22 ธ.ค. 2022 เวลา 03:30 • นิยาย เรื่องสั้น
หมู่บ้านสายลมใต้
⊱ เอกานั่งยลพระอาทิตย์ตกดินอยู่ที่หน้าผาไม่ขยับไปไหนอื่น
ราวกับโลกทั้งใบนิ่งงันตลอดกาล นานมากแล้วที่เขายังคงนั่งทอดสายตาจับจ้องเส้นขอบฟ้าอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์ไม่เคยเคลื่อนต่ำลงไปเลย กระทั่งลาลับขอบฟ้า ไม่ปล่อยให้ท้องฟ้าสีน้ำหมึกแห่งราตรีกาลครอบครองผืนนภาตรงนี้ ไม่ให้โลกส่วนนี้มืดลงสักเวลาใดเวลาหนึ่ง
เอกามีความรู้สึกอยู่ตรงนี้ตราบชั่วนิรันดร์เลยก็ย่อมได้ และอยู่ตรงนี้นานมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
เด็กชายอยากนั่งเฝ้าคอย แม้รู้ว่ามันจะเป็นจริงไปไม่ได้อย่างไรไม่ทราบ เพียงเพราะจิตใต้สำนึกมันร่ำบอกให้ยอมรับ
เขายังคงไม่ลุกไปจากตรงนี้ สมควรจะไปได้สักทีหนึ่ง
ต้องการเวลาอีกสักเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าต้องการเท่าไร เพื่อเป็นสักขีพยาน เอาไว้ยืนยันกับมานิ หักล้างข้อกังขาในความเป็นไปได้จริงหรือในใจอีกฝ่าย
มานิไม่มีอยู่ให้เขาได้ตื่นเต้นด้วยอารามสุดจะเหลือเชื่อ กลับไปบอกกล่าวความเป็นจริงที่เป็นอยู่นี้
ถ้ากลับกัน มานิยังคงอยู่ในสถานที่ของตน อีกฝ่ายจะตามมาพิสูจน์เดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้เลย มากกว่าปัดคำพูดของเขา และด่วนตัดสินใจว่าเขาอาจโกหกหลอกเล่น
มานิได้มาเห็นกับตาตัวเอง อย่างที่เอกาประจักษ์อยู่ตรงนี้ร่วมหลายชั่วโมง
อีกฝ่ายคงขอให้เขานั่งชมโฉมแสงอาทิตย์อัสดงนี้ตราบนานเท่านาน ตามความพอใจของตน มีหรือเขาจะปฏิเสธ และชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นข้ออ้างให้ได้หันหลังจากที่ซึ่งสวยงามตราตรึงตรงนี้ไป ด้วยความเบื่อหน่ายในความรู้สึกลึกๆ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย มันจะเป็นการทำลายบรรยากาศแสนเพลิดเพลินอย่างโหดร้าย พรากไปจากหัวใจของผู้เป็นที่รักยิ่ง
สุนัขจิ้งจอกขาวก้าวมาจากด้านหลัง มันวางหัวเกยหน้าขา
เอกาลูบไล้เรือนขนอ่อนนุ่มดั่งสายธารเย็นสบายแสนเพลิดเพลินนี้ไปพลาง
สายตาเขาไม่ละจากพระอาทิตย์ตกนิรันดร์กาลไปที่ไหนอื่นเลย
"ฉันคิดถึงมานิจัง"
เอการำพึง
"ฉันต้องรู้ดีแน่นอน ว่าถ้าหากมานิอยู่ตรงนี้ ข้างๆ ฉันอีกครั้ง เขาจะขออยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่ก็ขออยู่จนกว่าหน่ายจะมองดูพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเมื่อไร"
มันส่งเสียงร้องหงิงๆ ในลำคอ ความพยายามเล็กน้อยของเจ้าหางก้อน ดึงความสนใจจากเขาไปได้ในท้ายที่สุด
"มีอะไรเหรอ"
เขาเอ่ยถาม
"เจ้าหางก้อน"
มันชูคอระหงขึ้น หันหน้ามองเข้าไปในป่า เอการู้ได้ทันที เขาเพียงยังไม่ต้องการรีบด่วนจากสถานที่แห่งทรงจำนี้ไปไหนอื่น
"ฉันต้องไปแล้วสินะ"
เจ้าหางก้อนพยักหน้า
"แกคงไม่ใจดีให้ฉันต่อรองยืดเวลาอีกสักนาทีก็ไม่เคยพอเพื่ออยู่ที่นี่ต่ออีกสินะ"
มันพยักหน้ายืนกรานอีกหน
เอกาเอี้ยวสุดตัวไปข้างหลัง ฝ่ามือเท้าพื้นไว้ ไม่ให้สูญเสียการทรงตัวมั่นคงนี้ เขาถึงกลับพลิกตัวกลับหลังหันทันทีทันใด ตอนที่เห็นแท่งหินทรงสี่เหลี่ยม ข้างบนเป็นยอดสามเหลี่ยมหัวทู่
ไม่ลืมหอกฉวยติดมือมาด้วย เจ้าหางก้อนมาถึงเสาหินล่วงหน้าเอกา ด้วยการเคลื่อนย้ายที่ฉับพลัน เขาเพิ่งเร่งรุดมาถึงให้หลังไม่ถึงนาที
"นี่มันอะไรน่ะ"
เขาเอ่ยขึ้นลำพังอย่างฉงน
"ก่อนหน้านี้มันไม่มีนี่น่า"
เสาหินสูงร้อยห้าสิบเซนติเมตรผุดขึ้นมาตรงผกานานาพรรณ อดีตซากอสุรกายสิงโตเถาไม้หนามใหญ่ยักษ์
เด็กชายวนสำรวจไปรอบๆ กวาดตาไล่ขึ้นจากบนลงล่างทุกๆ ด้านของแท่งเสาหินละเอียดถี่ถ้วนทุกตารางนิ้ว
เอกาเวียนมาจบลงที่เดิม รอยสลักเพียงเส้นเดียวถักทอเป็นรูปเป็นร่างต้นอิลานา ใต้ยักษ์เขียวพฤกษาปกรณัม สุนัขจิ้งจอกเฟนเนกขาวบริสุทธิ์นอนม้วนตัวรอบโคนต้นเฝ้าปกปักรักษา หมาป่าเฟนรีสน้ำเงินรัตติกาลเคียงข้างไม่ห่างกาย ดั่งคนรักตลอดกาล
เขาเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าตำนานแห่งยักษ์เขียวพฤกษา เป็นนิทานก่อนนอน ทั้งการละครลานมโหรสพ พวกมันทั้งสองตัวพิทักษ์จิตวิญญาณอิลานาแห่งสรรพชีวิตจากวาตานเจ้าเล่ห์เพทุบายร้ายกาจ ใช้วาทศิลป์ปลิ้นปล้อนอันเป็นทักษะยอดเยี่ยมของพวกมัน ล่อลวงโดยการโน้มน้าวจิตใจเอนเอียง ช่วงชิงจิตวิญญาณอิลานาถอดจากลำต้น หวังทำลายทั้งอีธารามอดม้วย อย่างไรก็ตาม วาตานก็ไม่อาจมีชัยเหนือสองมหาทวยเทพผู้พิทักษ์ได้
คริสตัลบนยอดหอกเรืองแสงวูบวาบ เขายื่นปลายหอกโน้มไปแตะจุดกลมใหญ่ตรงลำต้นอิลานา ที่ซึ่งผนึกจิตวิญญาณอุดมสมบูรณ์ของทั้งอีธารา
กระแสน้ำใสประดุจแก้ว ไหลบ่าไปตามร่องสลัก แรงโน้มถ่วงของโลกไม่ส่งผล น้ำทั้งหมดไม่เทลงพื้นหมด ราวกับไม่มีอะไรเคยเป็นจริงเลย
อย่างกับแม่น้ำสายเล็กในร่องสลักบนแท่งศิลาทั้งหมด ก่อกำเนิดแสงรัศมีสีขาวเปล่งประกายสว่างเจิดจ้าบาดตาแผ่ออกมาชั่ววูบเดียว เอกาต้องยกมือขึ้นป้องลูกตา ให้หลังเจ้าหางก้อนนำร่อง ประเดิมด้วยการเดินหายเข้าไปในเสาหินก่อน เกิดวงน้ำกระเพื่อมกลางอากาศระหว่างนั้น
เอกากลั้นหายใจภายในหนึ่งอึดใจเดียวตามมันเข้าไปทีหลัง
เขามาปรากฏตัวอีกที่ ใต้ต้นเมียนคาต้นใหญ่ใจกลางจัตุรัสกลางชุมชน ซึ่งพบกับแม่หมออาฟฟาอีกครั้งหนึ่ง
"เสาหินเฮสธา"
เอกาถึงกับเผลอสะดุ้งโหยง ตอนไม่มีสติสัมปชัญญะรอบด้าน
เขาหันขวับไปยังต้นเสียง พบแม่หมออาฟฟานั่งอยู่ใต้ต้นเมียนคา ด้วยอิริยาบถไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
นางคลี่ยิ้มอ่อนอย่างยินดีปรีดา
"อะไรคือเสาหินเฮสธาครับ"
เด็กชายสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก
"ท่านหัวหน้าเคลื่อนผ่านมันก่อนหน้า"
นางตอบ
เจ้าหางก้อนซบหน้าบนหน้าตักของหญิงชรา มือเหี่ยวย่นสีช็อกโกแลตลูบไล้บริเวณคอยาวระหงของมันไปพลาง
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านอีกครั้งนะคะ"
เสียงแหบพร่าของนางปีติน้อยๆ ไม่รู้ว่าเอการู้สึกไปเออเอง หรือสัมผัสถึงความเศร้าสร้อยถูกข่มอยู่นั้นเจือปนเผลอแสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย
"อัสดงของเอกา"
เอกาเอ่ย
"บางอย่างที่ขาดหาย ฉงนถึงการมีเยื่อใยต่อกัน พอผมได้มันกลับมาแล้ว ความผูกพันระหว่างผมกับมานิทั้งหมดทั้งมวลแจ่มชัดขึ้นภายในใจฉับพลัน มันเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่ไม่มีวันคืนคำได้เลยครับ"
"ไม่ใช่เพียงเท่านี้หรอกหนา"
นางแก้ต่าง
"ยังมีบางอย่างที่ขาดหาย ซึ่งท่านจะต้องนำมันกลับมา ไม่ใช่นำพวกมันกลับมาเพื่อท่านจะได้รู้และเข้าใจว่ามันเป็นอะไรอย่างไรบ้าง แต่นำพวกมันกลับมาเพื่อที่ท่านอาจได้มองเห็นสิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่ถูกท่านละเลยในช่วงเวลามืดแปดด้านและจนหนทางการแก้ปัญหาใหญ่เกินตัวท่านมากทีเดียวเชียวค่ะ"
"ผมก็รู้สึกเช่นนั้นครับ"
เขาเห็นพ้อง
"เพราะผมยังรู้สึกถึงตัวตนอันไม่สมบูรณ์ ต่อให้นึกเท่าไร ผมก็ไม่มีวันนึกออกเลย เหมือนกับว่าผมไม่มีอะไรที่ลืมเลือน จดจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยลืม"
"ท่านไม่ได้ลืมมันจริงๆ หรอกนะคะ"
แม่หมออาฟฟาส่ายหน้า
"ช่วงเวลาสำคัญๆ ในชีวิตของท่านหล่นหายตามเส้นทางนับจากนี้ ท่านกำลังจะต้องไปเส้นทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกันกับเส้นทางอัสดงของท่านหัวหน้าเอง"
"ทำไมความทรงจำของผมถึงต้องหล่นหายด้วยล่ะครับ"
เอกายากจะเข้าใจ
"เหตุเพราะความกะทันหันในวินาทีสุดท้ายของชีวิตท่านหัวหน้า เกินกว่าจะรู้สึกตัวได้ทันว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งดำเนินไปแล้วบ้างน่ะค่ะ"
"แล้วมันคืออะไรเหรอครับ"
เขาร้อนใจอยากรู้เหลือเกิน
"ท่านแม่หมอ"
"แม่อยากให้ท่านรับรู้"
นางเก็บงำ
"และยอมรับช่วงเวลานั้น เป็นผลให้เกิดสภาพแวดล้อมเป็นอยู่นี้ ด้วยตัวของท่านเอง แม่อยากให้ท่านจดจำสภาพแวดล้อมนี้เอาไว้"
นางกวาดมือไปรอบ
"ไม่อย่างนั้น"
แม่หมอกล่าวต่อ
"แม่บอกเรื่องทั้งหมดให้ท่านรับรู้เดี๋ยวนี้ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรให้ท่านได้ดีไปกว่าท่านรับรู้ด้วยตนเอง"
นางอธิบายเพิ่มเติม
"มิหนำซ้ำ อีกความคิดหนึ่งของท่านเองก็ขัดแย้งแข่งขัน จึงยากปักใจเชื่อได้ลง ก่อนพิสูจน์ประจักษ์แก่ท่านเอง ดังนั้น แม่ไม่อยากให้ท่านรีบร้อนนัก เวลาจะค่อยๆ มอบบทเรียนให้ท่านเรียนรู้ แม่ไม่อยากให้ท่านเรียนรู้ที่จะยึดติดนักหรอกหนา"
"ทำไมเหรอครับ"
เด็กชายตั้งคำถาม
"เมื่อมีความสูญเสียเกิดขึ้น"
นางถอดถอนหายใจเสียยาว
"ก็ยากเกินสูญเสีย ยิ่งมันงดงามดั่งอัสดงของท่านเองด้วยแล้ว"
"ผมเข้าใจแล้วว่า"
เอกาบอก
"ว่าอะไรคืออัสดงของผมน่ะครับ"
นางก้มหน้าลง คลี่ยิ้มให้กับเจ้าหางก้อน
"มันสวยงามก็จริง"
เขากลับไม่ค่อยมีความสุขนัก หรือแม้จะยินดียินร้ายยอมรับให้เป็นความจริงทุกประการ โดยเฉพาะโรคร้ายกัดกินสุขภาพร่างกายมานิอยู่
"แต่ความสวยงามที่ผาแห่งนั้น ก่อนที่ผมจะไปถึง บางอย่าง ---"
"มันมีอะไรที่รบกวนใจท่านหัวหน้าอยู่หรือเปล่าคะ"
เด็กชายพยักหน้า
"บางอย่าง --- ร้ายแรง"
เอกาหวาดหวั่นทั้งเจ็บปวดระคนกัน เกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยและจินตนาการไปต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับมานิ
"อย่างโรคร้ายติดต่อทางสายเลือดเชื้อไขของมานิ อยู่ๆ มันก็กำเริบขึ้นระหว่างทางไปที่นั่นอีกครั้ง มันกลับให้ความรู้สึกข้างในลึกๆ ในใจของผม เหมือนกับว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เราได้ไปเยือนอย่างไรอย่างนั้น"
"ท่านรู้สึกไม่ผิดไปจากนั้นหรอกนะคะ"
แม่หมอยืนยันอีกเสียง
"แม่วอนท่านอย่าเพิ่งตั้งคำถามอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วเลย แม้ท่านเองจะจดจำมันไม่ได้ตอนนี้ แม่อยากให้ท่านได้ไปรับรู้เห็นแจ้งเอง มันยากที่จะมีสติ ดวงตาซึ่งเคยเปิดกว้างอย่างผู้นำของท่าน มันกลับคับแคบและมืดบอดในคราวเดียวกัน แม่รับประกันได้เลยว่า มนุษย์ยามใดมีทุกข์ระทมก่อเกิดปัญหาบดบังทัศนวิสัยเคยกว้างขวางทั้งแจ่มชัด บัดนั้นแล้ว คนผู้นั้นยิ่งตาบอดเสียกว่าคนตาบอดเสียอีก"
"แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ไหมครับ"
นางสัมผััสได้ถึงความหวังที่จะคาดหวัง
"เปลี่ยนได้ค่ะ"
แม่หมออาฟฟาต้องทำให้เขาผิดหวัง
"มันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ท่านปรารถนาอย่างแน่นอน"
"แล้วอย่างนั้น"
เอกากังขา
"ผมจะทำไปเพื่ออะไรครับ"
"ท่านต้องมีสติอย่างมากกับเส้นทางนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อใช้มันเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านเอง"
"ความคิดอะไรครับ"
เขาไล่่ตามไม่ทัน
"เมื่อถึงปลายทางสุดท้ายของท่าน"
นางเกริ่น
"ท่านอาจเข้าใจถึงแก่นแท้ตรงนี้เองเป็นแน่ แม่รับปาก เพียงท่านจำเป็นต้องหนักแน่น เพื่อตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อปลายทางไม่เป็นอย่างคาดหวัง หากเพราะมันทำให้รู้สึกผิดหวัง มันก็ไม่เหลือประโยชน์อะไรให้คาดหวังอยู่ดีน่ะค่ะ"
เอกาขลาดกลัวจะทำไม่ได้
"แม่รู้นะ"
วินาทีนี้แม่หมออย่างกับอ่านใจเขาได้
"ว่าท่านหัวหน้าหวาดกลัวว่าตนเองอาจไม่แข็งแกร่งพอทำมันให้จงได้ แม่ว่าท่านอย่าเพิ่งกลัวอะไรไปล่วงหน้า หากท่านยังไปไม่ถึง---จะดีเสียกว่านะคะ"
เขาพยักหน้าอ่อนแรง
"แม่คงพูดอะไรมากไม่ได้สินะ"
นางตระหนัก
"เพื่อเสริมกำลังใจในช่วงเวลาที่ท่านไม่รู้อะไรเลยทั้งนั้น แม่ขอย้ำกับท่านนะว่า มันไม่สลักสำคัญเลยสักนิดเดียว กระนั้น แม่รู้ว่าตัวท่านเองก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ อย่างไรท่านจำเป็นต้องไปต่อแน่นอน ไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งท่านอยู่กับที่ตลอดไปไม่ได้หรอกค่ะ"
"เมื่อผมไปต่ออีก"
เขาใคร่รู้เหลือเกิน
"ผมจะกลับมาที่นี่อีกไหมครับ"
แม่หมอส่ายหน้า
"เสาหินเฮสธาจะไม่ส่งท่านกลับมาหมู่บ้านสายลมใต้อีกแล้วน่ะค่ะ"
นางยืนกราน
"ตามจริงแล้ว เสาหินเฮสธาไม่ได้มีหน้าที่นำทางดวงวิญญาณของใครกลับสู่มาตุภูมิ แต่กลับไปยังสู่ ณ สถานที่ซึ่งไม่มีอะไรที่รู้ถ่องแท้ ดั่งวัฏจักรเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง --- เรื่อยๆ วนเวียนไม่รู้จักจบจักสิ้น"
แม่หมออาฟฟาสาธยายต่อเนื่อง
"เฮสธาจึงเป็นตัวแทน ดั่งเทพเทพีที่ชาวเรานับถือกันมาอย่างช้านาน ของเสาหินเฮสธา เตาไฟ สิ่งซึ่งกำเนิดแสงสว่างแก่ดวงวิญญาณทุกรูปแบบ บางครั้งบางทีเราก็จะได้พบเห็นเฮสธาจำแลงกายมาในรูปลักษณ์ของแมงปอแก้วมรกตนำทางดวงวิญญาณก็ได้ด้วย"
"เฮสธามาในรูปลักษณ์ของเสาหินด้วยเหรอครับ"
นางพยักหน้าก่อนตอบ
"ก็ได้ด้วยเช่นกันค่ะ"
นางให้คำตอบเป็นที่ถ่องแท้แล้ว
"เสาหินเฮสธาปรากฏอยู่ตรงซากอสุรกายเถาไม้หนามยักษ์ มีรูปร่างเป็นสัตว์ผสม อย่างสิงโตที่มีหางเป็นแมงป่อง ให้หลังผมกำจัดมันเสียราบคาบแล้วน่ะครับ"
"แม่ทายว่า"
แม่หมออาฟฟายกประเด็นนี้ขึ้นมา ทั้งที่เขาไม่เคยพูดถึงมันมาก่อนหน้า ราวกับนางอยู่ร่วมด้วยในสถานที่แห่งนั้น ทว่า คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนัก หากนางสามารถล่วงรู้อะไรก็ตาม
"ก่อนท่านหัวหน้าจะประจันหน้ากับแดนดิไลออนผู้เสื่อมโทรม ท่านได้พบกับดอกกระดิ่งทรงจำหรือเปล่าคะ"
"ครับ"
เอกาตอบรับ
"เสียงเพรียกชักจูงของมันช่างไพเราะเสนาะและสีทองอร่ามงดงาม อย่างกับแสงยามตะวันใกล้ตกดินทีแรก พอผมเข้าใกล้ อยู่ๆ มันกลับกลายเป็นสีแดงเลือด เสียงกรีดร้องโหยหวนสยดสยองขณะเดียวกัน ซึ่งผมเคยได้ยินเสียงกรีดร้องทำนองนี้ มันดังออกมาจากในปล่องดอกไม้เหม็นเน่า ท่ามกลางป่าที่ผมไม่รู้จักตอนตื่นขึ้นมา"
"มันมีความทุกข์ทรมานที่ท่านไม่ได้รับรู้อยู่ในนั้น"
แม่หมอรำพึง
"มันอยู่ในความทรงจำผมเมื่อครั้งหนึ่งเหรอครับ"
"ไม่ค่ะ"
น้ำเสียงนางจำนน
"มันไม่มีอยู่จริงในความทรงจำไหนในช่วงชีวิตของท่านเลย มันเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน แม่เชื่อว่าท่านจะเข้าใจถึงมันทีเดียว"
นางพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"กระนั้น พอท่านศิโรราบแดนดิไลออนผู้เสื่อมโทรมลง มันคือภูติลำเนาไพรเคยสง่างามมากาลนาน สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวไปในพงไพรไม่หยุดหย่อน
มันยืนหยัดต่อต้านท่านจากความทรงจำของท่านเอง เผื่อท่านจะได้ล้มเลิกความตั้งใจจะพิชิตความอยากรู้อยากเห็นในกาลครั้งหนึ่งของท่านเอง แต่มันกลับเอาชนะความมุ่งมั่นแรงกล้าในตัวท่านไม่ได้
เสาหินเฮสธาจึงปรากฏกายตรงนั้น หลังจากท่านเข้าสู่ภวังค์ทรงจำแรก ความรักของเอกา มาแล้ว นั่นหมายความว่าเฮสธารับรู้ได้ถึงการกลับคืนมาในส่วนหนึ่งของท่านเอง เฮสธาจึงต้องทำหน้าที่นำทางท่านไปสู่ตัวตนที่เหลือทั้งหมด จนกระทั่งครบถ้วนสมบูรณ์
จากนั้น --- มีเพียงท่านเท่านั้นจำต้องเลือกเส้นทางการไปต่อเองอย่างเด็ดขาดให้จงได้ และแม่จะยังขออ้อนวอนท่านไปตลอด ถึงแม้ครั้งนี้จะเหลือเวลาอยู่ด้วยกันเพียงน้อยนิดแล้วก็ตาม จงอย่าเลือกที่จะยึดติดกับสิ่งใด ไม่มีประโยชน์ให้ท่านแสวงหาในดินแดนไร้ซึ่งกาลเวลา ย่อมทำให้ท่านรู้สึกเสียดายเวลาที่เลือกทางผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
"ผมจะต้องไปต่อแล้วใช่ไหมครับ"
"ไปต่อเมื่อท่านพร้อม"
แม่หมออาฟฟาบอก
"แต่แม่รู้ดี ถึงท่านเองจะยังไม่พร้อมพอ ทว่า เวลานี้จำเป็นต้องผลักดันให้ท่านพร้อมพออยู่เสมอ แม่คงพูดไม่ผิดไปจากนี้ใช่ไหมคะ"
นางพูดไม่มีอะไรผิดไปเลย
หญิงชราแม่หมอคำทำนายค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังถึงที่สุด ไม่ให้ตัวเองล้มกลับลงไปก้นจ้ำเบ้ากับพื้น ราวกับเวลาในโลกของนางเดินช้าลงถนัด ถ้าเอกาไม่กุลีกุจอเข้าไปช่วยพยุงร่างกะปลกกะเปลี้ย รวบลัดเวลาของนางให้เดินเทียบเท่ากับเวลาปกติ
"ขอบคุณนะคะ"
นางกล่าวปลื้มอกปริ่มใจ
"ท่านหัวหน้า จิตใจอันอารีของท่านไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อเลย"
"ผมเต็มใจอย่างยิ่ง"
เอกาพูดด้วยความสัตย์จริง
"ว่าแต่ --- แม่หมอจะพาผมไปไหนครับ"
เขาปล่อยให้นางยืนบนพื้นดินสามเท้าได้มั่นคงด้วยตัวเอง
"ตามแม่มาก่อนเถอะหนา"
และแล้วนางจึงเดินนำร่องไปก่อน เด็กชายรุดตามหลังไปกระชั้นชิด
นางไม่ได้เดินฉับไวกว่าคราวก่อนแล้ว อย่างกับว่านางต้องการใช้เวลาที่กำลังถอยหลังถึงวินาทีสุดท้ายกับเอกาให้มากๆ อย่างไรอย่างนั้น
เขาผ่านถนนหน้าบ้านของหมอยาชาอิดอิก เจ้าหางก้อนแหงนหน้าขึ้นมามอง อย่างกับดูออกว่าเอกากำลังคิดอะไรในใจอยู่
เด็กชายกลั้นใจเลยผ่าน และพยายามปล่อยความหดหู่ทั้งเปล่าเปลี่ยวระคนกัน ขณะก่อขึ้นอยู่ข้างในใจทิ้งไว้ข้างหลัง
ถนนสายหลักตลอดทั้งเส้นนี้ พาพวกเขาทั้งสามมายังทิศตะวันออกของหมู่บ้านสายลมใต้ ห่างจากชุมชนหลักของหมู่บ้านหลายร้อยเมตรได้
ปากทางเบื้องหน้า พวกเขามาหยุดลงที่หุบเหวสะพานหิน
ทวารพิทักษ์สีดำโปร่งใสตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่หน้าปลายสะพาน ความสูงกลืนหายไปกับท้องฟ้าสีครามหม่นตั้งแต่ระยะเท่าไรไม่รู้ได้้
แม่หมออาฟฟาหมุนตัวหันหลังมาพลางหย่อนตัวลงนั่งบนส้นเท้าสองข้าง สุนัขจิ้งจอกขาวคลานสี่เท้าเข้าหาเมื่อมันถูกนางกวักมือเรียก
นัยน์ตาสีเทาหม่นกว่าที่เคยของมัน จับจ้องดวงหน้าอ่อนโยน
"แม่อยากบอกอะไรเธอไว้อย่างนะ"
แม่หมออาฟฟาเสียงแผ่วกระซิบ
"เธอไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเป็นอยู่ แม่อยากให้เธอยังรู้สึกตัวเองว่าเป็นเธอเอาไว้ตลอดการผจญภัยครั้งนี้ แม่อยู่ตลอดไปกับพวกเธอไม่ได้อีกแล้ว เธออย่าเพิ่งหวาดกลัวไปไย เธอมีอิทธิพลสำหรับเขามากกว่าที่เขามีอิทธิพลต่อตัวเองเสียอีก ---"
นางยิ้มอ่อน
"ดังนั้น เธอเพียงต้องขอ ขอในสิ่งที่เขาทำได้ เพราะเขาจะทำเพื่อเธอทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็ตาม เขาไม่มีวันขัดใจเธอ เธอรู้มาตลอดไหมนะ ว่าเธอน่ะ คือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขาเลยนะ ทั้งความสุขเองก็ด้วย เขาขาดเธอไปไม่ได้หรอก เชื่อแม่สิ ---"
นางมีน้ำตาไหลตรงหัวตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียว
"แต่หากเธอใจอ่อนแม้แต่่นิดเดียว เธอจะทำให้เขาปลดปล่อยเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แม่ว่าเธอรู้ดี และได้ยินที่แม่พูดอยู่ตอนนี้ เวลาไม่ถอยหลังให้เรากลับไปแก้ไขอะไรได้ทั้งนั้น มันล้วนจะทำให้เรารู้สึกผิดพลาดอยู่ร่ำไปที่ไม่ยอมปล่อยวาง"
แม่หมอลุกขึ้นยืนด้วยสังขารโรยราตามวัยได้อย่างรวดเร็วและมั่งคง
อารามเหลือเชื่อหายวับไปจากเขาไวพอๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้นบนใบหน้า
ว่านางทำได้อย่างไร ทั้งที่นางไม่ควรทำได้ด้วยซ้ำ
ปากเบะเป็นรอยยิ้มกว้างขึ้นอันเปี่ยมสุข เป็นอิสระจากความกลัดกลุ้มใดๆ พันธนาการนางไว้ น้ำตาไหลตามชั้นเนื้อหนังหย่อนคล้อย อย่างกับน้ำตก
นางอ้าแขน
เอการู้ด้วยสัญชาตญาณว่าต้องการอ้อมกอดของแม่หมออาฟฟามากที่สุด
เขากอดตอบแนบแน่น
กอดนี้แสนอบอุ่นหัวใจเหลือหลาย เสมือนได้รับกอดและกอดตอบจากผู้เป็นแม่ ทั้งพ่อก็ด้วย ไม่แตกต่างกัน เพราะมันถูกโอบกอดเขาผ่านความรู้สึกที่ตรงมาจากหัวใจเปี่ยมรักใคร่เอ็นดู
"นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของแม่แล้วนะคะ"
นางเสียงค่อยมาก และแหบพร่า ใกล้ใบหูขวาของเอกา
"ท่านหัวหน้า ---"
"ท่านแม่หมอจะไม่อยู่ที่นี่แล้วเหรอครับ"
เอการู้สึกใจคอไม่ดีที่ตื้นขึ้นมาในลำคอ เขาจึงเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ ทั้งที่ตัวเองอาจรู้คำตอบดี ซึ่งดังกังวานอยู่ในใจของเขา
นางพยักหน้า
"ท่านแม่หมอจะไปไหนเหรอครับ"
"แม่ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องอยู่ต่อไปนานกว่านี้อีกแล้วล่ะค่ะ"
นางตอบ
"แม่หมดการรอคอยที่จะได้พบท่านหัวหน้าหวนกลับสู่เหย้าด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าของแม่แล้ว แม่จึงจำเป็นต้องปล่อยวาง เพียงเพราะแม่เลือกวางใจในตัวท่านได้แล้ว ว่าท่านต้องทำมันได้อย่างแน่นอน"
นางเอ่ยจากใจจริงแน่แท้
"และหนทางข้างนับจากนี้ จะเป็นเส้นทางขาเดียวของท่าน --- นับจากนี้ก็จะเหลือเพียงท่านกับเจ้าหางก้อนร่วมทางกันไปสองคนเท่านั้น"
นางยกมือลูบศีรษะเบามือสองสามที ก่อนผละตัวออกจากอ้อมแขนของเขา
"เมื่อนั้นท่านมีความถ่องแท้ในใจ มองเห็นบางอย่างที่ท่านผิดพลาดเพราะถูกสายตาของท่านมองข้ามไปในช่วงเวลาที่เกิดทุกข์ทรมานใจจากความเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิตก่อนนั้นนั่นเอง"
นางกล่าวทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ในท้ายที่สุด
"หากท่านหัวหน้ายากจะรับฟังเสียงข้างในใจตัวเอง"
นางวางมือทาบลงบนใกล้ๆ อกข้างซ้าย
"แม่ก็ขอให้ท่านรับฟังเสียงของคนที่ท่านรักไว้นะคะ"
นางก้มหน้าลงมองเจ้าหางก้อนสักพักหนึ่ง จากนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่นางต้องกล่าวคำอำลาจากนี้และชั่วนิรันดร์กาล
"แม่ต้องไปแล้วค่ะ ท่านหัวหน้า"
แม่หมออาฟฟายกเท้าขวาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ยังไม่ทันได้ขยับขาขวาตาม ร่างของนางค่อยๆ เลือนรางกระทั่งหายไปพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสและคราบน้ำตาเหลือเปื้อนหน้า
เอกามีเพียงความคิดอยากคว้านางไว้ ทว่า ความคิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา