1 พ.ย. 2023 เวลา 02:10 • ประวัติศาสตร์

“Blockbuster” อดีตยักษ์ใหญ่แห่งวงการวีดีโอผู้พ่ายแพ้แก่กาลเวลา

ตลอดช่วงยุค 90 (พ.ศ.2533-2542) จนถึงต้นยุค 2000 (พ.ศ.2543-2552) หากอยากจะชมภาพยนตร์ ผู้ชมก็มีทางเลือกอยู่สามทาง
1.เข้าไปชมในโรงภาพยนตร์
2.ซื้อม้วนวีดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องนั้น
3.เช่าม้วนวีดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องนั้น
เวลานั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดังเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นหากอยากชมภาพยนตร์ซักเรื่องแต่ภาพยนตร์เรื่องนั้นออกจากโรงภาพยนตร์แล้ว เราก็จะต้องไปยังร้านขายหรือเช่าวีดีโอเทปเพื่อซื้อหรือยืมวีดีโอเรื่องนั้นมา หากยืมก็ต้องนำมาคืนให้ตรงเวลาไม่อย่างนั้นก็จะต้องเสียค่าปรับ
ร้านให้บริการเช่าวีดีโอก็มีอยู่มากมายหลายร้านทั่วโลก แต่ร้านที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “Blockbuster”
สำหรับหลายๆ คน Blockbuster ไม่ใช่เพียงแค่ร้านให้เช่าวีดีโอ แต่คือส่วนหนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ และบทความนี้ก็จะบอกเล่าถึงความรุ่งเรืองและจุดจบของ Blockbuster
ตลอดเวลากว่า 20 ปี Blockbuster คือหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการสื่อภาพยนตร์และความบันเทิง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เกิดแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งขึ้นมากมาย Blockbuster ก็เหมือนกับกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่อุ้ยอ้าย เดินไม่ถนัดและสะดุดขาตนเองจนล้มลงในที่สุด
อันที่จริง Blockbuster นั้นไม่ใช่ร้านให้บริการเช่าวีดีโอร้านแรกในโลก แต่เป็นร้านที่แตกต่าง โดดเด่นเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ เนื่องจากความหลากหลายและจำนวนภาพยนตร์ที่ร้านมีในปริมาณมหาศาล มากกว่าร้านเช่าวีดีโอร้านอื่นๆ
Blockbuster ร้านแรกเปิดที่เมืองดัลลาส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) โดยผู้ก่อตั้งคือ “เดวิด คุ๊ก (David Cook)” อดีตผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ ซึ่งได้ตัดสินใจเปิดร้านให้เช่าวีดีโอของตนเอง และมีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการระบบของร้าน ทำให้การบริหารนั้นลื่นไหล สามารถบริหารจำนวนเทปวีดีโอภาพยนตร์กว่า 8,000 เรื่อง
จำนวน 8,000 เรื่องอาจจะดูไม่มากมายนักเมื่อเทียบกับจำนวนภาพยนตร์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ในปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นจำนวน 8,000 เรื่องนั้นถือว่าเยอะมาก เนื่องจากร้านวีดีโอทั่วๆ ไปนั้นมีภาพยนตร์ให้เช่าเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเรื่องเท่านั้น
ร้าน Blockbuster ร้านแรกของคุ๊กนั้นประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ทำให้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี คุ๊กก็ได้ขยายสาขาร้าน Blockbuster ออกไปอีกถึงสามร้าน
จากนั้นในปีค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) คุ๊กก็ได้ขายกิจการ Blockbuster ให้แก่นักลงทุนสามราย ได้เงินมาทั้งหมด 18.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 666 ล้านบาท)
คณะผู้บริหารกลุ่มใหม่ได้ทำการขยายสาขา Blockbuster ออกไปอีกหลายสาขา โดยได้ทำการกว้านซื้อร้านวีดีโอท้องถิ่นจำนวนมากและทำการรีแบรนด์ใหม่ และเปิดร้านสาขาเพิ่มอีกหลายร้อยสาขา
เมื่อถึงปีค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) ทั่วสหรัฐอเมริกาก็มีร้าน Blockbuster กว่า 400 สาขา
เมื่อถึงต้นยุค 90 (พ.ศ.2533-2542) Blockbuster ก็มีสาขาครบ 1,000 สาขา อีกทั้งยังกว้านซื้อร้านวีดีโออีกหลายร้าน
ในปีค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) บริษัท Viacom ก็ได้ซื้อ Blockbuster ไปด้วยราคา 8,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 302,000 ล้านบาท) ก่อนที่ในอีกห้าปีต่อมา Viacom ก็ได้นำ Blockbuster เข้าตลาดหุ้น
แต่ในปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) จุดจบความรุ่งเรืองของ Blockbuster ก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้น ซึ่ง Blockbuster นั้นไม่รู้ตัวเลย
