2 ธ.ค. 2022 เวลา 00:00 • นิยาย เรื่องสั้น
[เรื่องเกือบส่วนตัว ตอน 21]
“กรรณิการ์-อมรา พากย์”
ในวัยเด็ก สถานที่ที่ผมชอบไปอย่างยิ่งคือโรงหนัง
โรงหนังหลักในหาดใหญ่ยุคนั้นได้แก่ โอเดียน คิงส์ เฉลิมไทย รามา
ค่าดูหนังมีราคา 3 บาท 5 บาท 7 บาท ต่อมาก็ปรับราคาไปตามค่าครองชีพ ไม่จัดว่าแพง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีโทรทัศน์ การดูหนังในโรงเป็นความบันเทิงนอกบ้านอย่างหนึ่ง ยกเว้นนานๆ ทีมีหนังกลางแปลงมาฉาย
บรรยากาศการดูหนังในต่างจังหวัดสมัยนั้นก็คล้ายกับที่ปรากฏในหนังอิตาเลียนเรื่อง Cinema Paradiso
เมืองน้อยในอิตาลีกับเมืองน้อยในไทยก็ไม่ต่างกัน มีเด็กที่ชอบฝันผ่านโรงหนังเหมือนกัน
สำหรับเด็กๆ ในหาดใหญ่ โรงหนังก็คือ paradiso (สวรรค์) อย่างหนึ่ง
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงหนังในต่างจังหวัดคือมีรถประกาศ เป็นรถกระบะ ติดป้ายโปสเตอร์สองข้าง คนขับก็ประกาศว่าวันนี้ฉายเรื่องอะไร
เวลานั้นหนังทุกเรื่องที่ฉายมีการพากย์ไทย ยกเว้นโรงหนังเฉลิมไทย เปิดห้องพิเศษฉายหนังเสียงในฟิล์ม ครั้งหนึ่งผมเคยไปดูหนังฝรั่งเสียงในฟิล์มเรื่องหนึ่ง ปรากฏว่าไม่รู้เรื่องเลย เพราะบนจอก็ไม่มีซับไตเติ้ลใดๆ
ดูหนังพากย์ไปตามเดิมดีกว่า
โรงหนังที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดคือ โอเดียน มักฉายหนังจีน พากย์ไทย คนพากย์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งคนพากย์ชายคนเดียวพากย์ทั้งเสียงบุรุษและสตรี สันนิษฐานว่านักพากย์หญิงลาป่วย หรือลาคลอด หรือทะเลาะกับสามี หรือ... ฯลฯ เอาเป็นว่าคุณเธอไม่ได้มาพากย์ในคืนนั้น โอ! มันเป็นค่ำคืนที่เลวร้ายมาก เสียงผู้ชายที่ดัดเสียงเป็นเสียงผู้หญิงนี่สุดทนทานจริงๆ
1
คืนนั้นโรงหนังก็เปลี่ยนจาก Cinema Paradiso เป็น Cinema Hellio
หนังที่ฉายในโรงหนังคิงส์ มีนักพากย์ประจำชื่อ พงษ์ทิพย์ หลายปีต่อมาผมพบนักพากย์ชื่อนี้ประจำที่โรงหนังชั้นสอง พระโขนงเธียเตอร์ ที่กรุงเทพฯ
ส่วนหนังที่ฉายที่เฉลิมไทยหาดใหญ่ทั้งหมดพากย์โดย กรรณิการ์-อมรา เป็นเสียงพากย์ระดับมาตรฐาน เมื่อไตเติลหนังผ่านไป มักมีเสียงผู้พากย์เอ่ยทับว่า “กรรณิการ์-อมรา พากย์” เป็นตราประทับยี่ห้อนักพากย์
เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่มานานก่อนหน้า “ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร”
กรรณิการ์-อมรา เป็นนักพากย์สามีภรรยาในชีวิตจริง ‘กรรณิการ์’ มีชื่อจริงว่า สรวง ยุทธนา ชาวตำบลสทิงหม้อ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสิงหนคร สงขลา) เกิดในครอบครัวยากจน มีอาชีพถีบสามล้อและรับจ้าง ต่อมามีโอกาสรู้จักกับอาจารย์วรเทพ ศิษย์ของทิดเขียว (สิน สีบุญเรือง) บรมครูด้านการพากย์
กรรณิการ์ติดตามครูวรเทพเดินสายไปพากย์หนังตามจังหวัดต่างๆ ในที่สุดก็กลายเป็นนักพากย์เต็มตัว คู่พากย์หญิงคือคุณฉวีวรรณภรรยาคนแรก
ต่อมาก็ประกาศหาคู่พากย์คนใหม่ คือ ‘อมรา’
‘อมรา’ ก็คือ อมรา ภู่เจริญยศ ชาวทับเที่ยง จังหวัดตรัง (บ้านเดียวกับญาติของผม) บ้านมีฐานะยากจนเช่นกัน อมราช่วยแม่ขายข้าวแกง แต่ชะตาชีวิตก็คล้ายๆ กรรณิการ์ มีโอกาสช่วยงานนักพากย์คนหนึ่งชื่อครูดาวนคร แรกๆ พากย์สลับร้องเพลง ต่อมาก็ทำงานร่วมกับกรรณิการ์ ทั้งสองแต่งงานกัน และทำงานพากย์หนังร่วมกันหลายร้อยเรื่อง
นักพากย์ในสมัยนั้นทำงานหนักมาก ไม่ใช่แค่ออกเสียงพูดตามตัวละคร ก่อนพากย์หนังแต่ละเรื่อง ต้องดูหนังและซ้อมพากย์ (ภาษานักพากย์เรียกว่า ซ้อมหนัง) กว่าสามรอบ จนเมื่อพอใจ จึงยอมให้โรงหนังเปิดเทปที่อัดเสียงพากย์ไว้
1
กรรณิการ์ทำบทพากย์ด้วยตนเองทุกเรื่อง โดยอิงจากสคริปต์ที่ได้รับ นั่งพิมพ์ดีดบทพากย์จนดึกดื่น บางครั้งต้องทำงานโต้รุ่ง นอกจากพากย์ประจำที่หาดใหญ่แล้ว ทั้งสองก็เดินสายไปพากย์หนังทั่วภาคใต้
บ้านของทั้งสองเป็นที่พักของนักพากย์จากที่ต่างๆ ที่เดินทางมาหาดใหญ่ และไม่มีที่พัก นอกจากนี้ยังใช้บ้านเป็นที่ตั้งสมาคมนักพากย์ภาพยนตร์ภาคใต้ด้วย วันที่ 19 มีนาคมของทุกปีมีพิธีไหว้ครูปรมาจารย์นักพากย์คือ ทิดเขียว นักพากย์จากทั่วประเทศจะมารวมตัวกัน เช่น รอง เค้ามูลคดี ปทุมวดี โสภาพรรณ โต๊ะ พันธมิตร ฯลฯ
กรรณิการ์-อมราเป็นไอดอลของนักพากย์ยุคต่อมาหลายคน เช่น ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ ‘ก้องฟ้า’ หรือ โต๊ะ พันธมิตร คนหาดใหญ่ที่ต่อมาก่อตั้งกลุ่มพันธมิตร
นี่คือบทหนึ่งของโรงหนังในหาดใหญ่หลายสิบปีก่อนยุคมัลติเพล็กซ์ เป็นตำนานนักพากย์ชั้นครูซึ่งปูทางให้วงการพากย์หนังไทยในยุคหลัง
(หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก สุดสรวง ยุทธนา บุตรสาว กรรณิการ์-อมรา)
1
(ยังมีต่อ)
โฆษณา