16 ต.ค. 2023 เวลา 05:02 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไม Federal Funds Effective Rate ถึงสำคัญกับภาคธุรกิจและประชาชน "มากกว่า" Federal Funds Rate

Federal Funds Rate และ Federal Funds Effective Rate เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสองประการของกรอบนโยบายการเงิน ซึ่งใช้โดยธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Federal Reserve)
Federal Funds Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดขึ้น เมื่อพวกเขากำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเงินเฟ้อ
โดยธนาคารกลางจะพยายามควบคุมให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต้องการ เพื่อใช้ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ณ เวลานั้น
ส่วน Federal Funds Effective Rate คือ อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันรับฝากให้ยืมเงินสำรองแก่สถาบันรับฝากอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธนาคาร
หรือให้เข้าใจง่ายๆว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการกู้ยืมเงินกันเองหลังบ้านก็ได้
แม้จะฟังดูคล้ายกันแต่ทั้งสองก็มีความแตกต่างและวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมือนกัน
สาระสำคัญที่ทำให้ทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันก็คือ Federal Funds Rate จะถูกกำหนดโดย Federal Open Market Committee (FOMC) เป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางของสหรัฐฯ
แต่ Federal Funds Effective Rate จะไม่ได้ถูกกำหนดโดย Federal Funds Rate จากธนาคารกลางของสหรัฐฯเพียงอย่างเดียว แต่จะมีเรื่องกลไกอุปสงค์และอุปทานของเงินสำรองระหว่างธนาคารพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
หรือก็คือ Federal Funds Effective Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลาง + ต้นทุนทางการเงินบางส่วนของธนาคารพาณิชย์ (ค่า spread) นั่นเอง
โดยทั่วไป Federal Funds Effective Rate สามารถอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่า Federal Funds Rate ก็ได้
แต่ส่วนใหญ่แล้ว Federal Funds Effective Rate มักจะอยู่สูงกว่า Federal Funds Rate เล็กน้อยเสมอ เนื่องจากมีต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์รวมอยู่ด้วย
ดังนั้น Federal Funds Effective Rate จึงมีความสำคัญกับภาคธุรกิจและประชาชนมากกว่า Federal Funds Rate
เพราะแม้ว่า Federal Funds Rate จากธนาคารกลางจะเป็นตัวกำหนดแนวทางนโยบายทางการเงินภายในประเทศ แต่ผู้ที่ปล่อยกู้เงินให้กับภาคธุรกิจและประชาชนจริงๆ ก็คือ ธนาคารพาณิชย์
และเนื่องจาก Federal Funds Effective Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ "เกิดขึ้นจริงในตลาด" มันจึงสะท้อนถึงต้นทุนการกู้ยืมเงินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจและประชาชนโดยตรงนั่นเอง
ลองมาสวมบทบาท นาย A ที่ต้องการกู้เงินซื้อบ้านกัน
สมมุติว่า นาย A ต้องการกู้เงินซื้อบ้าน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 30 ปี ในช่วงที่ Federal Funds Rate ที่ 2.5% และมี Federal Funds Effective Rate ที่ 3% นาย A จะต้องผ่อนชำระเดือนละ 28,800 บาท
แต่หาก นาย A กู้เงินซื้อบ้านในช่วงที่ Federal Funds Rate ที่ 2.5% เหมือนกันแต่มี Federal Funds Effective Rate ที่ 5% นาย A จะต้องผ่อนชำระเดือนละ 35,000 บาท
จะเห็นได้ว่าหากนาย A กู้เงินซื้อบ้านในช่วง Federal Funds Effective Rate ต่ำ นาย A จะมีการผ่อนชำระแต่ละเดือนน้อยกว่า ประมาณ 6,200 บาท ซึ่งหากผ่อนชำระเป็นเวลา 30 ปี ก็จะประหยัดเงินได้ประมาณ 2,000,000 บาท
นอกจากนี้ Federal Funds Effective Rate ยังมีนัยสำคัญกับ Prime Rate ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ เเละ Mortgage Rate ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ต้องการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านอีกด้วย
2
การที่ Federal Funds Effective Rate ต่ำ ก็เท่ากับว่าต้นทุนการกู้ยืมเงินของธนาคารพาณิชย์จะต่ำลงตาม ทำให้การกู้เงินของภาคธุรกิจและประชาชนทำได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างอัตราเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจความซับซ้อนของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
เพื่อนๆหรือนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ด้วยตัวเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา