"แก้ว ณัฐรุจา" ปลายทาง ความฝัน คืนวันที่มีความหมาย Part 2

บทที่ 3:
B Side of The Queen
อีกด้านของความงาม
ช่วงนี้ก็จะเป็นการเล่าเรื่องแก้วในอีกมุมนะครับ เหมือนเทปที่มีหน้า A เป็นเพลงหลัก แล้วมีหน้า B เป็นเพลงรอง
- คือไรง่าหน้า B เกินไม่ทัน ฮ่าาา
แหมม ตอนนั้นร้องเพลงฟรีเบิร์ดสในไลฟ์นะ
- เพลงไรนะคะ?
“คอยแต่เธอ หลงละเมอเพ้อคอยแต่เธอ”
- โอ๊ย พ่อเปิดหนาา
แต่มีช่วงหนึ่งเราร้องเพลงเก่าในไลฟ์รัวๆ เลยนะ
- ใช่ๆๆ เพราะร้องแล้วแฟนคลับชอบค่ะ เลยคิดว่าเขาน่าจะรุ่นใกล้ๆ พ่อแก้วรึเปล่า55+
พี่ก็ชอบฟังนะ
- อ้าวพี่อายุเท่าพ่อหนูเหรอ? 5555+ (เดี๋ยววว)
ฟังแล้วคิดถึงวันเก่าๆ อ่ะ นี่ยังเล่นอูคูเลเล่อยู่มะ?
- เล่นบ้างค่ะ แต่อยากเล่นกีต้าร์ได้ ยังไม่ได้เริ่มเลย นิ้วไม่ค่อยถึงอ่ะ (เป็นกำลังใจให้น้าา รอฟัง แก้วในเวอร์ชั่นกีต้าร์)
อ่ะมาเข้าเรื่องกัน พูดถึงความเป็น “Introvert” ซึ่งเมมเบอร์ใน BNK48 ออกมาพูดว่าตัวเองเป็นคนแนวนี้เยอะมาก แก้วด้วย ทั้งที่ต้องทำงานท่ากลางแสงสีและผู้คน เรามีวิธีบริหารจัดการชีวิตยังไงจากวันนั้นถึงวันนี้?
- จริงๆ ตอนอยู่ BNK48 แก้วไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเท่าไหร่นะ เพราะเราอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ อยู่แล้วค่ะ อย่างไปทำงานแล้วอยู่กับพวกเขา มันจะไม่มีปัญหาเลย หรือถ้ามีคนที่ Extrovert ไปทำงานกับเราก็ยังไม่เป็นไร เมื่อเขาคือคนที่เข้าไปคุยกับคนอื่น
สมมติ “เฌอปราง” เขาอาจจะไม่ได้ Extrovert ก็ได้นะ แต่ด้วยหน้าที่กัปตันแหละ หรือ “อร” ที่เป็นคนชอบคุย ถ้าเราไปเป็นกลุ่ม เจอลูกค้า พวกเขาก็จะเป็นคนคุยหลัก เราก็แค่ยืนรอเสริม มันเลยไม่เคยเป็นปัญหา รวมถึงการที่มีน้องๆ รุ่นใหม่เข้ามาก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน ด้วยความที่แก้วไม่ใช่คนสายเข้าหาคนก่อนอยู่แล้ว ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนที่จะไม่รู้จักใคร ฉะนั้นวงนี้ไม่เคยเป็นปัญหากับ
คน Introvert ค่ะ
แต่พอออกมาทำงานคนเดียว แล้วเราได้มาพูดคุยกับคนใหม่ๆ เขาจะบอกว่าเราดูเป็นคนไม่ค่อยหน้าเข้าหา ดูนิสัยไม่ค่อยดี หยิ่ง เลยมารู้สึกว่าเอ้ารึมันเป็นปัญหาแล้วหว่า? คือแก้วไม่ใช่คนเป็นมิตรอ่ะพี่แคน สมมติเราเจอคนๆ หนึ่งที่มองเราอยู่ แต่ไม่ได้ยิ้มให้เรา แก้วก็จะไม่ได้ดี๊ด๊ากลับไป เราไม่ได้เกลียดเขานะ แค่เป็นแบบนี้จริงๆ
เลยมาคิดว่าจะมีทางไหนที่เราจะปรับให้ตัวเองดูเป็นมิตรกับคนอื่นมากกว่านี้ได้บ้าง? เลยพยายามที่จะ Nice มากขึ้น ยิ้มให้คนอื่นบ้าง พยายามถามคนอื่นบ้าง
หรือถ้าต้องอยู่ในกลุ่มคนเยอะ แก้วจะเป็นคนชอบฟัง การนั่งเงียบๆ มันไม่ได้เบื่อนะ แค่ชอบฟัง แต่พอไม่ได้พูดออกไป มันเลยดูเบื่อ เลยเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามกลับไป “ช่วงนี้เป็นไงคะ?” “ทำแล้วเป็นไง” “อ่อ ตอนนี้มีแบบนี้อยู่นะ” พยายามหาจุดมาคุยร่วมกัน ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงพัฒนาอยู่ค่ะ พยายามปรับตัวในด้านเข้าหาคนมากขึ้น บริหารจัดการประมาณนี้ค่ะ
อย่างที่เราบอกตอนต้นว่าพยายามจะปรับตัวมาเจอกันครึ่งทางมากขึ้น ซึ่งจริงๆ ที่ได้ติดตามแก้วมา ไม่ได้มองว่าแก้วหยิ่งอะไรแบบนั้น ถ้าไม่ได้มาสัมผัสตัวตนกันจริงๆ ถูกมั้ย?
- เอาจริงๆ แก้วเป็นคนไม่มีความคิดแง่ลบกับใครเท่าไหร่ ไม่ใช่คนอิจฉาคนอื่น เราจึงเป็นคนไม่ค่อย Toxic เรื่องความคิดค่ะ เขาก็ดีนี่ นั่นนี่ แก้วเลยเชื่อว่าถ้าคนอื่นได้รู้จักกันจริงๆ เขาคงไม่เกลียดเราหรอก เพราะเราไม่คิดร้ายกับใคร แต่คนที่เกลียดคือคนที่ไม่รู้จัก55+ อาจจะต้องคุยกันนิดหนึ่งถึงจะรู้ว่าเราเป็นคนยังไง ซึ่ง First Impression อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็ยอมรับว่าต้องปรับตัวค่ะ
เข้าใจนะ มันเหมือนเป็นการเติบโตขึ้นในอีกเลเวลหนึ่งของชีวิตเลย
- ใช่ๆๆ
ก่อนหน้านี้เหมือนแก้วเป็นคน Perfectionist หน่อยๆ อยากทำอะไรต้องทำให้สุด เกียรตินิยม อยากให้เล่าถึง “เนื้อแท้” อีกหน่อย
- 55 หลักๆ ก็อย่างที่บอกค่ะว่าปลายทางมันต้อง Perfect แบบที่คิดไว้ แต่เนื้อแท้เราก็คือคนประมาท ทำยังไงก็ได้ให้ไปถึงปลายทางแบบที่เราต้องการ ในนั้นมันก็ต้องไม่เครียดจนเกินไป แก้วไม่ใช่คนเครียด สุดท้ายเราต้องผ่อนคลายกับมันด้วย และก็เป็นคนไม่ให้เวลากับอะไรมาเกินไป
ในความไม่เครียดนั้น ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นตามที่คิด เรารับมือกับตัวตน Perfectionist ของตัวเองยังไง? อย่างตอนทำโฮชิแบนด์กับตาหวานสมัยนู้น
- อ๋าา แก้วเขวี้ยงของตอนนั้น เอาจริงๆ เราเรียนรู้กับมันมาเรื่อยๆ เลยค่ะ อย่างตอนเด็กๆ แก้วเล่นเปียโนไม่ได้ แก้วก็ร้องไห้ เรียนไม่ได้ 4.00 แก้วก็ร้องไห้ ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องเล็กๆ แหละค่ะ วิธีรับมือคือ “จิตใจที่เข้มแข็งขึ้น” หลังเจอความผิดหวังมาแล้วนั่นเอง ที่เรารับไม่ได้ตอนนั้น เพราะเราไม่เคยผิดหวังไงคะ ไม่เคยต้องปลอบใจตัวเอง
ต้องขอบคุณความผิดหวังนี่แหละค่ะที่แม้มันจะไม่ใช่เรื่องดี แต่มันคือเรื่องจริงที่ทำให้แก้วเติบโตขึ้น พอมันไม่เป็นอย่างที่เราคิดบ่อยๆ มีวันที่ร้องไห้หนักขึ้นๆ มันก็จะเฮ้ย ผิดหวังแล้วมันจะตายมั้ย? แก้วอ่ะเคยมีปัญหาชีวิตช่วงปี 3-4 ที่ตอนนั้นกลัวจะไม่ได้เกียรตินิยม ด้วยความที่ช่วงนั้นซ้อมเปียโนไม่ได้เลย แล้วถ้าไม่ได้ A วิชานี้ เกียรตินิยมก็แค่ฝัน แก้วก็ร้องไห้ๆๆ อาจารย์เลยถามร้องทำไม? คือเขาเป็นคนเท่มากค่ะ มีแนวคิดสอนเรา ปัญหาที่เราพูดไปจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเขา เขาจะจัดการให้ได้
อาจารย์: “กลัวไม่ได้เกียรตินิยม ถ้าได้แล้วจะยังไงเหรอ?”
แก้ว: “ก็ได้ ก็อยากได้”
อาจารย์: “แล้วถ้าไม่ได้มันจะทำไม?”
แก้ว: “เออ มันก็ไม่ทำไมนี่หว่า แล้วอยากได้ทำไมนักหนาวะ อยากได้จนชีวิตจะพังหมดละ”
อาจารย์:“สุดท้ายถ้ามันจะไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ที่สุดของชีวิตเว้ย ถ้าวันนี้แก้วไม่ได้ มันจะแปลว่าแก้วจะใช้ชีวิตไม่ได้เหรอ? มันจบเลยเหรอ? ทำงานต่อไม่ได้?”
เราก็เออว่ะ สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเป็นที่สุดของชีวิตแก้วหรอก มันก็แค่วันๆ หนึ่งที่ผ่านไป เลยเป็นแนวคิดว่าวันนี้ไม่ใช่ที่สุดในชีวิตแก้วหรอกเว้ย สมมติวันนี้ทุกคนพยายามจะสวย เราแต่งตัวกันแบบต้องสวยที่สุดเลย ก็มาคิดต่อ “เอ้าแล้วฉันจะสวยที่สุดเพื่ออะไร!? 55+”
จากนั้นมันเลยไม่มีความคิดว่าต้องสวยสุด ทำดีสุดไปหมด เลิกเป็นคนอย่างนั้นไปเลยค่ะ ก็แค่ทำมันไปให้ดีสำหรับเราก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็น “ที่สุด” ของชีวิต ต้องจบวันนี้ กลายเป็นคนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ถ้าวันนี้เราพอใจก็จบ วันนี้ยังไม่สวยสุด วันนี้ยังร้องเพลงได้ไม่ดีก็ไม่เป็นไร แค่รู้สึกว่า “ทำมันอย่างมีความสุขก็พอ”
เฮ้ยชอบอันนี้ ดีมากๆ เลย
- ตอนนี้เลยเลิกเป็น Perfectionist ไปหมดแล้วค่ะ555+ อยากมีปลายทางแบบที่เราคิดแค่นั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้อง Perfect เพราะเราโตพอที่จะรู้สึกว่ามัน “ไม่เป็นไร” แล้ว วันนี้มันไม่ดีเหรอ? เดี๋ยวก็ได้ทำใหม่แหละ
คือ “ดีที่สุด” และ “มีความสุข” ณ ตอนนั้นก็พอแล้ว
- ช่ายยย
งั้นเรามาเป็น “Imperfectionist” บ้างก็ไม่เลวนะ
- สนุกกว่าเยอะค่ะ ;)
เป้เคยบอกในคลิปของ Sertist ว่า “พี่แก้วเป็นเคนเรียบเรียงคำพูดได้สวยมาก ไม่ใช่ฟีลคำคมแต่แบบคิดได้ไงวะ?” เออๆ ยกตัวอย่างได้มะ เรามีวิธีเรียงคำยังไง หรือจริงๆ จากที่คุยดูเราไม่น่าวางแผนไรแบบนั้น
- เนี่ย ตอนแรกอ่านประเด็นคำถามมา คิดคำตอบมาแล้ว แต่ไม่น่าจำได้ คิดไปก็เท่านั้น55+ แก้วรู้สึกว่า Feeling ต่างกันมันก็ตอบไม่เหมือนกัน สมมติแก้วคิดคำตอบมา พอเอาจริงอารมณ์เรามันไม่ใช่แบบนั้น ก็อาจจะไม่ตอบตามที่เคยคิดก็ได้
อืมมม จากคำถามนี้ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นคำคมอะไรนะคะ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น
เพราะความคิดเราก็คือความคิดเรา อย่างบางคำตอบของคำถามนี่ไม่ใช่แก้วอ่านมานะ แต่มันผ่านการคุยกับตัวเองมาแล้ว บางเรื่องแก้วถามตัวเองมาเรียบร้อยแล้ว แบบที่แก้วบอกพี่ว่าข้อเสียของแก้วคือการไม่ชอบทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ไม่ดี อันนี้ก็คุยกับตัวเองมาแล้วไงว่าทำไมไม่ชอบนะ อ๋อเพราะมันทำไม่ได้ บางข้อเลยตอบได้เลย อันนี้ชอบนะ อันนี้ไม่ชอบนะ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แค่เรียบเรียงมาแล้ว ผ่านการขับรถ55+
รถนี่เหมือนเป็นอีกโลกของเราเลยว่ามั้ย?
- ใช่ๆๆ รู้ป่ะว่าแก้วร้องเพลงเวลาเดียวคือเวลาขับรถนี่ เวลาอยู่บ้านไม่ร้องเลย เพื่อนเคยถามว่าแล้วตอนอาบน้ำไม่ร้องหรอ ไม่ร้อง แล้วตอนอยู่ในห้องคนเดียว? ก็ไม่ฟังเพลง แก้วจะไม่ร้องเพลงถ้าไม่ได้นั่งอัดคลิปหรือลองอัดเสียง
รถเลยเป็นเวทีเดียวของเราในชีวิตประจำวัน ทั้งร้องเพลงและคิดนู่นนี่ ยิ่งเวลาขับไกลๆ ยิ่งชอบเลย เพราะเวลาอยู่บ้าน แก้วแค่นอนเล่นมือถือ เข้า Shopee / Lazada เล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ดูสิ่งที่คนเขาพูดกัน แต่รถมันเป็นที่เดียวที่เราไม่ได้เล่นมือถือ มันเลยเป็นที่ที่ให้เราได้ปลดปล่อยความคิดออกมา
เรียนจบแล้ว อยากทำอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย เช่น ต่อ ป.เอก?
- แก้วคิดนะ ต้องเป็นบ้าแน่เลยอ่ะ รู้สึกทุกครั้งที่เรียน ยังชอบเวลาตัวเองได้ใช้สมองอยู่ คือ 6 ปีที่ผ่านมามันก็ได้ใช้สมองแหละ แต่ไม่ใช้สมองด้านวิชาการแบบที่เราชอบ เหมือนตอนเด็กๆ ที่เรียนเก่ง มันเลยทำให้ชอบสิ่งที่เราทำได้ดี อย่างพอนั่งพิมพ์บทความแล้วต้องใช้ศัพท์วิชาการ ฟีลคือชอบมาก เลยคิดว่าเอ๊ะรึเรียนต่อ ป.เอก ดีนะ? เพื่อนก็ถามว่าเพื่อ!? 55+ แต่ ป.โท ก็ขี้เกียจจะตายละ คิดดูก่อนละกันงั้น
ถึงวันนั้นเราต้องเรียก “ดร.ณัฐรุจา” แล้วนะ
- เอ้อ เป็น ดร. แล้วนะ! ถึงเพื่อนจะถามว่าเพื่อไรก็ตาม55+ คือแก้วเป็นคนชอบได้เกียรติบัตรค่ะ อย่างตอนเด็กๆ จะได้ก็ต่อเมื่อสอบได้ที่ 1-3 ก็จะทำให้ได้มา หรือเป็นเด็กมารยาทดีหรือกล่าวสุนทรพจน์เพื่อให้ได้ พอเราได้วุฒิหรือใบปริญญาต่างๆ มาแล้วรู้สึกชอบ เลยมีความคิดว่าถ้าได้ดีกรี ดร. ขึ้นมานี่เท่เลยน้า
มันเหมือนเป็นหลักฐานในชีวิตว่าเรา “ทำสำเร็จ” เนอะ
- ใช่ๆๆๆ สนุกอ่ะ เวลาทำแล้วมันสนุกแหละ
แล้วเราคิดถึงพาร์ทของการสอนบ้างมั้ย?
- คิดๆ คือแก้วอ่ะรู้สึกว่าพอเราเป็น Introvert ไม่ชอบเอาใจใคร ไม่ชอบทำตามที่คนอื่นชอบ แล้ววงการมันเหมาะกับเราปะวะ? พอทำไปสักพักก็คิดว่ามันเพียงพอกับชีวิตแล้ว ได้เป็นนักร้อง เป็นนั่นนี่แบบที่เราฝันแล้ว ก็อาจจะไปเปิดโรงเรียนค่ะ
คือจริงๆ สิ่งที่แก้วชอบมากกว่าการเป็นนักร้องก็คือการอยู่กับเด็กๆ เราชอบนั่งมองเขาเล่น ชอบการได้คุยกับเขา เคยมีแว้บหนึ่งในชีวิตช่วงปี 3-4 ตอนยังไม่ได้ออดิชั่น BNK48 นั่งมองเด็กเล่นดนตรีอยู่แล้วก็บอกตัวเองว่า “นี่แหละคือสิ่งที่อยากทำไปตลอดชีวิต” แค่อยากสอน สมมติว่าแก้วแก่แล้ว ก็คงยังอยากนั่งดูพวกเขาเล่นอยู่
มีคุยกับนักเรียนอยู่บ้างมั้ยครับ?
- ไม่ค่อยคุยเลยค่ะ เพราะเลิกสอนไปนานมากๆ แล้ว คือเราสงสารนักเรียน อย่างเดือนหนึ่งต้องเรียน 4 ครั้ง แต่เราว่างสอนแค่ 1-2 ครั้ง แล้วมันเพื่ออะไรอ่า? สงสารเขา ทำไมเขาต้องเปลี่ยนครูบ่อยๆ แล้วพูดตรงๆ ว่าครูแต่ละคนเทคนิคไม่เหมือนกัน ถ้าแก้วสอนไปครั้งหนึ่ง แล้วเขาไปเรียนกับครูคนอื่นต่อ แล้วเรามาสอนใหม่ มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้วอ่ะ สงสารถ้าเด็กๆ จะได้เรียนอะไรที่ไม่ต่อเนื่องแบบนั้น ก็เลยไม่สอนดีกว่าค่ะ คือเขาก็คงเสียใจแหละที่ไม่ได้เรียนกับเราแต่เราก็เสียใจถ้าจะทำได้ไม่ดีพอสำหรับเขาเหมือนกัน
(มุมนี้ดีมากเลยนะ ผมรู้สึกว่าแก้วไม่ได้สอนไปตามแนวทางหลักสูตรที่กำหนดมา แต่เธอสอนโดยเล็งเห็นถึงการมอบ “คุณค่า” ที่ผู้เรียนหรือเด็กๆ จะได้รับกลับไปจริงๆ ตรงนี้นี่แหละคือจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู แบบที่สัมผัสได้ว่าเธอยังคงเป็น “ครูแก้ว” ที่อบอุ่นคนนั้นไม่เปลี่ยนแปลง)
ถ้าถึงวันนั้น (ที่เปิดโรงเรียน) ชวนพี่ไปรีวิวได้นะ
- ได้เลยค่ะ
พูดถึงการเรียน การฝึกฝนต่างๆ ได้มีโอกาสดูไลฟ์แก้วใน IG แล้วเจอแฟนคลับท่านหนึ่งถามว่า “ฝึกยังไงให้เก่ง?” แก้วเลยตอบว่า “ซ้อมให้ดีที่สุด” ขยายความหน่อยครับ แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดีที่สุด?
- จริงๆ แก้วเคยผ่านมาทั้งไม่ดีและดีที่สุดมาแล้ว ยิ่งเรามีเวลาน้อยอ่ะค่ะ อย่าง Thesis แก้วเลย สมมติเราเอาเพลงมาวิเคราะห์ว่าเขาแต่งจากอะไร อันนี้วิเคราะห์เป็นคอร์ดยังไง? ทำแบบนี้เพื่ออะไร อันนี้คือต่อจากอันนี้นะ เสร็จแล้วเราก็มาวางแผนวิธีการซ้อมว่ามันต้องแบ่งตรงนี้ หรือต้องซ้อมแบบนี้
เพราะทั้งเพลงที่แก้วเล่นมันไม่ใช่ง่ายๆ ค่ะ ถ้า 10 หน้าจะมีหลายเทคนิคเพราะฉะนั้นก็ต้องแบ่งซ้อมคนละเทคนิคเพื่อจัดการส่วนต่างๆ ด้วยวิธีคต่างกัน มันจะตะบี้ตะบันซ้อมไม่ได้ บางทีซ้อม 3 ชม. แต่ไม่ได้ไรเลย แก้วก็เคยมาแล้ว บางทีครึ่ง ชม. แต่ได้อะไรมากกว่าก็มี การวิเคราะห์สิ่งที่เราจะทำ หรือก่อนทำมันจะช่วยให้กระบวนการนั้นมีประโยชน์ที่สุด
ถามว่า “ซ้อมยังไงให้ดีที่สุด?” เราก็ต้องหาวิธีกับตรงนั้น ทำยังไงให้มันใช้เวลาน้อยที่สุด อย่างแก้วความจำดีใช่มั้ยคะ? ก็จะจำโน้ตไปเลยตั้งแต่ซ้อมครั้งแรก หรือมันจะมีคนที่จำโน้ตได้หน้าแรกปุ๊บแล้วฉีกทิ้ง จะได้ไม่ต้องกลับมาดูมันอีก แก้วก็พยายามเหมือนกัน แต่ไม่ได้ฉีกแบบเขานะ55+ จำไม่ได้ขนาดนั้น จะมาแบบวันนี้ซ้อม 1 หน้า ก็จะทำ 1 หน้านั้นให้ดีที่สุด ทำให้ได้ทุกอย่าง เอาโน้ตให้มันได้ จดจำรายละเอียดนู่นนี่ แล้ววันนั้นมันก็จะมีประโยชน์มากที่สุด
ขอสรุปอีกที ก่อนจะซ้อมให้ดีที่สุด เราก็ต้องวิเคราะห์มองให้ขาดว่างานนั้นๆ เราต้องทำอะไรยังไงบ้าง เพื่อให้เรา “เหนื่อยน้อยที่สุด?”
- อ่าใช่ๆๆ คำนี้แหละ เหนื่อยน้อยที่สุด และประหยัดเวลาไปในตัวค่ะ
ปรับฟีลมาที่มุมมองความรักเราบ้าง พี่แอบทำการบ้านมาตามนี้คือ
1. ชอบคนที่โปรไฟล์ ดูดี มีการศึกษา
- เอ้อใช่!
2. คนน่ารักแบบเห็นแล้วน่ารักเลย
- ช่าย น่าร้ากก
3. ชอบคนโตกว่า
- แต่คนข้างนอกมักมองว่าแก้วน่าจะมีแฟนเด็กกว่านะ สมมติแก้วบอกชอบคนโตกว่า แต่ 90% บอกไม่อ่ะแก้วนี่ชอบเด็กแน่ๆ พูดงี้กันหมดเลย55+
4. อยากให้เขาเป็นผู้นำ แต่ก็ต้องนำได้แบบของแก้วเอง ดุได้แต่ดุแบบเป็นห่วง
- 55+ ใช่ ดูย้อนแย้ง แต่อันนี้เพื่อนๆ แฉนะ ก็ประมาณนี้แหละ)
5. เขาเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ในแต่ละวันของชีวิตเรา วันนั้นจะสดใสหรือเปล่า อยู่ที่เขาเลย
- เอ้อ!! 555+ เป็นคนโรแมนติคไง
แล้วก็ไม่ชอบคนเสียงดัง โดยรวมประมาณนี้ถูกมั้ยครับ?
- จริงๆ แก้วไม่ได้มีคนที่แบบเห็นแล้วตรง Type ขนาดนั้น เนี่ยข้อนี้แก้วแอบไปคุยกับตัวเองมาแล้ว แพรพนึงนะคะ...อย่างชอบคนที่โปรไฟล์คือมันไม่ใช่เชิงโปรไฟล์ขนาดนั้น สมมติเขามีอะไรบางอย่างเก่งกว่าเรา เราก็จะเคารพ นับถือทุกด้านในตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือคำแนะนำตักเตือนจากเขา ด้วยความที่มีประสบการณ์มากกว่า เลยจะเชื่อที่เขาพูดได้มากขึ้น เราเองก็ไม่ได้ดื้อมากจนเกินไป
เหมือนตอนต้นบทความที่เราบอกว่าเชื่อคนมีประสบการณ์มากกว่า
- ใช่ๆๆ อันนี้ก็จะคล้ายกันค่ะ
ให้เขาเป็นผู้นำ แต่ต้องนำได้ในแบบเรา?
- 555+ ไม่เชิงๆ ใจความสำคัญคือแก้วเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ใช่แค่ในความสัมพันธ์หรอกค่ะ แต่ในทุกอย่างเลย แบบต้องเป็นเพื่อนสนิทจริงๆ แก้วถึงจะกล้าบอกว่าเธออันนี้ไม่โอเคนะ อันนี้เราลองแบบนี้มั้ย ซึ่งมีแค่ “Sertist” กับเพื่อนสนิทตอนมัธยมเท่านั้นที่เรากล้าพูดค่ะ แต่โดยรวมที่ผ่านมากับคนรอบตัว ถ้าแก้วไม่โอเคขึ้นมาก็จะไม่พูด
สมมตินั่งคุยกันไปแล้วเขามีทัศนคติบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย แก้วก็จะอ๋อออ แล้วไม่พูดอะไรต่อ ไม่แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นความเป็นผู้นำในตัวเขา (ในสเปค) ก็น่าจะเป็นความ “ริเริ่ม” ที่จะทำอะไรบางอย่าง สมมติเรามีปัญหากันแล้วแก้วไม่พูด เขาก็ต้องเป็นคนที่สามารถเฮ้ย! มาคุยกันเถอะ แบบนี้มันไม่โอเคนะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ เป็นคนจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะนิสัยส่วนตัวที่เราไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น เลยไม่ชอบจัดการ ชี้แนะอะไรเลย เขาเลยต้องเป็นผู้นำ ชี้แนะให้เราได้
ขณะเดียวอย่างทีม Sertist หรือเมมหลายคนก็มักจะบอกว่าแก้วเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้พวกเขาได้?
- แก้วก็คงไม่ได้บอกเขาว่าให้ทำอันนี้เป๊ะๆ แต่จะเป็นแนวว่าลองทำแบบนี้รึยัง? แบบนี้โอเคนะ อันนี้ไม่โอเคแบบนี้เหรอ ลองคิดแบบนี้สิ พูดเป็นปลายเปิดให้เขาคิดต่อยอดและคอยปลอบใจมากกว่า
หรือจริงๆ ความโตกว่าในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับอายุ ถึงเด็กกว่าแต่นำเราได้ก็โอเค?
- ก็อาจจะได้ค่ะ
แล้วเป็นไงครับ ช่วงนี้มีคนเข้ามาจีบมุ้ย?
- ไม่ๆๆๆ ไม่มี5555+ อย่างที่บอกคือแก้วเป็นคนโฟกัสหลายอย่างไม่ได้ พอที่ผ่านมาต้องเน้นเรียน ก็จะไม่ม่สมาธิไปทำอย่างอื่น รอตัวเองพร้อมกว่านี้หน่อยดีกว่า
นึกถึงที่แก๊ง Sertist แซวในรายการแบบเอาสเปคแก้วไปเทียบกับหมา55+
- ใช่ๆ หมาตี๋ แต่เป็นคนได้มั้ย555 ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกคนก็จะรู้ Type ของแต่ละคนดีมาก แค่มองไปที่ทีวีก็จะแบบชอบใช่มั้ย แบบนี้ชอบชะ? แค่คนนั้นยิ้มปุ๊บแล้วเป็นยิ้มแบบที่เราชอบ คือรู้จักกันดีมาก ถ้าแก้วมีแฟน แก้วโดนแฉแน่ค่ะ55
ถ้าโตกว่าแบบอ่ะ อย่างคู่ “พี่ปู-แจน” เพื่อนเราล่ะ?
- อ้อ อันนั้นห่างไปค่ะ55+ แก้วรู้สึกว่าพอแฟนคนละ Gen วัฒนธรรมน่าจะคนละแบบ เขาน่าจะไม่เก็ทเรา อย่างทุกวันนี้แก้วกับเพื่อนๆ ยังเล่นกันเป็นเด็กอยู่เลยค่ะ เขาก็ต้องรับความแว้วๆๆ ของเราได้ นี่เปิดทีวีมายังเต้นตาม ยังเล่นไรแบบนี้อยู่เลย เขาก็ต้องยืดหยุ่น ไม่งั้นจะเป็นบ้า ถ้าเจอแฟนแบบนี้
###
บทที่ 4:
ความทรงจำแห่งถนนสาย 48
นิยามความแตกต่างระหว่าง “แก้ว BNK48” กับ “แก้ว ณัฐรุจา” ให้ฟังหน่อยครับ
- อย่างที่บอกค่ะว่ามันเป็นเรื่องของการแสดงออกบนเวที พอมันมีเพลง มีชุด ครอบตัวเราไว้ ก็ต้องเป็นไปตามวัฒนธรรมและบทบาทตอนนั้น แต่ด้านนิสัยคือไม่ต่างเลย เวลาคนถามข้อนี้ตอนอยู่ในวง แก้วก็จะตอบว่ามันไม่ต่าง เพราะแก้วก็เอาตัวเองนี่แหละไปใส่ใน “แก้ว BNK48” อยู่แล้ว เพื่อความสบายตัวของเราเอง เพราะถ้าไม่เหมือนเลยมันจะลำบากเรา มันต้องเหมือนสิ เราก็ต้องเป็นเราอยู่วันยันค่ำ
ถ้าวันนั้นคุณแม่ไม่ได้แนะนำให้ไปออดิชั่น คิดว่าตอนนี้จะทำอะไรอยู่?
- ถ้าเป็นตอนนั้นแก้วคงไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อนสนิทก็ไป เราเลยอยากไปด้วยจังเพราะชอบเรียน ในหัวมีแต่จะเรียน ป.โท ยังไม่คิดเรื่องวงการ แต่ถ้าตอนนี้ก็น่าจะสอนเปียโนอยู่ค่ะ เพราะเพื่อนที่เรียนนอกส่วนมากเขาก็สอนตาม รร. เราเองก็ยังชอบการสอนที่สุดเช่นกัน จริงๆ เรื่องวงการเป็นเรื่องไกลตัวมาก จากการที่ไม่ใช่คนกล้าแสดงออก ไม่ได้ชอบร้องเต้น เลยไม่ได้คิดในระดับนี้อยู่แล้ว
แต่ก็ต้องขอบคุณ BNK48 เลยเนอะ ที่ทำให้ได้ค้นพบแก้วในเวอร์ชั่นใหม่
- ใช่ๆๆ ก็เป็นเราอีก Way หนึ่งเลยที่คิดไม่ถึงว่าเฮ้ยตัวเองจะกล้าแสดงออกด้วย ตอนนี้ไม่ค่อยขี้อายแล้ว อย่างเมื่อก่อนจะหน้าบางมาก ทำอะไรผิดพลาดไม่ได้ เอาจริงๆ แค่แบบ อ. เรียกตอบคำถามในห้อง ยังไม่ชอบเลย อย่ามาเรียกหนู หนูอาย!! ยิ่งตอบไม่ได้ยิ่งอายมากกก แต่ทุกวันนี้ถ้าพลาดก็แค่อ๋อทำผิดค่ะ เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะผิด กลายเป็นคนไม่ค่อยกลัวพลาดและกล้าแสดงออกขึ้นเยอะค่ะ
เคยดูอนิเมะ “Oshi No Ko: เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ” มั้ยครับ รู้สึกยังไงบ้าง? (ถ้าไม่เคยจะเล่าคร่าวๆ ให้ฟังว่ามันคือการตีแผ่ชีวิตจริงของไอดอลที่ไม่ได้มีแต่ด้านสวยงาม มันมีคำโกหกสีขาวว่าความรักและสิ่งที่เมมเบอร์ทำ คือการแสดงตามสิ่งที่สังคมโอตะอยากให้เป็น จะยิ้มยังไง หมุนตัวแบบไหน ทุกอย่างถูกคำนวณมาหมดแล้ว มันคือสคริปต์จริงมั้ย?)
