25 มี.ค. 2023 เวลา 00:54 • ปรัชญา
เรื่องหนึ่งที่ทำไม พระเถรวาทไม่ฉันเจ เมื่อบวชเป็นพระ เดินบิณฑบาต อาหารที่ใส่บาตรมา นั้นเป็นเรื่องของผู้ที่ทำข้าวปลาอาหารมาถวาย แต่ละสถานที่ไม่เหมือนกัน ตามแต่ที่ชาวบ้านเค้าทำมาใส่บาตร ไม่ได้ไปยึดในว่าอาหารจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เข้าใจว่ากายนี้ ต้องการอาหารมาประทังสังขาร ชาวบ้านที่เค้านำมาถวาย เพราะเค้าต้องการคำว่าบุญกุศล เค้าจึงนำมาใส่บาตร แล้วกระทำด้วยความนอบน้อม
นักบวช(ที่ใช้คำว่านักบวช เพราะเป็นเรื่องของจิต จิตที่ยังไม่ได้เป็นจิตของพระ เป็นเพียงผู้มาขอนิสัยพระ มาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยของพระ) ที่รู้จักว่า ชาวบ้านต้องการบุญ ท่านก็เดินบิณฑบาตด้วยจิตที่สำรวมในการครองผ้ากาสาวพัสตร์ นึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรมคำสอนขอองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตของท่านก็อยู่กับพระ ข้าวปลาอาหารหากเต็มบาตร ท่านก็เดินกลับ ..ถ้าหากนุ่งกางเกงอยู่ ..เดินถือขัน..เยี่ยงอย่างยาจกขอกินขอปัจจัย ใครเค้าจะนั่งคอย ..เตรียมอาหาร รอเพื่อใส่ในขันคนที่นุ่งกางเกง
นั่นก็คือ ผู้ที่รู้จัก..คุณที่ญาติโยมนำอาหารมาใส่บาตร แล้วท่านก็ปฏิบัติธรรม.เพื่อส่งคืนคำว่าบุญกุศลให้ญาติโยมที่นำอาหารมาใส่บาตร กล่าวอุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ที่อนุโมทนา ภัตตาหารมิตหารมาในวันนี้ ท่านทำเป็นกิจวัตรประจำวัน แล้วปฏิบัติธรรมเกิดขึ้น จะได้ไม่เป็นหนี้.ในข้าวปลาอาหารข้าวสุกที่เค้านำมาเลี้ยงที่เค้าถวายใส่บาตรมา เมื่อไม่มีการประพฤติปฏิบัติธรรม..ก็ต้องเป็นหนี้ข้าวสุกที่เข้านำมาเลี้ยงใส่บาตรมา สิ่งที่จะได้ก็คือกรรม หล่อเลี้ยงสังขารจริงมั้ย..ไปสังเกตดูได้ แล้วใช้สติปัญญาของตนเอง ใคร่ครวญพิจารณา
นั่นก็คือ พระที่ท่านระมัดระวังจิตของท่านเมื่อบวชมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ ..ซึ่งเราจะหาพระปฏิบัติแบบนี้ยากมากๆ บางคนก็เห็นว่า เรื่องราวเล่านี้ เป็นเรื่องพิธีรีตรองพิธีกรรม ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกว่า เวลาคนที่ดีๆ เค้าสร้างบุญกุศลเค้าทำกันอย่างไร ท่านไม่ได้จับหรือบังคับเราให้เรานำกิริยาดีที่เป็นของเรามากระทำได้หรอก มันเรื่องของผู้ที่ที่จะกระทำเห็นคำสำคัญบุญกุศลของตัวเองแท้ๆที่จะกระทำหรือไม่ เท่านั้นเอง
