารมณ์ ความสัมพันธ์ ยิ่งใครที่อินๆนี่มีน้ำตาซึมแน่นอน แม้คนที่ไม่ใช่แฟนหนังหว่องอาจจะรู้สึกว่าดูยากไปหน่อย แต่ขออวยไว้เลยว่าไม่อยากให้พลาดจริงๆ แล้วคุณอาจจะหลงรักผลงานกำกับของผู้ชายคนนี้ก็เป็นได้