28 ต.ค. 2022 เวลา 19:06 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
The Playlist (2022)
Netflix ซีรี่ย์ 6 ตอน
คะแนน 9/10
1
นี่คือเรื่องราวการก่อกำเนิด Spotify แอพลิเคชั่นสตรีมมิ่งเพลงที่คนใช้กันทั่วโลก ฉันเปิดดูโดยมีความรู้พื้นฐานน้อยมาก ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้เลย ซึ่งมันดีมาก สนุกมาก
นี่คือ 10 Short Notes หลังดูจบ
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
1. ชอบการนำเสนอที่ไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นเดียว จากมุมมองหรือจากปากคนเล่าคนเดียว แต่แบ่งออกเป็น 6 ตอนจากผู้ที่มีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องทั้งหมด 6 คน
โดยตอนจบของแต่ละตอน จะให้ตัวเอกของตอนต่อไปพูดประมาณว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว” ซึ่งมันโคตรดี เพราะทำให้เราอยากรู้ว่า อ้าววว แล้วเรื่องในมุมเธอมันยังไงรึ ไหนเล่าซิ
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
2. โดยปกติ หนังชีวประวัติแบบนี้ จะเล่าโดยชูตัวเอกซึ่งก็คือเจ้าของเป็นหลัก อย่างเรื่องของสตีฟ จ็อบ / มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เราจะได้เห็นแต่ชีวิต ความคิด ความฝันของผู้ก่อตั้งใช่มั้ย แต่ The Playlist เปิดโอกาสให้เราได้เห็นฟันเฟืองสำคัญตัวอื่น ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาจนเป็น Spotify ได้ยังไง
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
3. ส่วนตัวชอบมาก ๆ ที่แต่ละคนมีเรื่องเล่าที่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน คือภาพรวมน่ะเหมือนกัน แต่พอเล่าออกมาจากปากแต่ละคน หนังจะฉายให้เห็นถึงดีเทลยิบย่อยต่างกัน
เช่น การพบกันของ แดเนียล และ มาร์ติน ในครั้งแรก ภาพจำของทั้งสองคนต่างกันโดยการขับเคลื่อนอีโก้ของแต่ละคน
1
ซึ่งไม่ว่าจะเล่าแบบไหน ก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่า ทั้งสองพบกันทำสัญญาซื้อขายโปรแกรมกัน แต่ว่าความรู้สึกที่มีต่อกันนั้นต่างหาก ที่หนังเล่าให้เราเห็นว่า แต่ละคนมองตัวเองและอีกฝ่ายอย่างไร ซึ่งมันเกิดอะไรแบบนี้อยู่ตลอดทั้ง 6 Ep และมันทำให้หนังสนุกและมีเสน่ห์ขึ้น
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
4. ทั้ง 6 ตอนจะเล่าถึงคนสำคัญดังนี้
The Vision : Daniel Ek ผู้ก่อตั้ง
The Industry : Per Sudin จาก Sony Music
The Law : Petra Hansson นักกฎหมายสาวไฟแรงที่ทำให้ดีลยักษ์เกิดขึ้นจนได้
The Coder : Andreas Ehn นักโปรแกรมเมอร์
The Partner : Martin Lorentzon
The Artist : Bobby T นักร้องสาวเพื่อนเก่า ตัวแทนศิลปินผู้เสียผลประโยชน์จากการมีอยู่ของ Spotify
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
5. ส่วนตัวชอบ Ep 3 : The Law มากที่สุด ชอบการใช้โถงทางเดินเป็นถนนสายหลักในการกระโดดไปฉากต่าง ๆ มันโคตรเท่เลย เนื้อเรื่องการต่อสู้ขับเคี่ยวทางด้านกฎหมาย อย่างไรก็สนุกอยู่แล้ว มาได้วิธีการเล่าเรื่องที่เจ๋งแบบนี้ยิ่งสนุกเข้าไปอีก
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
6. ชอบ Ep 6 : The Artist น้อยที่สุด ไม่ใช่เล่าเรื่องไม่สนุก เนื้อหาในตอนนั้นดีมาก เราได้รับรู้ถึงลิขสิทธิ์และรายได้ของศิลปิน รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าต้นตอมันมีมาอย่างไร
แต่ที่ไม่ชอบคือการขายฝัน เล่าไปถึงปี 2025 ซะอย่างนั้น นี่คือหนัง Biography ไม่ใช่เหรอ? ควรเล่าแค่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นจริงมั้ย? นี่คือ 1 คะแนนที่ฉันตัดไป ทั้ง ๆ ที่ควรได้ 10/10 แล้วแท้ ๆ
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
7. นักแสดงทุกคนคือสุดยอด ชอบคนที่แสดงในตอน Ep 4 : The Coder มากที่สุด เป็นการนำเสนอตัวตนคนเนิร์ดแบบไม่สุดขั้ว ปกติพวกเด็กเนิร์ดที่เห็นตามจอ จะดูผิดปกติจนเกินจริง แต่ Andreas ทำให้เห็นได้ทั้งด้านเนิร์ดและด้านมนุษย์แบบพอดี ๆ
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
8. หนังชีวประวัติแบบนี้ ดูแล้วสร้างกำลังใจดีนะ คือมันย้ำให้เราเข้าใจว่า ไม่มีอะไรง่ายหรอกโว้ย ก่อนจะดูความสำเร็จในวันนี้ของเค้า แหกตาดูเส้นทางที่เหนื่อยยากของเค้าด้วย
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
9. และมันก็ยังย้ำด้วยว่า โลกจริง แม่งโหดร้าย อะไรที่เคยสัญญากันไว้ เคยวาดฝันร่วมกันอย่างชื่นมื่นขนาดไหน ถึงวันหนึ่งก็แค่ตบบ่ากันเบา ๆ บอกว่า “โลกจริงก็แบบนี้แหละเพื่อน” แล้วทิ้งกันหน้าตาเฉย … แม่ง!!
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
10. ระหว่างดูก็มีความคิดนึงผุดขึ้นมาว่า คนที่จะทำอะไรใหญ่ ๆได้นี่ ต้องใช้อีโก้เปลือง ต้องเชื่อมั่นในตัวเองมากแบบล้นไปเลย ต้องหมกมุ่น ต้องดื้อ ต้องมองนอกกรอบ ต้องเชื่อในเรื่องที่ใครก็ไม่เชื่อ ฯ อะไรพวกนี้จำเป็นจริง ๆ
1
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
สรุปว่า สนุกมาก เพลินมาก ดูเถอะ
❤️

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา