เมื่อรัฐต้องอัดฉีดไม่เผาอ้อย 120บาท/ตัน สะท้อนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่ชาวบ้านยังไม่เข้าใจ
อ้อย เป็นหนึ่งในพืชที่เกษตรกรเลือกปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ในขั้นตอนของการเก็บเกี่ยวนั้นจะต้องมีกระบวนการเผาเข้าร่วมอยู่ด้วย เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายขึ้น การเผาเหล่านี้จะเกิดความร้อนที่สูงมาก ทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างรวดเร็ว เกิดฝุ่นละอองในอากาศสูงกว่า 2,250 เมตร และลอยไปได้ไกลถึง 16 กิโลเมตร หรือมากกว่า ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ สร้างความรำคาญใจให้กับประชาชนในละแวกอย่างไม่น้อย มิหนำซ้ำส่งต่อสุขภาพพลานามัยและภาวะโลกร้อนอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยในการปรับเปลี่ยนกรรมวิธีในการเก็บเกี่ยวเป็นการตัดอ้อยสดแทนการเผาอ้อย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นชอบช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูกาลผลิตปี 2564/65 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 8,319.74 ล้านบาท
โดยมีนโยบายช่วยเหลือชาวไร่อ้อยทุกคน ที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานเท่านั้น ในอัตรา 120 บาทต่อตัน เช่นเดียวกับฤดูการผลิตปี 2563/64 จากผลการสำรวจมีชาวไร่อ้อย ที่ตัดอ้อยสดส่งโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลทราย ผลิตเอทานอล และผลิตน้ำตาลทรายแดงได้ประโยชน์กว่า 2 แสนราย มีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
-ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานน้ำตาลจะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และได้จัดทำคู่สัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบอ้อย
-ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตเอทานอลหรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดง จะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดง หรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นกัน
โครงการนี้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อสอดรับกับนโยบายการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาล โดยนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “กระทรวงฯ ได้ผลักดันโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องผ่านคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายทำให้ชาวไร่อ้อยหันมาตัดอ้อยสดก่อนส่งโรงงานเพิ่มมากขึ้น
และเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดจะได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2564/65 รวมกับเงินช่วยเหลือแล้วไม่ต่ำกว่าตันละ 1,100 บาท สำหรับนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ รวมถึงการดำรงชีพ”
1
ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ โดยจะสามารถส่งข้อมูลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2565 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลบัญชีและอนุมัติการจ่ายเงินให้แก่ชาวไร่อ้อย
  • 1
โฆษณา