FUTURE SCENARIOS | FUTURES OF WORKFORCE 2035: เปิดภาพสถานการณ์แรงงานในอนาคต ในปี ค.ศ. 2035

SCENARIO 1: CORPORATIONS OF GIG
[#FuturesofWorkforce2035]: แรงงานในปี ค.ศ. 2035 ไม่เพียงต้องการความสำเร็จในการทำงานหรือการสร้างรายได้ แต่ยังต้องการความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาชีวิตตนเอง โอกาสพัฒนาความสามารถ และการทำงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต นิยามของคำว่า “งาน” ในอนาคตจะถูกตีความจนครอบคลุมทุกมิติของตัวตนและการดำรงอยู่ของแต่ละบุคคล
ความคาดหวังที่ผู้คนมีต่องานจะยิ่งสูงขึ้นจนสะท้อนออกมาเป็นอัตราการลาออกที่มีความถี่สูง และใช้ระยะเวลากับแต่ละองค์กรน้อยลง เมื่อพบว่างานที่ทำไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่ต้องการ แรงงานศักยภาพสูงซึ่งจะยิ่งเป็นที่ต้องการของนายจ้างทั่วโลกจะมีโอกาสเลือกงาน และอำนาจต่อรองสูง แรงงานกลุ่มนี้จะมองหางาน และองค์กรที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้ ทั้งยังพยายามมองหาโอกาสที่ดีกว่าอยู่เสมอ ส่งผลให้องค์กรตกเป็นผู้รับความเสี่ยง และอยู่ในสถานการณ์ไม่มั่นคง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้กระบวนการจ้างงานในอนาคตยิ่งมีรายละเอียด และขั้นตอนมากขึ้น มีการนำผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยา เป็นต้น และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ มีการศึกษาประวัติการทำงานและประสบการณ์ของผู้สมัครโดยละเอียด เพื่อทำความเข้าใจความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ เป้าหมายชีวิต และความต้องการของว่าที่พนักงานในอนาคต
นอกจากนี้ เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในอดีตจะเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดกฎหมายเพื่อควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ส่งผลให้นายจ้างต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบมากขึ้นเมื่อต้องจ้างพนักงานใหม่
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกันทั่วโลกและการเพิ่มขึ้นของแรงงานในตลาดงานทั่วโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในแถบแอฟริกาและเอเชียใต้ เช่น เอธิโอเปีย อินเดีย อินโดนีเซีย เป็นต้น จะทำให้องค์กรในอนาคตเริ่มพิจารณาจ้างชาวต่างชาติมากขึ้น เมื่อเล็งเห็นประโยชน์จากข้อจำกัดทางกฎหมายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการจ้างงานคนในประเทศ
ส่งผลให้ในอนาคต องค์กรอาจเลือกแบ่งงานออกเป็นส่วนและมอบหมายงานให้ฟรีแลนซ์หรือพนักงานสัญญาจ้างซึ่งเชี่ยวชาญงานแต่ละส่วนทำก่อนมาประกอบร่างภายหลังแทนการจ้างพนักงานระจำให้ทำงานทั้งชิ้น การจ้างงานแบบชั่วคราว (Gig employment) เช่นนี้จะมีความยุ่งยากในเชิงกฎหมายน้อยกว่า
ส่งผลให้การจ้างงานแบบชั่วคราวเป็นที่นิยมมากขึ้นในอนาคต เพราะนอกจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้จ้างงานแล้ว ผู้คนยังสามารถรับงานได้หลากหลายและสามารถจัดการเวลาชีวิตส่วนตัวและการทำงานได้ยืดหยุ่นมากกว่า
SCENARIO 2: THE ARTISAN RENAISSANCE
[#FuturesofWorkforce2035] ในปี ค.ศ. 2035 โลกได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตลาดงานเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับมือกับปัญหาอัตราการพึ่งพาที่ไม่สมดุลกันระหว่างแรงงานผู้เสียภาษีกับผู้สูงอายุที่ต้องการได้รับสวัสดิการ
การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อแทนที่งานที่มีลักษณะซ้ำเดิมและเพิ่มศักยภาพงานให้มีความสร้างสรรค์จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น และจะเข้ามาแก้ไขปัญหาประชากรแรงงานที่หดตัว ทำให้ระบบการทำงานอัตโนมัติกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ อย่างไรก็ตาม อนาคตดังกล่าวจะทำให้แรงงานมนุษย์ที่ยังอยู่ในตลาดงานถูกผลักไปอยู่บนทางแพร่งที่ต้องเลือกว่าจะพัฒนาทักษะการทำงานให้ตนเองสามารถปรับตัวและอยู่รอดต่อไปได้หรือจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการด้วยเทคโนโลยีให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้บริโภคได้จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานในอนาคต ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผู้คนรู้สึกขาดหายและโหยหาสัมผัสประสบการณ์ในอดีต เช่น ขนมปังจากฝืมือคนทำขนม เครื่องหนังและเครื่องประดับซึ่งเป็นผลงานจากช่างฝีมือที่เป็นมนุษย์ เป็นต้น ผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตแต่ละวันท่ามกลางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติจะหันกลับมาให้ความสนใจงานฝีมือที่สามารถสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ตัวตน คุณค่า และเป้าหมายชีวิตออกมาผ่านผลงาน
ในภาพอนาคตนี้ ช่างฝีมือจะถูกมองว่าเป็นผู้เชื่อมโยงผลงานเข้ากับแก่นแท้ของความเป็นตัวตนและสัมผัสความเป็นมนุษย์ ผู้คนในอนาคตซึ่งตามหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวดังกล่าวจะยิ่งให้คุณค่ากับชิ้นงานหรือวัตถุที่สามารถเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ความเป็นบุคคลมากขึ้น ทำให้ชิ้นงานที่ถูกสร้างขึ้นจากการใช้เวลา ประสบการณ์ ความสามารถ และความใส่ใจของแรงงานมนุษย์กลายเป็นที่ต้องการและมีราคาสูงขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ โลกที่เชื่อมโยงถึงกันและระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นจะทำให้ช่างฝีมือจากทั่วโลกสามารถสร้างชุมชนหรือกลุ่มเครือข่ายขึ้นมาตามความสนใจ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ร่วมกัน กลุ่มที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่นำเสนอผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามภูมิหลังและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายของผู้สร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มให้สมาชิกสามารถมีอำนาจต่อรองทางการค้าและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย
ในอนาคตที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผู้คนก็ยังคงแสวงหาสัมผัสและประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ ยังคงมีความต้องการที่จะเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป แม้ว่าชีวิตแต่ละวันจะมีความสะดวกสบายหรือได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันแล้วก็ตาม
SCENARIO 3: SYNERGY IN SYNC
[#FuturesofWorkforce2035] สถานที่ทำงานในปี ค.ศ. 2035 จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อิทธิพลของการจ้างงานได้จากทุกที่ทั่วโลกและเทคโนโลยีในอนาคตทำให้องค์กรตระหนักถึงความสำคัญของระบบการจัดการที่ทำงาน (Workplace management system) ต่อความสำเร็จทางธุรกิจ
โดยเฉพาะการบริหารจัดการความหลากหลาย ความเสมอภาค การนับร่วม และการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เพื่อผลิตผลของงานและเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานได้ องค์กรในอนาคตจำเป็นต้องวางแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการจัดการงานและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ
ปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้โดยเครื่องจักรกลจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าใจและสนับสนุนพนักงานได้ ผ่านระบบการบริหารจัดการสถานที่ทำงานซึ่งสามารถเรียนรู้ จดจำ และทำความเข้าใจพนักงานแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง เช่น ความชอบ ความคาดหวัง รูปแบบการทำงาน และลักษณะการสื่อสาร เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อออกแบบประสบการณ์การทำงานเฉพาะบุคคลที่ดีที่สุด เช่น การจัดการตารางการทำงานที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงคุณสมบัติเฉพาะของพนักงานแต่ละคน โดยสามารถระบุจำนวนชั่วโมงการทำงานที่มีประสิทธิภาพและนำเสนอเทคนิคการทำงานร่วมกันที่เหมาะกับแต่ละคนได้ ไปจนถึงให้ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับสุขภาวะของพนักงานแต่ละคน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่การเตือนให้ดื่มน้ำไปจนถึงการจัดสรรเวลาพักเพื่อทำสมาธิ เป็นต้น
ระบบการจัดการที่ทำงานยังสามารถทำงานเพื่อโอบกอดความแตกต่างหลากหลายของพนักงานในองค์กร ทั้งจากสัญชาติ ภูมิหลัง ความพิการ วัฒนธรรม ความเชื่อ คุณค่า มุมมองต่อการทำงานเป็นทีม ไปจนถึงวิธีการบริหารจัดการงานเพื่อปลดล็อกศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อให้เกิดผลิตผลการทำงานที่ดีที่สุดออกมา เช่น การจัดสรรงานและตารางเวลาข้ามไทม์โซน ระบบแปลภาษาแบบทันท่วงที ระบบการแปลงข้อมูลจากภาพเป็นเสียงเป็นตัวอักษร เป็นต้น
นอกจากนี้ ระบบการบริหารจัดการที่ทำงานยังสามารถประเมินทักษะของพนักงาน เชื่อมโยงงานที่พนักงานแต่ละคนทำและทักษะที่มีเข้ากับเป้าหมายอาชีพ และพัฒนาเป็นแผนการและวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้องค์กรสามารถยกระดับขีดความสามารถและพัฒนาพนักงานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ในอนาคต การทำงานที่ออฟฟิศไม่เพียงเป็นระเบียบหรือนโยบายองค์กร แต่จะเป็นตัวเลือกที่พนักงานทุกคนต้องการ เพื่อให้งานที่ตนเองทำมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการได้รับประสบการณ์การดูแลที่ดีเยี่ยมจากสถานที่ทำงานและภายในองค์กร
อ่านเพิ่มเติม: PERSONALIZED CAREER DEVELOPMENT https://www.facebook.com/photo.php?fbid=245765994841827&set=pb.100082252838987.-2207520000&type=3
SCENARIO 4: BEYOND REALITY
[#FuturesofWorkforce2035] เกิดการเปลี่ยนผ่านโลกการทำงานและการเรียนรู้ในปี ค.ศ. 2035 เข้าสู่ยุคเมตาเวิร์ส เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงเข้ามาเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตแต่ละวันและโครงสร้างทางสังคมในโลกใบใหม่ เปลี่ยนแปลงการทำงานและการเรียนรู้ไปโดยสิ้นเชิง
เมตาเวิร์สทำให้การมาทำงานที่สำนักงานหรือแม้แต่การทำงานแบบผสมผสานกลายเป็นเรื่องล้าหลัง โลกเสมือนจริงกลายเป็นสถานที่ทำงานใหม่ที่แต่ละคนสามารถเลือกเองได้ว่าตนเองต้องการสัมผัสประสบการณ์การทำงานแต่ละวันจากสถานที่ใด ไม่ว่าเป็นยอดเขาหิมาลัยหรือคาเฟ่ใกล้หอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส
นอกจากนี้ “Internet of Senses” หรือเทคโนโลยีประสาทสัมผัสจะเป็นส่วนประกอบสำคัญให้ผู้ใช้งานสามารถรับประสบการณ์เสมือนจริงราวกับว่าได้ไปอยู่สถานที่นั้น ทั้งภาพ กลิ่น เสียง รสชาติ หรือแม้แต่ผิวสัมผัส แม้กระทั่งเวลาพัก เมตาเวิร์สก็สามารถเป็นสถานที่พักผ่อนให้กับผู้คน เช่น สวนสาธารณะ หาดทรายและทะเล เป็นต้น
เทคโนโลยีโลกเสมือนสามารถจำลองให้ผู้ใช้งานสามารถผ่อนคลายได้เต็มที่ เพื่อกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่
นอกจากเป็นสถานที่ทำงานในฝันแล้ว เมตาเวิร์สยังเป็นคลังความรู้ที่ไม่สิ้นสุดสำหรับผู้คนทุกสาขาอาชีพ เนื้อหาหรือข้อมูลที่ปัญญาประดิษฐ์คัดสรรมานำเสนอแต่ละบุคคลตามความชอบและวิธีการเรียนรู้ที่ถนัดทำให้ผู้คนสามารถทำความเข้าใจเรื่องที่คิดว่ายากและซับซ้อนได้ง่ายขึ้น สนุกสนานมากขึ้น และสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้เสมือนได้ไปใช้ชีวิตตามบทเรียนนั้นจริง ตั้งแต่การหายใจระดับเซลล์ในสิ่งมีชีวิตไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในสังคม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรจะสามารถลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีโลกเสมือนได้ เมตาเวิร์สอาจกลายเป็นความหรูหราที่มีเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่หรือสิทธิพิเศษที่สงวนไว้สำหรับระดับผู้บริหาร การแบ่งแยกเชิงดิจิทัล (Digital divide) อาจยิ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในสังคมมากขึ้นอีกในวันที่ตลาดงานมีการแข่งขันสูงกว่าเดิม
