14 พ.ย. 2023 เวลา 07:14 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมนักลงทุนจำเป็นต้องมีหุ้น AI ติดพอร์ตลงทุนไว้

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
จึงเป็นโอกาสที่ดีในช่วงเริ่มแรกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากเทรนแห่งอนาคตนี้
ครั้งนี้เลยจะมาชวนวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และหาคำตอบกันว่า ทำไมนักลงทุนจำเป็นต้องมีหุ้น AI ติดพอร์ตลงทุนไว้ แม้จะมีความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพของ AI และไม่ใช่เพียงเพราะว่ากระแส AI กำลังมาแรง
เพื่อนๆและนักลงทุนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ จะพอทราบกันดีว่าหนี้ของประเทศต่างๆทั่วโลกนั้นกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเติบโตเร็วกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของพวกเขา
ทำให้รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นการเติบโตของ GDP ให้เติบโตเป็นเส้นขนานไปพร้อมกับการก่อหนี้ของพวกเขา
กล่าวคือ พวกเขาจะพยายาม "ลดหนี้ต่อ GDP" ของพวกเขาลงด้วยการเพิ่มรายได้ของประเทศ ซึ่งจะไม่ใช่ "การลดปริมาณหนี้" เพราะอย่างไรการก่อหนี้เพื่อนำเงินมาสร้างผลิตภาพ (Productivity) ก็ยังคงจำเป็นอยู่ เพียงแต่ต้องทำให้หนี้ที่ก่อขึ้นให้ประโยชน์สูงสุด
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เม็ดเงินไม่ว่าจะมาจากการพิมพ์เงินใหม่หรือเม็ดเงินในตลาดทุน อาจจะถูกนำมาลงทุนในอะไรก็ตามที่สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในระยะยาวได้
ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่จะมามีบทบาทและอาจได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ตั้งแต่ระดับองค์กรไปจนถึงระดับประเทศ เพราะด้วยความที่ AI เป็นภาคส่วนที่เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งสามารถครอบคลุมได้หลายธุรกิจและอุตสาหกรรม
ตามรายงานของ Goldman Sachs Research พวกเขาคาดว่า Generative AI ซึ่งเป็นประเภทย่อยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพียงประเภทเดียว สามารถผลักดัน GDP โลกให้เพิ่มขึ้น 7% หรือเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์
หากไม่ทราบว่า Generative AI คืออะไรก็ให้นึกถึง ChatGPT ก็ได้ ซึ่ง AI ประเภทนี้จะมีความสามารถเกี่ยวกับการสร้างเนื้อหาหรือวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งสามารภประยุกต์ใช้ได้หลากหลายประเภทงาน
อย่างในวงการการแพทย์ Generative AI สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ เช่น การสร้างโมเดลเซลล์และเนื้อเยื่อ การจำลองการผ่าตัด หรือแม้แต่การค้นหายารักษาโรค
และด้วยความที่ Generative AI ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ มันจึงถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ปัญหาทางคณิตศาสตร์ หรือแม้แต่ปัญหาทางสังคม และอื่นๆ
อีกทั้ง Goldman Sachs ยังคาดว่า Generative AI จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานทั่วโลกได้มากกว่า 1% ต่อปี ในทศวรรษหลังจากการใช้งานอย่างแพร่หลาย (Mass adoption) และจะเกิดอาชีพใหม่ๆขึ้นอีกมากมาย
การศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์จาก MIT ชื่อว่าเดวิด ออเตอร์ (David Autor) ที่ทำงานร่วมกับ Goldman Sachs พบว่า 60% ของคนงานในปัจจุบันมีการประกอบอาชีพที่ไม่ได้มีอยู่จริงในปี 1940
หรือก็คืออาชีพและการจ้างงานของโลกเรามีผันแปรและเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาขึ้นของเทคโนโลยีนั่นเอง
ที่มา Goldman Sachs Research
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs กล่าวว่าประมาณสองในสามของอาชีพเฉพาะในสหรัฐฯอาจต้องเผชิญกับการทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ
แต่ไม่ใช่ว่าระบบอัตโนมัติจะนำไปสู่การเลิกจ้างทั้งหมด เพราะจะมีเพียงงานและอุตสาหกรรมบางส่วนเท่านั้นที่จะถูกทดแทน
ที่มา Goldman Sachs Research
Goldman Sachs คาดการณ์ไว้ว่าในท้ายที่สุด AI สามารถทำให้งานด้านแรงงานในประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 25% กลายเป็นระบบอัตโนมัติ และ 10-20% ของงานในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
จากที่กล่าวมาทำให้เทคโนโลยี RPA (Robotic Process Automation) ที่ช่วยในการทำให้กระบวนการดำเนินงานปกติกลายเป็นแบบอัตโนมัติโดยใช้หุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ อาจได้รับประโยชน์ในส่วนนี้
ทาง Goldman Sachs เชื่อว่าหากมีการใช้งาน AI อย่างแพร่หลายจะทำให้โลกเข้าสู่ยุครุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอีกครั้ง อย่างที่เกิดขึ้นในยุคทองของการไฟฟ้าปี 1917 และยุคทองของเทคโนโยลีสารสนเทศปี 1996
  • ยุคแห่งการไฟฟ้า
ที่มา Goldman Sachs Research
  • ยุคแห่งเทคโนโยลีสารสนเทศ
ที่มา Goldman Sachs Research
สิ่งที่ Goldman Sachs พยายามจะบอกผ่านแผนภูมิเหล่านี้ก็คือ เมื่อเกิดการลงทุนพัฒนาจำนวนมากในเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งไปสักระยะ จนทำให้ต้นทุนในการเริ่มใช้งานต่ำลงมากเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปอย่างแพร่หลายในสังคม (Mass adoption)
เทคโนโลยีนั้นจะนำมาซึ่งการเติบโตของงานและผลักดัน GDP ของโลกให้เพิ่มขึ้นสูงอีกครั้ง
โดย Goldman Sachs ได้ประมาณการการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกว่าจะมีมูลค่าแตะ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 และคาดการณ์ว่า AI จะเริ่มมีผลกระทบต่อ GDP ของสหรัฐฯ ที่สามารถวัดได้ชัดเจนขึ้นในปี 2027
ทั้งนี้ Goldman Sachs ยังได้ประเมินการเติบโตของ GDP ที่มาจาก AI ที่ 0.4% ในสหรัฐฯ และ 0.3% โดยเฉลี่ยในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ (Developed Market) และ 0.2% โดยเฉลี่ยในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ภายในปี 2034
และอาจเพิ่มได้ถึง 1.5% ต่อปี หลังจากเกิดการใช้งานทั่วไปอย่างแพร่หลายแล้ว (Mass adoption) ในสหรัฐฯ และ 0.7-1.3% ในประเทศเกิดใหม่ส่วนใหญ่ ในระยะเวลาช่วง 10 ปีแรก
และการลงทุนด้าน AI ในช่วงแรกเริ่มนั้นคาดว่าจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่
- บริษัทที่ฝึกอบรมและพัฒนาโมเดล AI
- บริษัทที่จัดหาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ศูนย์ข้อมูล) เพื่อเรียกใช้แอปพลิเคชัน AI
- บริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับแอปพลิเคชันใช้งาน AI
- ผู้ใช้ระดับองค์กรที่ชำระค่าซอฟต์แวร์และบริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์
และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงมากที่สุด
แม้ว่าจะยังไม่มีใครทราบมากนักว่า AI จะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างไร
และแม้จะต้องใช้เวลาพอสมควรในทำให้เกิดการใช้งานทั่วไปอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและมีนัยสำคัญหลังจากนี้
หากเลือกลงทุนในระยะยาวการที่มีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ติดพอร์ตลงทุนไว้ อาจทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีก็เป็นได้
บทความนี้เป็นเพียงแค่การยกข้อมูลปัจจัยบางส่วนมานำเสนอเท่านั้น เพื่อนๆ หรือนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
1

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา