11 พ.ค. เวลา 22:43 • นิยาย เรื่องสั้น

Ep 3 มุมโง่ของฉัน

ฉันตั้งแต่เด็กเป็นคนเงียบ ๆ เฉย ๆ อึน ๆ ขรึม ๆ ไม่แสดงออกทางสีหน้า และหน้านิ่งมาก ไม่ค่อยมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของฉันบ่อยครั้งนัก เลยมักจะถูกมองว่าหยิ่ง หน้าเหวี่ยงพร้อมวีน พร้อมรบ การพูดจาของฉันอยู่ในระดับขวานผ่าซาก โลกส่วนตัวค่อนข้างสูงเกินไป มีหลายคนที่บอกว่าฉันมีนิสัยที่เข้าใจยาก ดื้อตาใส ค่อนข้างหัวรั้น ไม่เอาคน ไม่เอาใคร น้ำเสียงพูดจา การตอบกลับห้วน ไม่หวาน ไม่อ่อนน้อม ไม่มีสัมมาคาราวะ มั่นใจตัวเองจนเกินไป ไม่มีคนคบ ไม่มีสังคม ไม่มีใครเอ็นดู และไม่มีใครรัก
นอกจากปะป๊ากับแม่แล้ว ฉันแทบจะไม่มีผู้ใหญ่เอ็นดู แสดงความรักใคร่ เมตตาต่อฉันเท่าไรนัก
บ้านฉันเป็นบ้านที่ทำงานธุรกิจแบบครอบครัว ฉันเห็นปะป๊า แม่ทำงานตั้งแต่เด็ก และแต่ละวันหลังเลิกเรียนฉันก็ต้องช่วยครอบครัวทำงานด้วย
วันสุดท้ายที่ฉัน จบ ม. ต้น ปะป๊ายื่นคำขาดให้เดินทางเข้า กทม ในวันรุ่งขึ้นเลย เพื่่อมาเรียนต่อในระดับ ม. ปลาย แถวประตูน้ำ เช้าไปเรียน เที่ยงเลิกเรียนไปเดินห้าง
ฉันมักมีเพื่อนเยอะแต่ฉันมักจะเลือกอยู่ เลือกสนิทกับเพื่อนน้อยคน ฉันไม่รู้ว่าฉันเริ่มรู้สึกแปลกแยกตั้งแต่เมื่อไร แต่ฉันเริ่มทำตัวใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ เช่น การไม่เข้าเรียนเพื่อต้องการไปว่ายน้ำ ฉันใช้เวลาอยู่ในสระว่ายน้ำในคอนโดทั้งวัน บางวันฉันอยู่จนสระว่ายน้ำปิด และถ้าปิดแล้วอยากว่ายน้ำต่อฉันก็จะเก็บกระเป๋าแล้วไปว่ายน้ำที่สระที่เขาเปิดบริการ
บางวันฉันเล่นเกมส์ฉันใช้เวลาอยู่กับเกมส์ทั้งวัน ทั้งคืน อาจจะดื่มไปด้วยในขณะเล่นเกมส์ การไม่เข้าเรียนของฉันไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนไป ฉันสามารถไม่เข้าเรียนด้วยตนเอง ไปเดินห้างคนเดียว ดูหนังคนเดียว นั่งรถเมล์ไปกลับจนสุดสายคนเดียวในตอนกลางคืน ไปเดินเยาวราชหาของกินคนเดียว ไปสำเพ็ง พาหุรัดคนเดียวเพื่อซื้อของตกแห่งห้อง ฉันใช้เวลาแบบไร้คุณค่ามานานพอสมควร ฉันเริ่มเบื่อชีวิตที่เป็นอยู่
อายุประมาณ 17-19 ปี ขณะเรียนอยู่ ป. ตรี ฉันเริ่มสมัครเข้าทำงานบริษัทเอกชนใหญ่แห่งหนึ่ง เพราะฉันรู้ว่าปีสาม หรือปีสี่ ฉันต้องฝึกงานและอาจไม่ได้เงินจากการฝึกงาน ฉันเลือกเรียนภาคค่ำเพื่มที่จะทำงานตอนเช้า เย็นไปเรียน และค่ำไปดื่มไปเที่ยวต่อ ที่สำคํัญคือ ทำงานและมีเงินเดือนใช้
บ. ที่ฉันทำงาน ส่วนมากจะมีแต่ ผญ ที่อายุมากกว่าฉันในตอนนั้น ฉันเริ่มงาน 8.00-16.30 น. ฉันมักมาก่อนเวลางาน 30-40 นาทีก่อนเวลาเข้างานเสมอ ฉันเดินทางไปทำงานด้วยรถยนต์ส่วนตัวของฉัน
เมื่อถึงที่ทำงานฉันไม่ลงไปแสกนนิ้วเข้าทำงาน ฉันนั่งแต่งหน้าบนรถยนต์ส่วนตัวของฉัน และเดินลงไปแสกนนิ้วเข้าทำงานเวลา 7.50 น. และเวลา 8.00 น. ฉันเริ่มทำงานทันที เวลาเลิกงานฉันลงมาแสกนนิ้วเพื่อเลิกงานเวลา 16.00 น. ของทุกวัน ฉันมีเรียนเวลา 17.00 น. - 21.00 น. เลิกเรียนฉันมักนัดเพื่อนกลุ่มอื่นไปเที่ยวกลางคืนต่อ
ฉันทำแบบนี้เรื่อยมา แต่ด้วยความที่บุคลิกภาพของฉันที่เป็นแบบนี้ เรื่องเวลาที่เลิกงานเป๊ะแบบนี้ก็เป็นประเด็นที่ทำให้รุ่นพี่ที่ทำงานไม่พอใจฉัน ๆ รู้ได้อย่างไรว่ารุ่นพี่ไม่พอใจฉัน ๆ รู้เพราะฉันได้ยินเขานินทาฉันในเรื่องเวลาเข้างานออกงานของฉัน แต่ที่ฉันไม่รู้คือ…“ฉันผิดอะไร”
ฉันได้ยินเขานินทาฉันในเรื่องเวลาเข้างานออกงานของฉัน
แต่ที่ฉันไม่รู้คือ…“ฉันผิดอะไร”
ในที่ทำงานจะมีวัฒนธรรมให้แต่ละคนซื้อกับข้าวมากินกันคนละหนึ่งอย่าง แล้วเอากับข้าวมาแชร์กันกินในวงกินข้าว
กับข้าวที่รุ่นพี่เอามาฉันไม่อยากกิน ฉันอยากกินเฉพาะกับข้าวที่ฉันเอามา แม้เขาจะชวนเชิญให้ชิม ฉันก็ไม่ชิมเพราะฉันไม่อยากชิม ฉันอยากกินของที่ฉันนำมา
เมื่อกินข้าวเสร็จ จะมีการจับฉลาก 2 ใบ ๆ ที่ 1 คนล้างจาน ใบที่ 2 คนทิ้งขยะ ฉันเป็นคนที่ไม่มีโชคเท่าไรนัก ชื่อของฉันโดนจับให้ล้างจานทุกครั้ง ฉันเลยต้องล้างจานของตนเอง และของรุ่นพี่ทุกคนทั้งแผนก ทุกวัน
เกือบทุกวันฉันมักล้างจานเสร็จเร็ว และฉันก็กลับมานั่งในวงสนทนาอีกครั้งท่ามกลางรุ่นพี่กลุ่มเดิมที่นั่งกินข้าวกัน มีรุ่นพี่คนหนึ่งเขาจับฉลากได้เป็นคนทิ้งขยะ เมื่อฉันกลับเข้าวงสนทนา เขาลุกไปทิ้งขยะ เมื่อเขาลงไปทิ้งขยะ รุ่นพี่คนนั้นได้กลายเป็นประเด็นในวงสนานั้นทันที
แรก ๆ ฉันคิดว่าคงบังเอิญมั้ง เพราะพวกเขาดูสนิทกันไม่น่าจะนินทาลับหลังกันเอง แต่เหตุการณ์มันเป็นแบบนั้นเรื่อย ๆ มาจนฉันเริ่มคิดว่า…ใครลุกคนนั้นโดน เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนฉันเริ่มอึดอัด
เมื่อเขาลงไปทิ้งขยะ
รุ่นพี่คนนั้นได้กลายเป็นประเด็นในวงสนานั้นทันที
"ใครลุกคนนั้นโดน"
เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนฉันเริ่มอึดอัด
ฉันเริ่มไม่อยากกินข้าวด้วย ไม่อยากสุงสิงกับรุ่นพี่พวกนั้น แต่รุ่นพี่ทั้งกลุ่มนั้นคือทั้งแผนกของฉัน ที่ฉันต้องทำงานด้วย ฉันรู้ตลอดเวลาว่า "เขาพูดถึงฉันลับหลัง" เพราะบ่อยครั้งฉันมักจะได้ยินกับหูของตัวเอง แต่เพราะฉันต้องทำงานที่นั้น และฉันเคยโดนนินทามาตั้งแต่เด็ก เรื่องการโดนนินทาเป็นเรื่องที่ฉันหน่าย ชินชา
โดยปกติในวงสนทนาฉันไม่เคยอยู่ในวงอยู่แล้ว ไม่เคยมีคำถาม ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีการตอบ เออ ออ อืม อ๋อ ค่ะ ค่า จ๊ะ ใด ๆ จากฉันอยู่แล้ว เหมือนฉันอยู่ในวงสนาด้วยกายหยาบ แต่กายละเอียดของฉันมักล่องลอยเสมอ