มีผู้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงโอกาสการทำงานและการพัฒนาทักษะ เพราะประสบการณ์เหล่านั้นถูกออกแบบจำเพาะไว้เพียงในโลกเสมือนเท่านั้น
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเมตาเวิร์สและเทคโนโลยีล้ำสมัย ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคมที่ถูกซ่อนทับไว้ยังคงอยู่และรุนแรงมากขึ้น การเรียกร้องให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีโลกเสมือนได้อย่างเท่าเทียมจะเป็นการสร้างโอกาสแห่งสร้างความเป็นไปได้และการต่อยอดศักยภาพของผู้คนไปสู่อนาคต
SCENARIO 5: TRANSFORMATIVE RESILIENCE
[#FuturesofWorkforce2035] การควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีสที่ล้มเหลวนำมาสู่หายนะทางสภาพภูมิอากาศนับครั้งไม่ถ้วนในปี ค.ศ. 2035 ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นถี่บ่อยและทวีความรุนแรงมากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งระดับประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตนับล้านทั่วโลก ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารและความท้าทายมากมาย
ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือระดับพหุภาคี และการปฏิบัติตามวาระระดับโลก ผู้คนและธุรกิจให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นอันดับแรก องค์กรที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยั่งยืนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผู้บริโภคและภาคนโยบายต่างต้องการสนับสนุนเพียงแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าใจสังคม และมีธรรมาภิบาล
แนวทางปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนจะนำไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ที่มีบทบาทอย่างมากในตลาดงาน เช่น ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม นักวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน นักวางกลยุทธ์ด้านการปรับตัวต่อสภาพอากาศ ผู้จัดการการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน ช่วงเวลานี้จะเป็นจุดตัดที่ทำให้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ตลาดงานไปสู่ภาพใหม่ ตำแหน่งงานที่แต่เดิมคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไกลออกไปจะกลายเป็นที่ต้องการและเกิดขึ้นจริงในปี ค.ศ. 2035 เช่น วิศวกรควอนตัม นักพัฒนาเว็บ 4.0 เจ้าหน้าที่รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล วิศวกรยานยนต์ไร้คนขับ วิศวกรการสำรวจอวกาศ สถาปนิกโลกเสมือนจริง เป็นต้น
การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนอย่างสิ้นเชิงจะทำให้ประเด็นด้านจริยธรรมเทคโนโลยีกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวขององค์กรทั่วโลก และจำเป็นต้องมีการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ การจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากอคติของอัลกอริธึม การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
นอกจากนี้ จะพบว่าทักษะหลายอย่างยังเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ในการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นต้น
ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนทำงานสามารถรับมือกับความท้าทายอย่างสร้างสรรค์ มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในอนาคต ป้องกันและเตรียมการรับมืออุปสรรคหรือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิดขึ้น และคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาหรือนวัตกรรมใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น
#FutureTalesLAB #FuturePossible #FutureofWorkForce #FutureofWork #WellBeing #MQDC
  • 1
โฆษณา