มีเรื่องเล่า พระอรหันต์ต้นพุทธกาล ท่านเดินบิณฑบาต เมื่อมีผู้ที่จะใส่บาตร ยกอาหารสองมือขึ้นเพื่อใส่บาตร ท่านก็หยุดยืนนิ่ง รอจน กายเค้านิ่งจิตนิ่ง ไม่มีความลุกลี้ลุกลนเร่งรีบ เพื่อที่จะนำกิริยาดีๆมาสร้างบุญกุศล กิริยาดีๆ กายนิ่ง จิตนิ่งๆ มีแต่กายที่เป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถก็ทำได กายของสัตว์มาทำให้มันนิ่ง ทำกิริยาดีๆ ไม่ได้
เมื่อเห็นว่าโยมพร้อมแล้ว ท่านจึงเปิดบาตรให้ใส่บาตรที่ท่านถืออยู่ นั่นก็เพื่อให้จิตของโยม ได้รับบุญกุศลได้เต็ม แปรสภาพวัตถุปัจจัยที่จิตนั่นยึด สละออกไปแล้ว ไม่ยึด ทำด้วยความเต็มใจ จิตก็พร้อมรับบุญกุศล ด้วยแสงสีรัตนะ ส่องเข้าไปถึงจิตของโยม มีแสงรัตนะเข้าไสู่จิต เกิดเป็นบุญกุศลเกิดขึ้นที่จิตของโยม ตามที่ปรารถนาให้ได้รับบุญกุศลจากจิตที่ถึงธรรม มีกายเป็นธรรม จิตเป็นธรรม นั่นก็เป็นเรื่องที่พิจารณากันเอาเอง ที่มีผู้เล่าให้ฟัง ..เมื่อเราจะสร้างบุญกุศล เราก็ควรใช้กิริยากายวาจาใจดีๆมากระทำ ..ว่าจริงมั้ย .
หากท่านเจอะเจอคนที่ ไม่พร้อม พร้อมทั้งกายทั้งจิต ที่จะสร้างบุญกุศล ท่านก็เดินผ่านไป ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านอ่านวาระจิตของผู้ที่จะกระทำ นำกายมาสร้างบุญกุศลออก..นั่นก็คือ เมื่อจะสร้างบุญกุศล ก็เอากิริยากายวาจาใจ ที่ดีๆ มาสร้างบุญกุศล เพื่อบันทึกการกระทำที่ดีๆ ไว้กับจิตของตนเอง บันทึกกิริยาของตัวเอง ตาที่มองดูที่มือของพ่อแม่ที่เราอาศัย นำมาสร้างบุญกุศล บันทึกลงไปที่จิตกับธาตุทั้งสี่ที่เราอาศัย
1
แล้วเรื่องของการพิจารณาธาตุที่เป็นอาหาร เรื่องของธาตุนอกที่มาบำรุงสังขาร ธาตุของสัตว์ที่มีกรรม เนื้อหมูเนื้อไก่เนื้อปลา ที่เค้านำมาถวายใส่บาตร ก่อนฉันท่านก็น้อมนำถวายพระพุทธเจ้า อนุโมทนากุศล แล้วจึงลาอาหารนั้นมาฉัน เมื่อเหลือ..ท่านก็ทำให้เป็นทาน
เรื่องของธาตุของสัตว์ ธาตุนอกธาตุในนั่น เมื่อพระที่ฉันเนื้อของเค้าเข้าไป เพื่อประทังสังขาร เพื่อนำสังขารที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ มาประพฤติปฏิบัติธรรม ..จิตของเนื้อสัตว์ที่สละเลือดเนื้อชีวิตมา จิตเค้าก็พลอยได้บุญกุศลไปด้วย แล้วพระที่ท่านฉัน ก็ฉันด้วยความสำรวมอินทรี จิตภาวนาพุทโธ มิได้ฉันด้วยความเอร็ดอร่อยที่ปลายลิ้น จิตของท่านไม่ได้ไปยึดในรสชาติอาหาร เคี้ยวกลืนอาหารมีแต่คำว่า พุทโธ.