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) “รีด เฮสติงส์ (Reed Hastings)” ได้ก่อตั้ง “Netflix” โดยส่วนหนึ่งของสาเหตุการก่อตั้งบริษัทให้เช่าวีดีโอเป็นของตนเองก็เนื่องจากเฮสติงส์นั้นคืนวีดีโอเรื่อง “Apollo 13” ช้ากว่ากำหนด ทำให้เขาต้องเสียค่าปรับถึง 40 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,440 บาท) และร้านวีดีโอที่เฮสติงส์ไปเช่าวีดีโอและต้องเสียค่าปรับ ก็คือร้านสาขา Blockbuster
ค่าปรับหากคืนวีดีโอล่าช้านั้นเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญของ Blockbuster โดยในปีค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) เพียงแค่ปีเดียว บริษัท Blockbuster ก็มีรายได้จากค่าปรับการคืนวีดีโอล่าช้าถึงเกือบ 800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 28,800 ล้านบาท) ซึ่งเท่ากับประมาณ 16% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท
แต่สำหรับ Netflix นั้น แม้ในช่วงแรก Netflix ก็มีข้อได้เปรียบ Blockbuster ถึงสองข้อ นั่นก็คือ
รีด เฮสติงส์ (Reed Hastings)
1.วีดีโอเทปของ Netflix นั้นส่งตรงถึงบ้านลูกค้า ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาถึงร้านให้เสียเวลา
2.Netflix ไม่มีค่าปรับหากคืนล่าช้า
อันที่จริง ในปีค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) Blockbuster มีโอกาสจะซื้อ Netflix ด้วยราคา 50 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท) แต่ Blockbuster ก็ปฏิเสธโอกาสนี้ไป
1
ในปัจจุบัน Netflix มีมูลค่าบริษัทสูงกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (มากกว่า 3.6 ล้านล้านบาท)
ในช่วงต้นถึงช่วงกลางยุค 2000 (พ.ศ.2543-2552) Blockbuster นั้นได้ก้าวถึงจุดพีค มีสาขาทั่วโลกรวมกันกว่า 9,000 สาขา และหนึ่งในนักลงทุนคนสำคัญของวอลล์สตรีทอย่าง “คาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn)” ก็สนใจใน Blockbuster
คาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn)
ไอคาห์นได้เริ่มกว้านซื้อหุ้น Blockbuster เป็นจำนวนมาก หากแต่มุมมองทางธุรกิจของเขาดันไม่ตรงกับซีอีโอของ Blockbuster อย่าง “จอห์น แอนทิโอโค (John Antioco)” และขัดแย้งกันรุนแรงจนถึงขั้นที่ในปีค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) แอนทิโอโคได้ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ Blockbuster
จากนั้นไม่นาน วิกฤตใหม่ซึ่งเป็นเหมือนจุดจบของ Blockbuster ก็มาถึง นั่นคือ Netflix ได้ออกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งของตนเองออกมา
Blockbuster ก็ไม่ยอมแพ้ ได้พยายามออกบริการสตรีมมิ่งของตนเองออกมาเช่นกัน แต่กำไรของ Blockbuster ก็มีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Netflix มีแต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ
จอห์น แอนทิโอโค (John Antioco)
ในปีค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) Blockbuster ได้พยายามปรับตัวด้วยการยกเลิกการคิดค่าปรับ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของ Blockbuster ดีขึ้นนัก อีกทั้งการยกเลิกค่าปรับนั้น ก็เป็นการเปลี่ยนมาเป็นว่าหากคืนล่าช้าเกินแปดวัน แทนที่จะคิดค่าปรับ Blockbuster ก็จะขายวีดีโอหรือซีดีภาพยนตร์เรื่องนั้นแก่ผู้เช่า
พูดง่ายๆ ก็คือผู้เช่าที่นำมาคืนล่าช้าต้องจ่ายราคาเต็มของวีดีโอหรือซีดีนั้น
ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างเหล่านี้ื ทำให้เมื่อสิ้นสุดยุค 2000 (พ.ศ.2543-2552) Blockbuster ต้องปิดร้านสาขาของตนนับพันสาขา และในปีค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) Blockbuster ก็ได้ยื่นล้มละลาย และมีหนี้สินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 36,000 ล้านบาท)
ต่อมา ในปีค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) บริษัท Dish Network ได้ประมูลซื้อทรัพย์สินของ Blockbuster มาด้วยราคา 320 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11,500 ล้านบาท) และเริ่มปิดร้านสาขาต่างๆ ทั่วโลก และเมื่อถึงปีค.ศ.2019 (พ.ศ.2562) ก็เหลือร้าน Blockbuster เพียงแค่สาขาเดียว
ร้าน Blockbuster แห่งสุดท้ายอยู่ที่เมืองเบนด์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา และร้านนี้ก็โด่งดังในฐานะของร้าน Blockbuster แห่งสุดท้าย และยังคงเปิดกิจการอยู่จนถึงทุกวันนี้
จากคำบอกเล่าของทางร้าน ทางร้านมีสมาชิกกว่า 4,000 บัญชี และก็มีสมาชิกใหม่เรื่อยๆ ทุกๆ วัน ซึ่งก็เป็นผลมาจากการเป็นร้าน Blockbuster แห่งสุดท้ายนั่นเอง
โฆษณา