Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Rimping Supermarket
•
ติดตาม
6 ก.พ. 2024 เวลา 12:00 • อาหาร
Rimping Supermarket NimCity Branch
ประวัติอันยาวนานของกีวี่เบอร์รี่ (Kiwi berry) และเส้นทางสู่การเป็นผลไม้ยอดนิยมในปัจจุบัน
กีวี่เบอร์รี่ (Kiwi berry) หรือที่รู้จักในชื่อ Actinidia Arguta เป็นกีวี่ขนาดเล็กเท่าผลองุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และคุณค่าทางโภชนาการที่มีมากมาย แม้ว่าผลไม้ชนิดนี้จะเป็นการค้นพบที่ค่อนข้างใหม่สำหรับชาวไทย แต่ความจริงแล้วกีวี่เบอร์รี่นั้นมีประวัติยาวนานกว่าหลายร้อยปีเลยทีเดียวค่ะ
กีวี่เบอร์รี่ถูกค้นพบครั้งแรกที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยนักสำรวจชาวตะวันตกในช่วงต้นปี ค.ศ. 1800 แต่พึ่งได้รับความสนใจในฐานะพืชผลชนิดใหม่ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1900 โดยนักพฤกษศาสตร์ชื่อ E.H. Wilson ได้ส่งเมล็ดกีวี่เบอร์รี่ไปยัง Arnold Arboretum ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็ถูกแจกจ่ายไปยังสวนพฤกษศาสตร์และเรือนเพาะชำอื่น ๆ ทั่วโลก นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงเป็นการจุดประกายความสนใจให้กับผลไม้ชนิดนี้ในฐานะพืชผลชนิดใหม่
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1940 กีวี่เบอร์รี่ได้รับการแนะนำให้รู้จักในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการเพาะปลูกและวิจัยอย่างกว้างขวาง นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้พัฒนากีวี่เบอร์รี่หลากหลายสายพันธุ์ จนในที่สุดก็ได้กีวี่เบอร์รี่สายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กและหวานกว่าผลแบบดั้งเดิมขึ้นมา ในภายหลังผลไม้ชนิดนี้ก็ถูกนำกลับมายังยุโรปและอเมริกาเหนืออีกครั้ง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้กีวี่เบอร์รี่กลับมาในฐานะผลไม้แปลกใหม่อีกหนึ่งชนิดที่ว่ากันว่าจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายแน่นอนในอนาคต
การคาดเดาในตอนนั้นที่ว่ากีวี่เบอร์รี่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ก็เห็นจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในปัจจุบัน เพราะว่าทุกวันนี้กีวี่เบอร์รี่มีการปลูกในหลายพื้นที่ทั่วโลกทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และนิวซีแลนด์ โดยปัจจุบันนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตกีวี่เบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีพื้นที่กว่า 200 เฮกตาร์ หรือประมาณ 1,250 ไร่ สำหรับการเพาะปลูก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กีวี่เบอร์รี่ได้รับความนิยมคือคุณค่าทางโภชนาการที่มีมากกว่ากีวี่สายพันธุ์ทั่วไป ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีวิตามินซีมีมากกว่าส้มถึงสองเท่า และยังมีไฟเบอร์ โพแทสเซียม และวิตามินอีในปริมาณที่สูงอีกด้วย
นอกจากประโยชน์ทางโภชนาการแล้ว กีวี่เบอร์รี่ยังเป็นที่รู้จักในด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย เนื่องจากมีรสชาติหวานกว่ากีวี่ทั่วไปและอมเปรี้ยวเล็กน้อย ยิ่งถ้าเริ่มสุกเนื้อก็จะนิ่มและมีรสชาติหวานมากขึ้นไปอีก เนื้อด้านในจะมีสีเขียวและมีเมล็ดเหมือนกับกีวี่สายพันธุ์ทั่วไป ผลมีขนาดเล็กเทียบเท่าองุ่น ผิวเรียบไม่มีขนสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก จึงนิยมทานเป็นของว่างและใช้เป็นของตกแต่งท็อปปิ้งบนเมนูขนมหวาน เช่น เค้ก หรือไอศกรีม เป็นต้น
ในด้านการเพาะปลูกกีวี่เบอร์รี่เป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่สามารถทนต่ออุณหภูมิที่เย็นจัดได้ถึง -34 องศาเซลเซียส จึงสามารถยืนต้นได้ดีแม้ในพื้นที่นั้นจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ
โดยปกติแล้วกีวี่เบอร์รี่จะหารับประทานได้ในช่วงปลายฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ที่น่าเสียดายคือผลไม้ชนิดนี้มีฤดูกาลที่สั้นมาก อีกทั้งยังมีอายุการเก็บรักษาสั้น หากวางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอาจจะเก็บรักษาได้ประมาณ 14 วันเท่านั้น หากซื้อไปแล้วเราควรรับประทานทันที เพื่อไม่ให้ผลไม้เน่าเสียค่ะ
ความรู้รอบตัว
ประวัติศาสตร์
อาหาร
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย