10 ต.ค. 2022 เวลา 12:16 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
"In the Mood for Love" 2000
ห้วงอารมณ์ที่ก่อตัวอย่างลึกซึ้ง
เติบโตเป็นความรู้สึกเบ่งบานขึ้นในใจ
หากแต่เป็นไปไม่ได้ เมื่อรักครั้งนี้ ผิดที่ผิดเวลา
In the Mood for Love
ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าสุดเหงา หรือในชื่อจีน "ขวบปีแห่งดอกไม้" (Flowery Years) ผลงานลำดับที่ 7 ของ Wong Kar-wai ที่ได้ถ่ายทอดความเปลี่ยวเหงาออกมาได้อย่างงดงาม และยังได้ Christopher Doyle ช่างภาพคู่บุญที่ช่วยให้งานภาพของหนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบ และถือเป็นหนังที่ถ่ายทำยากที่สุดอีกเรื่องของเฮียหว่อง ด้วยความที่แทบจะไม่มีบท มีสคริปต์ นักแสดงแทบจะต้องด้นสดและยังมีการเปลี่ยนแปลงบทอยู่ตลอด ซึ่งทำให้หนังกินเวลาถ่ายทำไปร่วม 15 เดือน
แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เมื่อ In the Mood for Love กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีชที่เป็นไอคอนสะท้อนความเปลี่ยวเหงาของผู้คนในเมืองใหญ่ แม้จะผ่านมากว่า 20 ปีแต่ก็ยังถูกพูดถึงอยู่เสมอในแง่ของความงามในเชิงศิลปะ ด้วยองค์ประกอบในด้านงานภาพและเสียงที่ลงตัว สัมผัสได้ถึงมู๊ดโทนของหนังตามชื่อเรื่องจริงๆ
In the Mood for Love ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ แม้จะพ่ายแพ้ให้กับเรื่อง "Dancer in the Dark" แต่ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสาขาเทคนิคงานภาพไปได้ พ่วงด้วยเฮียเหลียงเฉาเหว่ย ที่คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์
ต้องขอบอกเลยว่าแรงขับส่วนหนึ่งที่ทำให้คาแรคเตอร์ของ อาเจ๊า (เฮียเหลียง) ในหนังเหงาเท่บาดใจได้เพียงนี้ก็คงจะขาด จางม่านอวี้ ไปไม่ได้จริงๆ ชุดกี่เพ้ากับใบหน้าที่เศร้าหมองของเธอในบทคุณนายฉั่น ที่ซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไว้และถ่ายทอดออกมาได้อย่างแยบยล การได้ประกบกันของทั้งคู่ต่างช่วยกันดึงเสน่ห์ออกมาได้อย่างล้นหลาม และทำให้คู่พระนางแสดงออกมาได้อย่างทรงพลัง
เรื่องราวเล่าย้อนกลับไปในปี 1962 ยุคที่ฮ่องกงถูกปกครงโดยสหราชอาณาจักร อาเจ๊า (Tony Leung) นักเขียนหนังสือพิมพ์ ที่ได้ย้ายมาอยู่ข้างห้องกับ คุณนายฉั่น (Maggie Cheung) เลขาบริษัทขนส่ง ทั้งคู่ต่างแต่งงานและมีคู่ครองอยู่แล้ว แต่กลับถูกอีกฝ่ายนอกใจ
ทั้งสองได้พบกันเพียงเวลาเดินสวนผ่านกันตรงบันได หรือร้านบะหมี่เท่านั้น จากการทักทายเล็กๆไปสู่การปรึกษาหารือเรื่องคู่ครองของตน จนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างช่วยกันเติมเต็มความเปล่าเปลี่ยวในใจ แต่มันเป็นสิ่งที่ผิดเมื่อทั้งคู่เริ่มตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนถลำลึกลงสู่ห้วงอารมณ์เสน่ห์หา
ทุกครั้งที่ได้กลับมาดูหนังเรื่องนี้ก็จะสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันหวานขม อบอวลไปด้วยความเหงาและปวดร้าวอยู่เสมอ หนังเล่าเรื่องได้ธรรมชาติมากเหมือนชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมีจุดหักหรือจุดพีคใดๆ หนังก็สามารถพาคนดูไปสัมผัสกับความโศกเศร้าของตัวละครได้เป็นอย่างดี ด้วยงานภาพที่สะท้อนสัญลักษณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทนสีฉูดฉาด ควันบุหรี่ โคมไฟกลางสายฝน หรือ เสื้อผ้าหน้าผม ก็ล้วนเป็นสไตล์และคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับหว่องกาไว ทุกอย่างดูละมุนและช่วยชูหนังให้มีซีนภาพสวยๆชวนจดจำยิ่งขึ้น
ด้วยการถ่ายทำแบบด้นสนซะเป็นส่วนใหญ่ หนังของหว่องจึงจะขาดไม่ได้กับบทพูดสนทนา ไดอะล็อกเท่ๆ คมคาย ที่ติดหูไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ทุกประโยคสนทนาแฝงไปด้วยนัยยะ ชวนให้ขบคิดไปต่างๆแล้วแต่สารที่ผู้ชมได้รับ
'อย่างการที่เอาความรับไปกระซิบบอกที่โพรงต้นไม้แล้วฝังกลบด้วยโคลน จากนั้นความลับนั้นก็จะคงอยู่ตลอดกาล' คือแบบคิดได้ไง ทั้งเท่ทั้งโรแมนติก แต่ในสถานการณ์ความเป็นจริงหากเราเป็นเหมือนตัวละครคงจะอึดอัดใจ เจ็บปวดไม่น้อย เมื่อได้หยิบหนังเรื่องนี้มาดูในช่วงอายุที่โตขึ้น ก็เลยสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่แตกต่างไป ตามแต่ประสบการณ์ที่เคยได้รับ
ในด้านองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องติ ทั้งแสงไฟ มุมกล้อง ทุกอย่างดูสมูทสวยงาม เข้ากันได้อย่างกลมกล่อม และสร้างอิทธิพลให้กับงานถ่ายภาพยุคหลังไว้มากมายหลายแขนง กระทั่งกลายเป็นฟิลเตอร์ที่เด็กยุคใหม่จะถ่ายรูปกันต้องบอกว่า "ขอแบบหว่องๆ" และซาวด์ประกอบที่เร้าใจแต่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงา แต่ละเพลงถูกวางไว้ได้ถูกที่ถูกทาง จากการคร่ำหวอดในงานกำกับและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ In the Mood for Love กลายเป็นมากกว่าหนัง แต่เป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวความรู้สึกในรูปแบบงานศิลปะอย่างไงอย่างงั้น
ในส่วนด้านการแสดงก็ต้องบอกเลยว่าขึ้นหิ้ง ติดตามมานานทั้งเฮียเหลียง และ จาง ม่านอวี้ แต่เรื่องนี้ทั้งคู่เคมีเข้ากันมาก จาง ม่านอวี้ ยังคงเป็นผู้หญิงที่แฝงความเศร้าไว้ในแววตาได้ดีเสมอ แสดงได้อินจัด ชวนร้องตามเลยทีเดียว เรื่องนี้กับการเกล้ามวยผมในชุดกี่เพ้าของเธอ บอกเลยว่าสวยสดงดงาม กินขาดจริงๆ ด้วยคาแรคเตอร์ คุณนายฉั่น ที่พัฒนามาจากเรื่อง "Days of Being Wild" กลายๆ ก็ทำให้สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยว ของผู้หญิงที่ทั้งชีวิตถูกคนรักนอกใจมาตลอดและไม่เคยได้รับความรักที่ดีเลย ตรงนี้เล่นเอาหน่วงไปเหมือนกัน
จะเรียกว่าไตรภาคก็ไม่เชิง สำหรับผลงานของผู้กำกับแว่นดำอย่าง หว่องกาไว ตั้งแต่ "Days of Being Wild" "In the Mood for Love" และ "2046" โดยที่หนังไม่ได้ถูกสร้างมาเป็นภาคต่ออย่างชัดเจน แต่ก็มีบางอย่างที่เชื่อมต่อกัน ทั้งสถานที่ ตัวละคร ไดอะล็อกต่างๆ และที่สำคัญจะต้องซ่อนไปด้วยอารมณ์อ้างว้างเปลี่ยวเหงา เล่าไปกับงานภาพที่คอนทราสต์โดดเด่น จนกลายเป็นเสน่ห์ของเอเชียแห่งวงการภาพยนตร์
แน่นอนว่าหนังหว่องทุกเรื่องต่างมีความสวยงาม ความไพเราะของเพลงที่แตกต่างกัน เรื่องราวสุดเหงาปนเศร้าของผู้คนในเมืองใหญ่ ที่ถ่ายทอดออกมาแต่ละเรื่องก็มีเอกลักษณ์ที่ดีงามไม่แพ้กัน แต่ถ้าหากจะพูดถึงความมาสเตอร์พีช ที่จะพลาดไม่ได้สักเรื่องละก็ In the Mood for Love คือหนึ่งเดียวที่ครบรสชาติในด้านของ ศิลปะ อารมณ์ ความสัมพันธ์ ยิ่งใครที่อินๆนี่มีน้ำตาซึมแน่นอน แม้คนที่ไม่ใช่แฟนหนังหว่องอาจจะรู้สึกว่าดูยากไปหน่อย แต่ขออวยไว้เลยว่าไม่อยากให้พลาดจริงๆ แล้วคุณอาจจะหลงรักผลงานกำกับของผู้ชายคนนี้ก็เป็นได้
โฆษณา