- มันไม่ใช่สคริปต์หรอกค่ะ แต่มันเป็นอย่างที่แก้วบอกตอนต้นว่าเรากำลังทำงานกับความชอบของคน และถ้าเราไม่มีความชอบ เราก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ ต่อให้เราเก่งแค่ไหน ถ้าคนไม่ชอบ เราก็ไม่ได้โอกาสอยู่ดี พี่ก็เห็นว่าในวงเขาวัดตามความชอบเท่านั้น มันมีคนที่เก่งกว่าอีกเยอะเลย แต่ความนิยมมีน้อยกว่า เขาก็ไม่ได้โอกาส เป็นสิ่งที่โลกสอนเราว่านี่แหละสิ่งที่ “ไม่แฟร์” ในวงการบันเทิง
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องโกหกค่ะ แต่การอยู่ในที่ที่มีสปอร์ตไลท์ การจะเป็นตัวเอง 100% มันยากมากค่ะ มันจะมีใครมั้ยว้าที่เป็นแบบนั้นเต็มร้อยแล้วคนจะชอบเต็มร้อย แล้วยิ่งเวลาคนคาดหวังเยอะ ก็ไม่แปลกที่เราจะเป็นไปตามความคาดหวังเขาแบบอัตโนมัติ สมมติเขาอยากให้เราผมยาว เราอยากผมสั้น มันจะสั้นได้นานแค่ไหนล่ะ?
ในเมื่อคนเป็นร้อยเป็นพันอยากเห็นเราผมยาว ก็ต้องปรับตามนั้นเพื่อรองรับความชอบของกลุ่มคนที่กำลังจะเป็นผู้สนับสนุนเราในอนาคต เราเลยยิ่งคล้อยตามสิ่งเหล่านั้นไปได้ง่ายๆ แต่มันก็แค่คล้อยตามแหละ เราไม่ได้กำลังโกหกทั้งเขาและตัวเอง เราแค่กำลังตามใจเขาอยู่ ซึ่งเราก็รู้ว่า “ส่วนมาก” มันคือความหวังดี เลยไม่ได้ติดที่จะตามใจเขาบ้างและเป็นตัวเองบ้าง แต่สิ่งที่แย่คือถ้าบางทีเราตามใจมากเกินไป ก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองได้เหมือนกัน
มันก็ต้องมีอึดอัดบ้างแหละเนอะ?
- บ้างมั้ยเหรอคะ? อืมม...แก้วพยายามให้ % กับสิ่งเหล่านั้นน้อยหน่อยค่ะ แน่นอนแก้วตามใจแฟนคลับอยู่แล้ว ด้วยความที่เขาหวังดีกับเรา รักและอยากเห็นเราดีขึ้น แต่เราก็ต้องมีเหตุผลรองรับที่จะไม่ไปตามเขาเยอะขนาดนั้น มันก็มีส่วนที่เราไม่ชอบ หรือไม่สะดวกจะทำจริงๆ ก็ต้องสื่อสารออกไปบ้างว่านี่เหตุผลเรานะ ถ้าเขารักเรามากพอก็จะเข้าใจ ถ้ารับไม่ได้ก็แค่เดินออกไป
เพราะแก้วก็อยากเป็นตัวเองที่เหมือนเดิมไปได้นานๆ แก้วก็เคยมีช่วงที่คิดถ้าทำบางอย่างไป คนชอบเยอะแน่เลย ผลคือแถวจับมือยาวเหยียด แต่แล้วไง? มันก็มีวันหนึ่งที่แก้วทำไม่ไหวแล้ว หมายถึงบางมุมนะคะ ไม่ใช่ว่าแก้วปลอมไป 100% นะ จนมาคิดว่าธรรมชาติกว่านี้ดีกว่า สบายใจกว่า คนก็ชอบที่เราเป็นธรรมชาติด้วย มันก็แค่นั้น เป็นไปตามสิ่งที่คนเยอะๆ ชอบ แต่มันเป็นไม่ได้ตลอดหรอก
ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้มันไม่ผิดเลย เพราะนี่คือการทำงาน ไอดอลเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมในองค์กร โดยแก้วรับมือกับ “ความรักสีดำ” จากแฟนคลับ(บางคน) ด้วยการ
  • 1.
    เปิดใจพูดตรงๆ
  • 2.
    บาลานซ์ความเป็นตัวเองกับความชอบของแฟนคลับให้ดี
เป้เคยบอกในรายการ Sertist ว่าแก้วเป็นคนที่กล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจน้องๆ เสมอ ขยายความให้หน่อยครับ (หรือที่น้ำหนึ่งบอก 6 ปีที่เห็นกันมามันแค่ “จิ๊บๆ” เท่านั้น)
- คือด้วยธรรมชาติแก้วเป็นคนไม่ชอบจัดการ ไม่ชอบเข้าไปอะไรกับใครค่ะ บางทีเห็นคนเต้นผิดตรงนั้นก็ยังไม่บอกเลยค่ะว่าผิด ถ้าเขาสังเกตตัวเองได้บ้าง ก็รอเขามาถามละกัน ไม่ก็เดี๋ยวคงมีคนมาบอกมั้ง เพราะแบบนี้คนเลยมักจะเข้าหาเราก่อน มันก็คงไม่ใช่ทุกคนมั้งที่จะชอบให้ใครมาบริหารจัดการชีวิต
นอกนั้นก็จะมีคนแบบเฮ้ยเข้ามาถามพี่แก้วดีกว่า เราเลยให้คำแนะนำแบบที่ตัวเองพอจะมีความรู้ไป แต่เรื่องพูดสิ่งที่อยู่ในใจน้องๆ ส่วนมากมันจะเป็นเรื่องการคุยกับผู้ใหญ่มากกว่า สมมติเราประชุมกัน ก็มักจะมีสิ่งที่ไม่โอเคเกิดขึ้น น้องๆ อาจจะไม่ค่อยกล้าพูด อ่ะฉันไปเอง55+ ไปแชร์สิ่งที่ไม่โอเคนั้นๆ ซึ่งมันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของมารยาทและเจตนาที่อยากให้งานดีขึ้นจริงๆ
สมมติเราฟังเพลงกันอยู่เพลงหนึ่ง แล้วน้องๆ ไม่ชอบ แต่เขาไม่กล้าและอธิบายไม่ถูกว่ามันไม่ดีตรงไหน พอมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรี เราที่มีความรู้เลยสามารถบอกทางผู้ใหญ่ได้ “หนูว่าบีทมันเร็วไปนะคะ อันนี้ใส่มาเยอะเกินค่ะ บลาๆๆ” พอเราพูดบนพื้นฐานของความรู้แล้ว มันก็ตรงจุดและน่าเชื่อถือมากขึ้น คือแก้วไม่ได้มีปัญหาที่เขา (ผู้ใหญ่) จะไม่ชอบเรา เพียงเพราะเราไม่ชอบผลงานเขา ถ้าถามความคิดเห็นมาก็นี่ไง
เอาจริงๆ สิ่งที่แก้วเติบโตมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ “อย่ากลัวความคิดเห็นคน” คือการทำอะไรก็ตามแล้วกลัวคนไม่ชอบตลอดเวลา มันจะทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย ฉะนั้นก็แค่ทำไปอย่างสบายใจและไม่เดือดร้อนคนอื่น อย่างตอนมหาลัยแก้วเคยมีพี่คนหนึ่ง เขาเล่นเปียโนเก่งมากก และเป็นคนที่ดูชิลมากก
และตอนนั้นมันจะมี Studio Class ให้เล่นโชว์ก่อนสอบล่วงหน้า 1 อาทิตย์ พี่เขาก็ชิลมากกจนแก้วแปลกใจ อ.เลยถามแก้วว่า “รู้มั้ยทำไมเขาชิลขนาดนั้น? เพราะเขาไม่เคยกลัวใครว่าเขา แค่เป็นตัวเอง เป็นในแบบที่อยากจะทำ ไม่สนคำพูดคนอื่น ต่อให้วันนี้เล่นไม่ดีแล้ว อ. ด่าก็ไม่เป็นไร”
แก้วเลยตกผลึกได้ว่านี่แหละคือจุดเปลี่ยนให้เราทำทุกอย่างแบบสบายใจขึ้น ย้ำว่าไม่ได้เดือดร้อนคนอื่นนะ ถ้าเดือดร้อนเขานี่เราต้องสนอยู่แล้วค่ะ เลยต้องบาลานซ์ระหว่างมารยาทกับความเกรงใจคนอื่นมากเกินไป (กาลเทศะ+ความเหมาะสม)
แปลว่าใน BNK48 นอกจากเฌอ ก็มีแก้วที่คอยดูแลน้องๆ หรือจริงๆ มันคนละพาร์ทกัน เพราะเราไม่ชอบบริหารจัดการ
- คนละพาร์ทกันค่ะ ใช่ๆ อาจจะเป็นที่พึ่งทางใจแบบนั้นมากกว่า อ่ะอันนี้ใครจะพูด โมก็จะหันมาทางนี้ “พี่แก้วค่ะ” เราก็จะเป็นคนที่น้องๆ มองว่าพึ่งได้ แต่ในด้านการบริหารจัดการก็ต้องเฌอแหละค่ะ แก้วทำไม่ได้ (ก็นับว่าทั้งเป็นที่พึ่งให้ทุกคนได้ อบอุ่นกันคนละแบบแหละเนอะ)
โมเมนต์ไหนที่คิดถึงที่สุด ตอนอยู่ในวง?
- ล่าสุดแฟนมีทโมบายล์ค่ะ แล้วนั่งแต่งหน้าด้วยกัน อย่างเวลาไปทำงานเราจะใช้เวลาช่วงนั้นคุยกัน อยู่ดีๆ ตอนนั้นก็พูดกันว่าเฮ้ย เราไม่ได้นั่งแต่งหน้าเรียงกันแบบนี้นานแล้วนะ เป็นการใช้เวลากับเพื่อนๆ สำหรับเตรียมตัวก่อนขึ้นเวที
เป็นอะไรที่คิดถึงเหมือนกัน ยิ่งแก๊งนี้ถ้าใครพูดอะไรมาทุกคนจะเล่นตามกันหมดเลย ไม่มีใครเบรกกัน55+ ไปเพื่อน เพื่อนเล่นเลย อันนี้เอาด้วย อย่างตอน ม.ปลาย แก้วก็มีเพื่อนสนิทแหละ แต่ไม่มีคนไหนเล่นกับเราเท่าไอ้ 3 คนนี้อีกแล้ว 555 เล่นด้วยกันมากสุดในชีวิต
เป็นกลุ่มเพื่อนที่มีคอนเทนต์กันทุกที่ที่ไป มีตอนหนึ่งแก้วกับเป้จะไปธนาคารแห่งหนึ่งในไอค่อนสยาม คือไม่ต้องเปิดแมพค้นหาหรอก ห้างไหนก็มีธนาคารทั้งนั้นแหละ พอไปถึงหิวข้าวก็ชวนกันกิน เลยได้นั่งหาดูสุดท้ายไอค่อนมันไม่มีธนาคารเน้!!!555+ มันเป็นไปได้ยังไง แก้วกับเป้ไปไหนก็มักจะมีวีรกรรมแบบนี้ เราเลยอดทำธุรกรรมในวันนั้น
หรือตอนที่จะไปเขาใหญ่กัน น้ำหนึ่งบอกไม่เอาอ่ะเพื่อนไปสระบุรีเหอะ แม่บอกเขาใหญ่ไกลไป สุดท้ายพอขับๆ ไปออกชายแดนไกลกว่าเขาใหญ่อีก55+ ออกไปตามเขาเรื่อยๆ จนแบบไปถึงรีสอร์ท ปรากฎว่ามีพวกเราแค่ครอบครัวเดียว หรือเวลาจะไปบางที่อย่างงี้ เขาเปิดทุกวันยกเว้นวันที่เราไป ไปไหนก็คอนเทนต์กันตลอด เลยเป็นเพื่อนแท้ เพราะเจอปัญหาด้วยกันมาเยอะ555
(นี่สินะโมเมนต์แห่งมิตรภาพที่บางทีชีวิตเราก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เพียงมองตาก็รู้ใจ พร้อมจะไปไหนไปกันตลอดเวลา เฮฮา ปาจิงโกะ เป็นตัวเองไปด้วยกัน แก๊งนี้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ)
ก่อนนี้ก็ได้ไปเจอ “เฌอ-สิค” ในงานละครเวที แล้วก็มี reunion ในงานแต่งพี่เมย์ ได้ขึ้นเวที ได้เต้นคุกกี้ร่วมกันอีกครั้ง รู้สึกยังไงบ้างครับ?
- ถ้าให้พูดตามตรง แก้วรู้สึกว่า 6 ปีในวง เป็น 6 ปีที่แก้วทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้วค่ะ มันอาจจะมีบางอย่างออกมาไม่ดีบ้าง แต่พอมองย้อนกลับไป แก้วก็พูดกับตัวเองได้ว่าดีที่สุดแล้วทั้งในการทำงานและความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ
แม้มันจะมีเรื่องที่ไม่ได้สื่อสารกัน ด้วยความที่เป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงรวมกันเยอะๆ พอมีปัญหาก็ไม่ได้พูดกันตรงๆ บางทีรู้สึกเราจัดการกับตัวเองได้ หรือเราไม่ต้องมาอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต 6 ปีเจอกันทุกวัน ก็แค่ลืมมันไป วันหนึ่งใครที่ไม่สนิทก็แค่ไม่เจอเขาอีก ใครที่สนิทเราก็รักษาเขาไว้ แก้วทำดีที่สุด ณ วันนั้นแล้ว เลยไม่เสียดายเรื่องความสัมพันธ์ พอกลับมาเจอกันเขาก็ยังเป็นกลุ่มคนที่ยังสบายใจจะคุยด้วยอยู่ ไม่ได้อึดอัด หรือไม่ได้ไม่มีเรื่องคุย ก็ยังสนุกด้วยกันอยู่ ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันบ้าง
หลังเวทีเป็นไงบ้าง?
- ก็คุยกันปกติค่ะ แต่ไม่ได้ลงลึก เพราะในงานแต่งเสียงดังแล้วรีบกลับกันด้วยเลยไม่ได้คุยกันมาก ใดๆ คือยังสนิทใจกันเหมือนเดิม
(จากนั้นแก้วกับบรรดาพี่น้องรุ่น 1 ก็ได้กลับคืนสู่เหย้าในคอนแกรดเฌอ ท่ามกลางบรรยากาศสุดซึ้ง ชวนนึกถึงห้วงเวลาและความทรงจำแห่งวันวานที่พวกเธอและพวกเราแฟนคลับ มีร่วมกันมามากมาย ช่างเป็นเพลง “สายซัพ” ที่อบอุ่นหัวใจเหลือเกิน
รวมถึงล่าสุดงานรับปริญญาปัญ (10 พ.ย.66)
และงาน "SHINING NAMNEUNG MILIN Birthday & Showcase” แฟนมีตของน้ำหนึ่ง เพื่อนซี้ประจำแก๊ง Sertist ยิ่งโชว์เพลง “ช่วงนี้ (Karma)” บอกเลยว่าสวยแซ่บกร้าวใจกันมากๆ ทั้งน้ำหนึ่ง แก้ว เป้ ทั้งสีหน้า แววตา เสียงร้อง สะกดใจคนดูเต็มๆ (11 พ.ย.66)
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ว่า “เพื่อนแท้ แม้ไม่ได้เจอกันบ่อย แต่เจอกันทีก็ยังรู้สึกดีต่อกันเหมือนเดิมจริงๆ)
ยังติดตามวงอยู่มั้ยครับ? รู้สึกยังไงเห็นน้องๆ เอาเพลงของเรามาเล่น?
- ติดตามค่ะ คือกลุ่มแฟนคลับเราเขาก็ยังตามวงอยู่ เห็นเขาแชร์ข่าวสารใน X ตลอด ส่วนที่น้องๆ เอาเพลงแก้วมาเล่น ถ้าพูดในมุมทั่วไปก็เฉยๆ ค่ะ เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักในการเอาเพลงมาเล่นด้วยข้อจำกัดทางด้านลิขสิทธิ์ของค่าย อันนี้คือพูดตามตรง ถ้าลงความรู้สึกจริงๆ ก็ดีค่ะ เป็นเพลงที่เราแต่งยังไงก็ดีที่เห็นคนหยิบมา
จริงๆ แก้วชอบฟังเวอร์ชั่น Cover อยู่แล้ว ตรงที่เป็นการสื่อสารเพลงเดิม ในฟีลลิ่งที่ต่างออกไป เหมือนเวลาเราชอบร้องหรือ arrange (เรียบเรียง) เพลงคนอื่นในเวอร์ชั่นของเรา อันนี้ก็เหมือนกัน ชอบที่จะฟังคนอื่นร้องเพลงเรา ได้ฟังว่าเขาอยากสื่อสารมันยังไง ฟังเสียงเขาและดนตรีที่เขาชอบ แก้วดีใจ อย่าง “อาการชัด” ที่น้อง #MilkCGM48 หยิบมาร้องในคอนเสิร์ต Indy Camp ก็น่าร้ากกก เป็นฟีลแบบที่ “เด็กลง” เวอร์ชั่นน้อนนที่น่ารักดี
อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเป็นไอดอลหรือศิลปินบ้างครับ?
- จริงๆ การเป็น “ไอดอล” นี่มันยากกว่าที่ทุกคนคิดมากๆ ค่ะ ทำไมศิลปินที่เขาแสดงละครไม่ได้ ผู้คนถึงเข้าใจว่าก็นั่นศิลปิน แต่พอเป็นไอดอลแล้วทำไมทุกคนถึงคาดหวังให้เราต้องทำได้ดีทุกอย่าง? ร้องเพลง-เต้นไม่ได้ก็โดนด่า แสดงไม่ได้ก็โดนด่า แล้วเป็นไอดอลมันสูงส่งตรงไหนนั่น
ก็เลยอยากฝากถึงน้องๆ ว่าต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งค่ะ บางอย่างเราทำดีที่สุดของเราแล้ว ก็อยากให้ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเป็น กับความรู้สึกตัวเอง ถ้าเข้ามาเป็นแล้วมันจะยากกว่าที่คิดแน่ๆ เข้มแข็ง ยึดมั่นในความฝันเข้าไว้ ว่าสิ่งที่เราอยากเป็นมันคืออะไรน้า
ส่วนคนที่อยากเป็นศิลปิน แก้วเองอยากค่ะ แค่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็น จริงๆ พูดยากนะว่าเราจะดังหรือไม่ ถ้าไม่ดังก็เสียใจ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าพูดถึงสัจธรรมแบบที่ไม่โลภนะคะ ไอ้ความดังและชื่อเสียงเงินทองมันเป็นแค่ผลพลอยได้ของการได้ทำสิ่งที่เราชอบ แล้วคนชอบสิ่งนั้นดันมีคนชอบเยอะ มันประกอบด้วยโชค โอกาสต่างๆ ที่เป็นปัจจัยส่งมากกว่า (ว่าจะดังหรือเปล่า)
ซึ่งจริงๆ แล้วการเป็นศิลปินคือการที่ได้ถ่ายทอดสิ่งที่เราชอบและความรู้สึกไปสู่คนฟัง แล้วเขามีความสุขไปกับเรา เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทำสิ่งที่เรามีความสุขต่อไปเรื่อยๆ และขอให้ “เข้มแข็งเข้าไว้!” นะคะ
###
  • 3
โฆษณา