13 ส.ค. 2023 เวลา 08:52 • ประวัติศาสตร์

รู้ไหมว่า รองเท้าในสมัยก่อนไม่มีข้างซ้าย-ข้างขวา ?

เป็นเวลามากกว่า 40,000 ปีแล้วที่รองเท้าถูกคิดค้นเพื่อช่วยปกป้องเท้าของเราจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ตั้งแต่ยุคโบราณ แต่รู้หรือเปล่าว่ารองเท้าในยุคนั้นมันไม่ได้แยกข้างสำหรับเท้าซ้าย-ขวานะ จะใส่สลับกันก็ยังได้! ส่วนเรื่องใส่สบายไหมอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง
วันนี้เราเลยจะขอเล่าเรื่องพัฒนาการของรองเท้าสิ่งที่ช่วยปกป้องเท้าของเราจากสภาพแวดล้อมต่างๆ มาตั้งแต่ยุคโบราณจนมาถึงในยุคปัจจุบันกัน
กำเนิดรองเท้าแตะ รองเท้าแบบแรกที่เข้ากับรูปเท้าทั้งซ้าย-ขวา
ถึงเราจะเกริ่นไว้ว่ารองเท้าต่างๆในประวัติศาสตร์โลกนั้นจะเหมือนกันทั้งซ้ายขวา แต่นั่นคือสำหรับรองเท้าแบบหุ้มปลายเท้าทั้งหมดเท่านั้น
ส่วนรองเท้าแบบเปิดปลายเท้า พวกรองเท้าแตะและรองเท้ารัดส้นนั้นมีซ้ายขวามาตั้งแต่ยุคแรกๆเลย เพราะถ้ารองเท้าที่เห็นปลายเท้าแบบนั้นเวลาใส่แล้วแนวของนิ้วกับขอบรองเท้าไม่ไปด้วยกันคงแปลกน่าดู
โดยรองเท้าลักษณะนี้กลุ่มอารยธรรมกรีกและอียิปต์โบราณได้เริ่มพัฒนาอย่างจริงจังขึ้นมาเมื่อราวๆ 6,000 ปีก่อน โดยแบบของรองเท้าและรายละเอียดหลายๆอย่างที่คิดกันตั้งแต่ยุคนั้นก็ยังคงใช้อยู่จนมาถึงปัจจุบัน ถ้าดูจากรูปเผินๆ ก็คงคิดว่ามาจากยุคนี้ด้วยซ้ำ
ถึงจะมีรองเท้าแต่ก็ยังเดินเท้าเปล่า
ถึงแม้ว่าอารยธรรมกรีกจะพัฒนาวิธีการผลิตรองเท้าอย่างจริงจัง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมที่จะเดินเท้าเปล่ามากกว่า โดยจะสวมรองเท้าก็ต่อเมื่อต้องการความเป็นทางการซึ่งมักจะทำจากหนังสัตว์ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแบบอบอุ่นด้วย จึงทำให้คนสามารถเดินเท้าเปล่าได้อย่างสบายๆ
ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องของ Philippides ชายผู้วิ่งจากทุ่งมาราธอนไปส่งข่าวที่กรุงเอเธนส์ซึ่งกลายเป็นที่มาของการวิ่งมาราธอนแล้วละก็ เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าเขาอาจวิ่งเท้าเปล่าเป็นระยะทางกว่า 42 กิโลเมตรเลยทีเดียว!
รองเท้ากลายเป็นตัวบอกสถานะทางสังคม
ส่วนในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณนั้นการใส่รองเท้าเป็นที่แพร่หลายมากกว่า เพราะจำเป็นต้องช่วยปกป้องเท้าจากความร้อนในทะเลทราย และนอกจากนี้ยังเป็นตัวบอกสถานะทางสังคมอีกด้วย
โดยทาสจะไม่ใส่รองเท้าหรือถ้าใส่ก็จะทำจากใบไม้สาน ส่วนคนทั่วไปจะใส่รองเท้าที่ทำจากปาปิรุส (ต้นกกอียิปต์) ถ้าลำดับสูงกว่านั้นก็อาจทำจากหนังสัตว์และจะมีการการประดับประดาต่างๆบนรองเท้า ในขณะที่ชนชั้นสูงจริงๆจะสามารถใส่รองเท้าที่มีสีแดงหรือสีเหลืองได้
จากเท้าเปล่าสู่รองเท้ากลาดิเอเตอร์
หลังจากอาณาจักรโรมันเข้ามายึดอาณาจักรกรีกในช่วง 146 ปีก่อนคริสตกาลทำให้เทรนด์เท้าเปล่าได้สิ้นสุดลง โรมันที่ขึ้นชื่อเรื่องของการรบก็ได้พัฒนาต่อยอดรองเท้าหุ้มข้อที่สามารถปรับให้กระชับได้เพื่อให้ทหารเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือที่เราเรียกกันมาจนปัจจุบันว่า “รองเท้ากลาดิเอเตอร์” นั่นเอง
รองเท้าได้ถูกพัฒนารูปแบบอย่างช้าๆ ทั่วโลก หนังและพื้นไม้ถูกใช้เป็นวัสดุหลักของรองเท้าในพื้นที่ที่มีฝนตกบ่อยพื้นเป็นดินโคลน รองเท้าปลายงอนเริ่มเป็นที่นิยมในตะวันออกกลาง
จนมาถึงการเย็บพื้นหนังรองเท้าเข้ากับวัสดุที่มีความแข็งอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีการทำรองเท้าต่างๆที่เราคุ้นเคยในทุกวันนี้ และแน่นอนว่ารองเท้าเหล่านี้ยังคงเป็นแบบที่เหมือนกันทั้งซ้าย-ขวา
กำเนิดรองเท้าข้างซ้าย-ข้างขวา
ถึงแม้ว่ารองเท้าแตะจะถูกออกแบบให้เข้ากับรูปเท้าทั้งสองข้างมาเป็นระยะเวลาหลายพันปี แต่รองเท้าแบบหุ้มปลายเท้าก็ยังเป็นแบบตรงๆ ที่ใส่ได้เหมือนกันทั้งซ้าย-ขวามาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งเพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไปรองเท้าหนังแบบนี้จะค่อยปรับตัวเองให้เข้ากับรูปเท้าของคนสวมใส่เองอยู่ดี และยังง่ายต่อการผลิตมากกว่า
แต่ในที่สุดรองเท้าแบบนี้ก็ได้ถูกพัฒนาแบบให้เข้ากับเท้าแต่ละข้างในปี 1817 โดยช่างทำรองเท้าในฟิลาเดเฟียชื่อ William Young และ อเมริกายังได้คิดค้นระบบไซส์รองเท้าขึ้นเพื่อการผลิตเป็นจำนวนมากและทำให้รองเท้าขายได้ง่ายขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 อีกด้วย
ถึงแม้รองเท้าแบบคู่ซ้าย-ขวาจะค่อยๆเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆเพราะใส่ได้สบายกว่า แต่ในช่วง American Civil War ทหารก็ยังคงใส่รองเท้าแบบตรงอยู่ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าการผลิตแบบเป็นคู่และหากมีปัญหาก็สามารถเปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องสนข้างซ้ายหรือขวา
ทำให้รองเท้าแบบนี้ยังถูกใส่ต่อไปทางการทหารแม้ว่าจะมีทหารมากมายออกมาร้องเรียนว่าใส่ไม่สบาย โดยกว่าจะถูกเปลี่ยนเป็นรองเท้าแบบซ้าย-ขวาก็เข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
(เสริม) ก้าวเข้าสู่รองเท้าสมัยใหม่
หลังจากที่เรามีรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับเท้าแต่ละข้างแล้ว รองเท้าโลกยุคปัจจุบันก็ได้ถูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์ในปี 1897 โดยช่างทำรองเท้าชาวเยอรมันชื่อว่า Konrad Birkenstock ที่ได้คิดค้นพื้นภายในรองเท้าที่รับตามสรีระของฝ่าเท้าจริงๆ ทำให้รองเท้าในปัจจุบันนั้นสวมใส่สบายกว่าอดีตเป็นอย่างมาก และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของรองเท้าแบรนด์อมตะอย่างBirkenstock อีกด้วย
เติมความคิดสร้างสรรค์แบบย่อยง่ายจาก art of ได้ที่
โฆษณา