เรื่องของการถวาย พระที่นับถือ รับนิมนต์ไปฉันที่สถานที่เค้าทำบุญกัน เค้าถวายอาหาร ปลาเป็นตัวๆ หมูหันเป็นตัวใส่จาน ..ท่านบอกว่า มื้อนั้นฉันก็ต้องอด ..เพราะเห็นรูปเป็นคน นอนอยู่ในจานที่ใส่หมูใสปลามา พวกเราก็รู้ว่า เวลาจัดอาหารถวายท่าน พวกปลา นี้ต้องฉีกออกไม่ให้เห็นเป็นรูปร่าง ท่านบอกว่า ที่ฉันเห็นนั้นเป็นเรื่องของธรรม ว่าจิตที่ไปเกิดเป็นสัตว์นั้น เค้าก็ไปจากจิตที่เคยอาศัยกายมนุษย์อยู่ แล้วสร้างแต่กรรม กรรมก็นำพาจิตให้ตกต่ำไปอยู่กับสังขารสัตว์
เรื่องของอาหาร เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปเพื่อบำรุงสังขาร เป็นเนื้อของกรรม เป็นธาตุของกรรม เมื่อกินเข้าไป มาอุปถัมภ์ค้ำชูธาตุในเรือนกาย เมื่อเรานำกายนี้ มาสร้างเป็นบุญกุศลบารมี
สิ่งที่จิตอาศัยเรือนกายมนุษย์กระทำสร้างบุญกุศล รวบรวมนำธาตุทั้งสองของพ่อแม่ ธาตุทั้งสี่ ขันธ์ทั้งห้า วิญญาณทั้งหก รวบรวมด้วจิตเป็นหนึ่ง สร้างบุญกุศล
1
หรือ ประพฤติปฏิบัติธรรม ในรอยทั้งสี่ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ธาตุที่กายอาศัย ก็เป็นธาตุของบุญกุศล เกิดเป็นกายบุญ ส่งบุญกุศลกระจัดกระจาย ไปถึงผู้ที่อุปถัมภ์เรือนกายนี้ รวมไปถึงจิตของผู้ที่เคยอาศัยเนื้อหมูเนื้อไก่ที่เค้านำมาถวายให้ขบฉัน เรื่องนี้มันเกี่ยวเนื่องด้วยจิตที่ท่านรู้จักคำว่า สังขารเป็นที่อยู่อาศัยชั่วขณะหนึ่ง ต้องอาศัยธาตุนอกมาบำรุงธาตุใน พยุงธาตุพยุงเรือนกาย ปฏิบัติธรรมไปจนถึงเวลา ที่ยุติลมหายใจ
รอยของพระ รอยของผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รอยของการเดินลดละกรรม ลดละความโลภโกรธหลงที่ก่อเกิดเป็นอารมณ์ให้ออกจากจิต ไม่ได้จะกระทำกันได้ง่ายๆ เหมือนเส้นทางนี้ เดินไต่เส้นลวด ทางมันเล็กๆคับแคบ ผ่านไปยากลำบาก..ไม่เหมือนทางไปอบายทางไปนรกมันกว้างขวาง เข้าไปง่าย ..แต่ออกยาก
เมื่อก้าวเข้ามาในศาสนา ถือครองกาสาวพัสตร์ ก็เค้ามาดำรงตนเป็นผู้รับรู้ สั่งสอนญาติโยมเจือไปด้วยกรรม ให้ยึดถือเรื่องราวไสยศาสตร์ของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ ทำตนเป็นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนา จะเป็นศาสดาบิดเบือนคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินตามเทวทัต
เมื่อมาดำรงตนในศาสนากินนอนในศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รอยทั้งสี่ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านประทานไว้ให้ กลับไม่เอารอยทั้งสี่นี้มากระทำ มุ่งมั่นในคำสรรเสริญเยินยอ ลาภยศ สอนโยมให้ละความโลภ แต่ตนเองกลับเป็นมากยิ่งกว่าญาติโยมเสียอีก แล้วจะไม่ตกนรกได้อย่าง..
จิตของผู้ใด นำรอยทั้งสีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืนเดินนั่งนอน ภาวนาพุทโธ ทำกายให้นิ่ง จิตเฉยได้ ก็จะเกิดสติปัญญา ให้จิตค่อยๆเรียนรู้จักกรรม เรียนรู้จักอารมณ์ ที่นำพาจิตสร้างกรรมพาจิตให้จมอยู่กับความทุกข์ ..เมื่อจิตนำกายมาเดินมากระทำในรอยทั้งสี่ขึ้น ..ด้วยความขยันหมั่นเพียร จิตก็จะค่อยสลัดอารมณ์สลัดกรรมออกไปจากกายวาจาใจ ไปในทางที่ดี ทางที่หนีเวรกรรม..เป็นเรื่องจิตใครจิตมันจะกระทำขึ้นด้วยกายวาจาใจของตนเอง
โฆษณา