19 ต.ค. 2022 เวลา 13:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ผมมองว่าทั้ง “รายได้,” “อำนาจ,” และ “โอกาส” มีความเชื่อโยงกันอยู่
1) “อำนาจ”
เราสามารถใช้อำนาจในการแสวงหารายได้ และในทางกลับกัน เราสามารถใช้รายได้แสวงหาอำนาจได้ในบางกรณี
ผมลองจินตนาการว่า ในย่านหนึ่งมีร้านขายข้าวมันไก่อยู่ราวสิบร้าน แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้ทั้งสิบร้านมีรายได้เท่าเทียมกันได้ หากเป็นกลไกตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์
แต่ละร้านก็จะมีเทคนิคในการทำข้าวมันไก่ที่แตกต่างกันรวมถึงวิธีการทำนำ้จิ้ม!
มี suppliers ของวัตถุดิบทั้งไก่ทั้งข้าวทั้งนำ้จิ้มที่แตกต่างกัน และนั่นหมายถึงโครงสร้างราคา หรือ cost structures ที่แตกต่างกันออกไป บางร้านอาจเป็นเจ้าของตึกเอง บางร้านต้องจ่ายค่าเช่าตึก
คุณภาพของรสชาติและราคาที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นจุดขายที่แตกต่างกัน และนำมาซึ่งรายได้ที่แตกต่างกัน
ในที่สุด
ดังนั้น การทำข้าวมันไก่ให้อร่อย, สะอาด, และมีราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ จึงเป็น “อำนาจ” ที่แต่ละร้านมีไม่เท่ากัน และทำให้มีรายได้ไม่เท่ากัน
2) “โอกาส”
ผมจินตนาการดูว่า มีเด็กสองคนชอบเล่นเทนนิสเหมือนกัน
คนแรก “เผอิญ” มีบ้านอยู่ใกล้สนามเทนนิสในระยะเดินเพียงหนึ่งนาที
ส่วนคนที่สองมีบ้านอยู่ห่างออกไปโดยต้องนั่งรถไฟถึงหนึ่งชั่วโมง! และในละแวกบ้านของน้องคนที่สองก็ไม่มีสนามเทนนิสที่ใกล้กว่านี้แล้ว
ถึงแม้น้องทั้งสองคนจะมีฝีมือใกล้เคียงกันในระยะแรกช่วงเริ่มเล่นเทนนิส
แต่เห็นได้ชัดเจนว่า น้องคนที่มีบ้านอยู่ไกลกว่าต้องแบกรับต้นทุนที่มากกว่าในการมาฝึกซ้อม เพียงแค่ “โอกาส” ที่ไม่ได้มีบ้านอยู่ใกล้สนามเทนนิสเหมือนน้องคนแรก
ความแตกต่างทางโอกาสนี้อาจนำมาซึ่งความแตกต่างเชิงรายได้ในอนาคตหากน้องทั้งสองโตขึ้นเป็นนักเทนนิสอาชีพ แล้วน้องคนที่มีบ้านอยู่ไกลกว่า เกิดมี “ข้อจำกัด” อื่นๆมาแทรกแซงการฝึกที่มีผลต่อการพัฒนาฝีมือ และการพัฒนาฝีมือก็จะไปมีผลต่อรายได้ในที่สุด!
1
3) ผมมองว่า “คนจน” มีสองประเภทใหญ่ๆ
3.1) จนเพราะบริหารจัดการทรัพยากรไม่ดี”
เช่น คนที่ไม่ทำมาหากินแล้วติดการพนัน ซึ่งคนพวกนี้อาจจะเคย “รวย” มาก่อนก็ได้ นั่นคือ “จนเพราะวุฒิภาวะ”
3.2) “จนเพราะไม่มีทรัพยากรจะให้บริหาร”
คือ คนที่ตั้งใจทำมาหากิน แต่เข้าถึง “สภาพคล่องทางการเงินลำบาก” เช่น ไม่มีอะไรไปคำ้ประกันสินเชื่อ เพราะเกิดมาไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น สุดท้ายก็กู้เงินนอกระบบ! นั่นคือ “จนเพราะขาด
โอกาส”
หาก “คนรวย” แสวงหา “อำนาจ” ในการดูแล “งบประมาณ” ที่มาจากเงินของ “คนจน” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วคุณคิดว่า “คนรวย” เหล่านั้นจะใช้เงินของคนจน เพื่อไป “แก้ปัญหา” ให้ใคร?
ในเมื่อเราทำให้ทุกคน “รวยเท่ากันไม่ได้” เราจึงต้องให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพในการกระจายโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรมที่สุด” ซึ่ง “คนรวย” ที่ต้องการรวยมากขึ้นจากการแสวงหา “อำนาจ” เพื่อขัดขวางการกระจายโอกาสดีๆไปสู่ “คนจน” ส่วนใหญ่ จะไม่มีวันยอมให้ “การกระจายโอกาส” ดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะมันคือการขัดผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุด และนี่คือ “ต้นตอแห่งความเหลื่อมล้ำ” อย่างแท้จริง!
ดังนั้นการ “ตรวจสอบ” อำนาจที่ “คนรวย” คว้าเอาไว้อยู่ในกำมือ จึงเป็นหน้าที่ของ “คนจน” ทุกคน ทุกที่ และ ทุกเวลา! โดยการ “ตั้งคำถาม” และ “เรียกร้องคำตอบ” จาก “คนรวย” ที่ยังอยากรวยขึ้นไปอีก!
สังคม online ช่วยกระจาย “อำนาจ” ได้เป็นอย่างดี (decentralisation) และมันทรงพลังมากจน บางประเทศที่ปราศจากการเลือกตั้งแบบถาวร ถึงขั้น “สกัดกั้น” การเข้าถึงของเทคโนโลยีนี้ กับ “ประชาชนอันเป็นที่รัก” ของตัวเอง!
4) “ความเหลื่อมล้ำ”
ผมขอเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆแบบนี้ครับ
“ความแตกต่าง” ทำให้เกิด “การเคลื่อนไหว”
ลมเกิดจากอะไร?
พื้นที่ A อุณหภูมิ “สูง” ความกดอากาศ “ต่ำ”
พื้นที่ B อุณหภูมิ “ต่ำ” ความกดอากาศ “สูง”
อากาศจึงไหล (ลมพัด) จาก B —-> A
“เมืองใหญ่ๆ” มีโอกาสเยอะ คนใน “เมืองเล็กๆ” จึงย้ายไปหาโอกาสที่มีมากกว่าในเมือง ที่ดินในเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่เท่ากับที่ดินในเมืองเล็ก แต่ราคาแพงกว่าหลายเท่านัก! เพราะกลไกอุปสงค์อุปทานต่างกัน
คนที่มีอำนาจก็อยากรักษาอำนาจไว้ คนไม่มีอำนาจก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงอำนาจ
“มีอำนาจก็ใช้แสวงหาเงิน มีเงินก็เข้าถึงอำนาจได้สะดวก” ถ้าคุณเปลี่ยนกลไกนี้ได้ ความเหลื่อมล้ำจะไม่หมดไป แต่จะบรรเทาลง
เพราะถ้า “แตกต่าง” มากๆ “พายุใหญ่” จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น!
โฆษณา