รุ่นพี่แสดงการไม่ชอบหน้าฉัน อย่างเปิดเผย
แต่ก็ยังมีมารยาทขอโทษ ขอโพยแก่ฉันทุกครั้ง
มีหลายครั้งที่รุ่นพี่ซื้อน้ำชาเขียว กาแฟ มาให้ทุกคนในแผนก มีแต่ฉันคนเดียวที่ไม่ได้ รุ่นพี่มักบอกฉันว่า "ขอโทษด้วยนะจ๊ะพี่ลืมนับเรา ครั้งหน้านะคะ" แม้ว่าเปลี่ยนคนซื้อของมาฝาก การไม่นับฉัน ก็เป็นเรื่องปกติ
หลัง ๆ มาเมื่อมีมารยาทมากขึ้นมักบอกขอโทษ ขอโพยฉัน แม้จะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ เคล้ามาด้วย ฉันรับรู้เป็นนัย ๆ ว่า เหตุการณ์คืออะไร ฉันพอจะเข้าใจเหตุการณ์ได้
ฉันเริ่มมีแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกไม่ชอบชื่อตัวเอง เกลียดชื่อตัวเอง ไม่รักตัวเอง หรือรักตัวเองผิด ๆ ในหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ช่วงชีวิต ฉันเคยพยายามเปลี่ยนตัวเองแล้ว พยายามยิ้มมากขึ้น พูดมากขึ้น แสดงออกมากขึ้น แต่ฉันอาจไม่มีความพยายามมากพอที่จะทำบ่อยขึ้นจนเป็นนิสัย จนสังคมรู้ว่าฉันพยายามมาตลอดนะ แต่ฉันทำไม่ได้
ทุกครั้งที่ฉันนั่งใกล้คนที่พูดเรื่องตัวเองในมุมไม่ดี (เช่น เรื่อง ผช ที่คบ การด่าสามี การรำคาณพ่อแม่ พี่ น้อง เพื่อนร่วมงาน บราๆๆๆ) ตั้งแต่วันแรกให้ฉันฟัง ฉันฟังแล้วฉันไม่สามารถตอบอะไรเขาได้เลยนอกจาก “ค่ะ” ในสมองของฉันเป็นสีขาว ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่อยากรู้ต่อว่าเขาจะด่าต่อไหม จะพูดเรื่องไรต่อดี ฉันปล่อยให้วงสนทนาเงียบ ฉันสามารถฟังเขาได้นะแต่ฉันไม่มีคำพูดต่ออะไรกับเขาได้ และเมื่อจบ ป.ตรี ฉันก็ลาออกจากที่นั่น และได้งานที่ใหม่ ที่ ๆ เงินเดือนสูงกว่า
หลังจบ ป.ตรี ฉันทำงาน เลี้ยงตัวเองได้ และมีอายุ 23-25 ปี ฉันมีความรักโลกของฉันเป็นสีชมพู ฉันเจอ ผช คนนี้ในเทศกาลสงกรานต์ ถ. ตรอกข้าวสาร เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักในวันนั้น และหลังจากสงกรานต์พวกฉันก็นัดกันไปดื่มเรื่อยมา ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเพื่อน ผญ ของฉันต่างทิ้งฉันไปมีแฟน กลุ่มเที่ยวดื่มของฉันก็ลดจำนวนลงมาเรื่อย จนเหลือฉัน และ ผช คนนี้ที่ชอบฉัน ไม่นานทั้งกลุ่มก็เหลือกันอยู่ 2 คน มีความสนิทสนมกันมากขึ้น ใกล้กันมากขึ้น จนฉันเริ่มมีใจ และตกลงคบกัน
ไม่นานฉันบอกครอบครัวว่าฉันจะแต่งงาน ครอบครัวฉันให้ไปแต่งปีหน้า ฉันดื้อรั้น ฉันผ่านการแต่งงานแบบไม่จัดพิธีอะไร พ่อ แม่ฝ่ายชายมาสู่ขอฉันด้วยพิธีแบบไทย มีสินสอดที่ผ่านการต่อรองแบบซื้อปลาในตลาด และยกน้ำชาแบบจีนที่บ้านของฉันที่ ตจว.
จากนั้นมีการกินเลี้ยงกันในครอบครัวที่บ้านฝ่ายชายไร้ครอบครัว ปะป๊า แม่ พี่สาว และเพื่อนของฉัน ใช่การแต่งงานครั้งนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงของฉัน ในวันกินเลี้ยงแฟนเก่าของสามีฉันโทรหาแล้วบอกว่าจะมาร่วมงานกินเลี้ยงแต่งงานด้วย พ่อ แม่ฝ่ายชายต้อนรับเป็นอย่างดี ฉันไม่พอใจ แต่แน่นอนที่สุดฉันเลือกที่จะเก็บไว้ข้างใน
ระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ฉันและสามี ไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้ง เราทั้งสองค่อนข้างไปด้วยกันได้ คล้ายกันไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา ฉันไปทำงานที่ศูนย์ออกกำลังชื่อดังย่านสีลม ในสมัยนั้น (ตอนนี้ปิดตัวไปแล้ว) สามีฉันเขาประกอบรถยนต์เวสป้าขาย เขาบอกฉันต่อหน้าพ่อ แม่ น้องสาว ญาติ ๆ เขาอย่างนั้น ฉันก็เชื่อไปตามนั้น ครอบครัวเขาไม่ได้พูดอะไรหรือทำทีท่าอะไรที่สื่อว่าสามีของฉันพูดโกหก ฉันก็ไม่เคยมีคำถามเรื่องนี้กับเขา
ฉันย้ายเข้าไปอยู่บ้านสามีหลังแต่งงาน ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนปกติดี จนฉันรู้ว่าฉันตั้งครรภ์ พ่อสามีถามฉันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กในท้อง ฉันตอบว่า ฉันจะเลี้ยง เช้ามาฉันกับสามีไปฝากครรภ์ ฉันก็เพิ่งรู้ว่า ฉันท้องได้ 4 เดือนแล้ว
ฉันไปทำงานไม่ได้แล้วเพราะแพ้ท้องมากงานของฉันต้องเดิน ยืน ต้องคล่องแคล่ว แข่งกับเวลา บางครั้งต้องออกกำลังพร้อมลูกค้า ถ้าลูกค้าชวน การแพ้ท้องคือปัญหาในการทำงานของฉัน ๆ เลิกกินเผ็ด พยายามบำรุงเท่าที่ฉันทำได้ ฉันท้องได้ 7 เดือนฉันยังมีอาการอาเจียร เวียนหัว นอนไม่หลับ เข้าห้องน้ำบ่อยร่วมด้วย ของที่ฉันกินได้มีไม่มากนัก เช่น นม น้ำมะพร้าว ไข่เจียว ข้าวเหนียว น้ำเปล่า พยายามกินเข้าไปแล้วก็อาเจียรออกมาแล้วก็กินเข้าไปใหม่ ทำแบบนี้จนน้ำหนักของฉันดีดขึ้นไปกว่า 20 กก
แน่นอนฉันไม่สามารถทนทำหน้าที่ของภรรยาได้ และฉันทนกลิ่นของครีมบำรุงผิวไม่ได้ จากที่ชอบการแต่งหน้าฉันไม่มีเงินซื้อเครื่องสำอาง น้ำหอม ครีมบำรุงหน้า เสื้อผ้า...ฉันปล่อยตัว
พ่อสามีถามฉันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กในท้อง
ช่องทางการเงินหลักของฉันในเวลานั้นคือ แม่สามี ๆ จะวางเงินให้ฉันและสามี 300 บาทต่อวัน สามีฉันจะนำไปซื้อบุหรี่ 1 ซองทุกวัน ฉันจะได้เพียงข้าว 1 กล่อง และรอตอนเย็นแม่สามีเลิกงานกลับบ้าน ฉันจะได้กินข้าวอีกครั้งพร้อมกันทั้งครอบครัวสามี ฉันไม่มีหน้าบอกใครได้ว่า ฉันอยากกินนั่น ฉันอยากกินนี่ ฉันตระหนักดีว่าตอนนี้ฉันไม่มีเงิน
ฉันเคยถามสามีว่า ตอนจีบฉันเอาเงินที่ไหนพาฉันไปกินข้าว ดูหนัง กิน ดื่ม สามีตอบฉันหน้าตาเฉยเจือหัวเราะเบา ๆ ว่า “ก็บอกแม่ว่าขอเงินจะเอาไปเลี้ยงแฟน” ฉันถามสามีต่อว่า แล้วไหนรถเวสป้า เขาตอบฉันด้วยความเงียบ ท่ามกลางความเงียบ..ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์นี้อีกไม่นานจะจบลง
เขาตอบฉันด้วยความเงียบ ท่ามกลางความเงียบ..
ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์นี้อีกไม่นานจะจบลง
19 กย 52 สามีฉันนัดเพื่อนมาดื่มกินที่บ้าน ฉันต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยแม่ครัว แม่สามีทำกับข้าว ฉันต้องเดินตามเก็บตามล้าง ตามสั่ง เดินไปมาเพื่อทำกับแกล้มให้สามี
ประมาณ 5 ทุ่ม ระหว่างที่ฉันเดินไปมามีน้ำไหลจากอวัยวะเพศของฉัน ๆ คิดว่าเป็นน้ำปัสสาวะ เพราะท้องแก่คงจะฉี่ไม่สุด แต่ไม่ใช่ มันไม่หยุดไหน มันไหลตลอดเวลา ฉันเดินไปบอกสามีว่า ฉันคงจะคลอดแล้วทุกคนแตกตื่นมาก สามีพาฉัน แม่สามี น้องสาวสามี ไป รพ. นพญ เอารถเข็นมารับฉัน ๆ นั่งรอตรวจ ขึ้นห้อง ปกติฉันเป็นคนนิ่ง ๆ ฉันไม่ค่อยกลัวอะไร วันนั้นฉันกลัวมาก มือฉันเย็น เหงื่อซึม เสียงสั่น ใจคอไม่ดีเลย แม่สามีถามฉันว่า กลัวหรอ ฉันตอบว่าค่ะ "กลัว"
แม่สามีตอบฉันต่อหน้าน้องสาวสามีฉันว่า “ไม่มีใครคลอดลูกตุยหรอก” ฉันเข้าใจ…และเดินเข้าห้องไปรอคลอด
“ไม่มีใครคลอดลูกตุยเย่หรอก”
20 กย 52 เวลาประมาณ 14.00 ผ่านมา 12-14 ชม แล้วที่รอคลอดปากมดลูกของฉันไม่เปิด ฉันไม่ปวดท้องคลอดเลย นพบ ให้ยาเร่งคลอด ฉันเริ่มปวดท้องคล้ายปวดท้องหนัก ปวดท้องมีรอบเดือน แต่ปวดเป็นระยะ ๆ รอบ ๆ ข้างเตียงฉันมีแต่ ผญ ท้องที่ผลัดกันเข้ามา บางคนเดินมาเองเลือดเป็นทาง บางคนนอนร้องโอดโอย แล้วนาทีสุดท้าย หมอเดินมาบอกฉันว่าต้องผ่าท้องแล้ว เพราะปากมดลูกของฉันไม่เปิดถ้ารอคอยให้ปากมดลูกเปิดนานกว่านี้เด็กจะอันตราย ฉันจะตอบหมออะไรได้นอกจากคำว่า “ค่ะ”...ฉันกลัว
ฉันตื่นมาด้วยอาการเมายาสลบ ฉันเจอพี่สาวของฉัน พี่สาวของฉันเป็นคนที่อุ้มลูกฉันคนแรก ฉันกลืนน้ำตาเพื่อไม่ให้พี่สาวฉันเห็น ปะป๊า แม่ของฉันไม่มาแล้วก็จะไม่มาด้วย คืนวันนั้นเมื่อกลับจาก รพ. พี่สาวฉันก็ขึ้นเครื่องบินไปอยู่ออสเตียเรีย
ฉันพยายามให้นมลูกชายแต่ฉันไม่มีน้ำนม ฉันพยายามเอาผ้าอุ่นมาประคบหน้าอก เอาปากลูกชายมาดูด แต่ก็ไม่มีนม แม่สามีซื้อที่ดูดนมมาให้ฉันพยายามแล้วก็ได้ไม่ถึง 1 ออน หน้าอกฉันเริ่มเขียว นพบ. มายืนด้านหลังฉันแล้วเอามือมาบีบที่หน้าอกฉัน ๆ ร้อง คืนนั้นทั้งคืนฉันไม่สบาย ลูกฉันหิวมากร้องไห้เยอะ และดังมาก นพบ ไปชงนมผงมาให้ลูกชายฉัน เขาดูดอย่างแรงจนสำลักหน้าเขียว ปากเขียว คืนนั้นลูกชายของฉัน โดนส่งตัวไปตึก 8 เพราะทางเดินอาหารไม่ดี คืนนั้นฉันไม่สบาย คิดถึง และนอนไม่หลับ สามีฉันนอนกรนจากอาการเมาค้าง
คืนนั้นฉันไม่สบาย คิดถึง และนอนไม่หลับ
สามีฉันนอนกรนจากอาการเมาค้าง
เช้าตรู่วันที่ 21 กย 52 ฉันพยายามลุกเดินไปหาลูกชายที่ตึก 8 แต่เดินได้ไม่ถนัดนัก ยืดดตัวตรงไม่ได้ เพราะฉันผ่าคลอด ฉันเจ็บแผล ๆ ที่สวนทางเดินปัสสาวะเจ็บมากทุกก้าวที่เดินรู้สึกเลยว่าแผลอยู่ตรงไหน ท้องอืด เจ็บแผล เป็นไข้ เจ็บหน้าอก มึน เพลีย อยากนอน และคิดถึงลูกชาย
23-27 กย 52 ฉันได้ออกจาก รพ แล้ว ฉันอุ้มลูกชายลงนอนบนเบาะ พ่อสามีฉันเย้าฉันว่า “มันคลอดลูกแล้วเดี๋ยวมันหลับเราก็เอาลูกมันหนีกันดีกว่า” ฉันรู้ว่าพูดเล่น แต่ฉันน้ำตาไหล และปัจจุบันคำนี้เป็นหลาย ๆ ที่ไม่ว่านานเท่าไรฉันยังจำได้ดี
ฉันเริ่มพยายามให้นมลูกชายอีกครั้ง แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันไม่ชอบสายตาพ่อสามีที่พยายามจะมองมา ฉันพยายามหลบไปให้นมลูกที่อื่น พ่อสามีฉันเย้าอีกครั้งว่า “อายทำไม ใคร ๆ เขาก็ให้นมลูกกันทั้งนั้น” ใช่ใคร ๆ ก็ทำ แต่ฉันทำไม่ได้ไง ฉันอาย และฉันไม่มีนมให้ลูกชายฉันกินแล้ว
มันคลอดลูกแล้วเดี๋ยวมันหลับเราก็เอาลูกมันหนีกันดีกว่า”
เมื่อฉันพาลูกชายฉันเข้าบ้านสามี ๆ ของฉันก็เปลี่ยนไป เขานอนตลอดเวลา ไม่ช่วยเลี้ยงลูก หงุดหงิด เห็นแก่ตัว ฉันเลี้ยงลูก ชงนม ล้างขวดนม ซักผ้าตัวเอง และลูกชาย สามีฉันเห็นเขาถามฉันว่า “ทำไมไม่เอาเสื้อผ้าเขามาซักด้วย” ฉันตอบว่า “ไม่” เขาบ่นแล้วเดินเข้าบ้านไป
สามีฉันชวนออกไปบ้านเพื่อนเขา ฉันดีใจเอาลูกชายไปด้วย สามีฉันทิ้งฉันไว้ที่บ้านเพื่อนเขา แล้วเขาก็ออกไปเที่ยวตามปกติ เรา 3 คนกลับบ้านมาตอนเช้า สามีฉันก็นอนเล่นเกมส์ ส่วนฉันก็เลี้ยงลูกตามปกติ และไม่ได้นอนตามเคย
ถึงวันฉีดวัคซีนลูก ๆ ร้องไห้นิดหน่อย แต่มีไข้ หมอให้ยาลดไข้มาแล้ว ฉันให้เขากินยาครบ 7 วัน
วันที่ 7 ฉันบอกสามีว่า "ลูกเป็นไข้ยังไม่ลดเลย" ถ้ากินยาต่อเนื่องเกิน 7 วันกลัวลูกจะไม่สบายหนักกว่าเก่า เขาตอบฉันว่า “รอแม่กลับมาก่อน”
ถึงวันที่นมผงของลูกหมด สัดส่วนนมผงกับน้ำเปล่าไม่ตรงตามที่ระบุไว้ ฉันหาข้อมูลอ่านบอกว่าจะมีผลต่อเด็ก ฉันบอกสามี ๆ ฉันตอบกลับมาว่า “รอแม่กลับมาก่อน” เมื่อแม่สามีกลับมาแล้ว สามีฉันบอกว่านมผงหมด แม่สามีตะโกนตอบฉันว่า "ให้กินนมข้น โบราณเขากินนมข้นชงกับน้ำยังโตมาเป็นครูได้เลย"
"ให้กินนมข้น
โบราณเขากินนมข้นชงกับน้ำยังโตมาเป็นครูได้เลย"
แม่สามีฉันอยากให้ฉันกับสามีมีอาชีพ น้องสาวสามีเสนอให้ทำ "รถห้องเย็น" เผื่อเป็นธุรกิจครอบครัวเราด้วย แม่สามีจะเป็นนายทุนให้ รอวันแล้ววันเล่า ผ่านมาจนลูกชายอายุได้ 1.8 ปี...ฉันก็ยังทนรออยู่
เมื่อฉันพาลูกชายฉันเข้าบ้านสามี ๆ ของฉันก็เปลี่ยนไป
แฟนฉันชวนออกไปข้างนอกอีกแล้ว และทิ้งฉันไว้ที่บ้านเพื่อนเขาเช่นเคย เพื่อน ๆ ต้มมาม่ากินกัน หลังจากกินฉันไม่สบายจนท้องไส้ปั่นป่วน ปวดท้องจนยืดตัวไม่ได้ ถ่ายท้อง อาเจียร ปวดหัว เหงื่อไหล หน้าซีด มือเย็น ไม่มีแรง เพื่อน ๆ เอายาฆ่าเชื้อ ยาแก้ปวดลดไข้มาให้กิน แล้วให้นอนพักเพื่อนช่วยเลี้ยงลูกให้ สักพักแฟนฉันมารับฉันกลับบ้าน พอถึงบ้านฉันก็บอกเขาว่าช่วยเลี้ยงลูกหน่อย ปวดท้องมากเลย สามีฉันตอบว่า “เลี้ยงไม่เป็น” ฉันต้องปวดท้องไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย พ่อแม่สามีหัวเราะชอบใจกันใหญ่ แต่ทุกย่างก็ผ่านมาได้
“เลี้ยงไม่เป็น”
ฉันต้องปวดท้องไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย
แต่ทุกย่างก็ผ่านมาได้
ฉันกับลูกกำลังนอนพัก แม่สามีกับสามีของฉันปลุกลูกฉันเพื่อมาเล่น แต่ทุกครั้งท่ี่ปลุกเขาเล่นจนพอใจแล้วคนเลี้ยง คนดูต่อจากเล่นเสร็จคือฉัน ๆ ไม่สบาย ฉันต้องการพักผ่อนบ้าง ฉันเลยบอกกับครอบครัวสามีว่า “อย่าปลุกเลยขอนอนพักก่อน” จบคำนั้นลูกของฉันตื่นจากการที่แม่สามีอุ้มลูกชายฉันที่นอนอยู่ให้นั่ง
สักพักลูกฉันขับถ่าย ฉันให้สามีเอาลูกไปทำความสะอาด สามีฉันก็พาลูกไปล้างแล้วอุ้มลูกมาให้ฉัน ๆ ได้กลิ่นว่ายังไม่สะอาด ฉันบอกสามี ๆ ให้ไปล้างใหม่เดี๋ยวสกปรก เขาหงุดหงิดมีอารมณ์ใส่ฉัน ๆ จึงเป็นคนที่อุ้มลูกชายไปทำความสะอาดเอง
พอฉันล้างเสร็จ สามีฉันมากระชากลูกชายฉันจากอ้อมกอดฉัน แล้วเอาลูกชายฉันให้แม่เขาอุ้ม สามีฉันชี้หน้าด่าฉันต่อหน้าครอบครัวเขาว่า “ถ้ามึงไม่พอใจมึงอยากไปก็ไปลูกต้องอยู่ที่กู” ฉันยืนนิ่ง น้ำตาไหล ฉันหันหลังกลับกำลังจะเดินขึ้นข้างบนห้องนอน เขามากระชากแขนฉันแต่ตบ บีบคอฉันอัดเข้าข้างตู้เสื้อผ้า จนเท้าของฉันลอยอยู่เหนือพื้น
ในวันเดียวกันแต่หลายชั่วโมงผ่านไปสามีมากอดฉัน ขอโทษขอโพย และบอกฉันว่า “อย่าบอกปะป๊าได้ไหม” ฉันไม่ตอบ ตั้งแต่สิ้นการชี้หน้าด่าฉันต่อหน้าครอบครัวสามี ฉันอุ้มลูกชายน้อยลง ฉันปล่อยให้ลูกของฉันร้องไห้นานขึ้น ฉันพยายามฝึกทนเสียงร้องไห้ของลูกชายที่ฉันรักให้ได้นานที่สุด ฉันใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก
1
“ถ้ามึงไม่พอใจมึงอยากไปก็ไปลูกต้องอยู่ที่กู”
สามีชวนฉันออกไปหาเพื่อน ระหว่างทางฉันถามเขาว่า “จะทำอาชีพ ทำงานหรือไม่” เขาตอบฉันว่า “รอแม่” ฉันบอกเขาว่า ความรักที่ฉันมีมันไม่เหลือแล้วนะ ฉันหมดรักเขาแล้ว ฉันหมดความอดทนในการรอแล้ว และอันที่จริงฉันหมดรักนานแล้ว แต่ฉันพยายามเพราะเห็นแก่ลูกชายของฉัน เข้าหยอกล้อฉัน เขาคิดว่าฉันพูดเล่น ล้อเขาเล่น..ฉันยิ้มให้เขาแต่ใจฉันสลาย
ความอดทนของฉันก็สิ้นสุดลง ฉันจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ ตจว. โดยการนั่งรถดทัวร์กลับ สามีของฉันยินดี และขอเงินค่ารถจากแม่สามีเป็นเงิน 2000 บาท สามีซื้อตั๋วรถทัวร์ให้ฉัน 1 ที่นั่งน่าจะไม่เกิน 300 บาท ที่เหลือสามีของฉันบอกว่าจะไปหาเพื่อน ฉันเก็บข้าวของลูกชายกลับ โดยไม่ได้เก็บของตัวเองเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และก็โทรบอกปะป๊า แม่ แล้วว่า “จะกลับบ้าน” ตี 4 ปะป๊ามารับที่ขนส่ง และช่วยฉันขนของเข้าบ้าน
เมื่อถึงบ้านเจอแม่มานั่งคอย แม่กับปะป๊าเดินมากอดฉัน เป็นกอดแรกในรอบ 2 ปี และเป็นกอดที่ไม่ได้พูดอะไรแต่น้ำตาฉันไหลตลอดเวลา
กอดที่ไม่ได้พูดอะไร
แต่น้ำตาฉันไหลตลอดเวลา
ภายใน 7 วัน ที่ฉันกลับจากบ้านสามีมาอยู่บ้านปะป๊า และแม่ฉัน สามีของฉันโทรหาฉันทุกวัน ๆ ละหลายครั้ง บ้างบอกรัก บอกคิดถึง บอกเลิก ขู่จะเอาลูกไป สามียินยอมให้ลูกแก่ฉัน ขู่ทำร้ายฉัน และครอบครัวฉัน และมาจบที่จะพรากลูกจากฉัน ๆ เครียด ไม่สบายใจ รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ฉันทนไม่ได้แล้วฉันเลยบอกเขาว่า “มาเอาลูกกลับไปได้เลย” เช้ามาเขาก็มาเอาลูกชายฉันไป ก่อนจะอุ้มลูกชายฉันไป เขาหยอดว่า “จะทนได้เหรอรักลูกขนาดนี้ หนูทิ้งลูกไม่ได้หรอก” ฉันตอบเขาไปว่า “ถ้าเอาลูกชายฉันไปสามีและฉันขาดกัน”
เขายิ้มผยอง ยิ้มเยาะ และจอดรถอยู่หน้าบ้านฉันนานพักใหญ่กว่าจะเคลื่อนรถออกไปจากบ้านของฉัน
ฉันหันหลังเดินขึ้นบ้าน ฉันร้องไห้ ปกติฉันไม่ใช่คนอ่อนแอ ฉันไม่ค่อยทุกข์ร้อนกับเรื่องอะไรสักเท่าไรในชีวิต แต่ครั้งฉันร้องไห้ดัง สะอึกสะอื้น ขาฉันไม่มีแรง ฉันโดนกระชากวิญาณออกจากร่าง กลิ่นตัวของลูกชายฉันยังตราตรึงที่จมูกของฉัน เสียงหัวเราะของลูกชายของฉันยังคงก้องกังวาลในหูของฉันตลอดเวลา ฉันคิดถึงตัวอ้วน ๆ เนื้อนิ่ม ๆ ของลูกชายฉัน คิดถึงเหลือเกิน
ระหว่างที่ฉันร้องไห้อยู่บนห้องนอน แม่ของฉันเดินขึ้นมาข้างบนเพื่อมาปลอบฉัน เห็นฉันกำลังร้องไห้ แม่ไม่ได้พูดอะไร เดินมายืนตรงหน้าฉัน โอบมือฉันไปกอดเอวแม่ ฉันกอดเอวแม่ร้องไห้ปานขาดใจ นานเท่าไรไม่รู้แต่ฉันรู้สึกตัวว่าตัวแม่สั่น ฉันไม่ได้ยินเสียงแม่ แต่รับรู้ถึงการกระตุก ตัวโยน สะอึกสะอื้นของแม่ สติฉันกลับมา ฉันร้องไห้ไม่ได้อีกแล้ว น้ำตาของฉันหยุดไหลทันที
จากวันนั้นเป็นต้นมา เมื่อฉันต้องการร้องไห้ ฉันจะขับรถไปข้างนอกร้องไห้ในรถยนต์ ในห้องน้ำ ก่อนนอน ระหว่างทางไปหาเพื่อน ห้องน้ำห้างสรรพสินค้า ฉันต้องร้องไห้คนเดียว ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
หลังจากลูกชายฉันจากไป ฉันไม่ได้ติดต่อไปหาสามีเก่า แม้สามีเก่าโทรศัทพ์มาเพื่อง้องอน ฉันไม่รับ ฉันยังยืนกรานคำเดิม "เอาลูกชายของฉันไป ฉัน และสามี เราขาดกัน"
ฉันกลับมาดื่มหนัก สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน ติดยานอนหลับ เข้าสังคมหนักกับเพื่อนฝูงอีกครั้ง ฉันออกจากบ้านตั้งแต่ราว 15.00-17.00 น. กลับเข้าบ้านตี 5 ของทุกวัน กลับมาในสภาพที่ไม่เต็มนัก ช่วงนั้นฉันใช้ชีวิตแบบให้ผ่านไปวัน ๆ ให้ได้ จนปะป๊ายื่นคำขาดว่า “ถ้าทำตัวแบบนี้กลับไปหาลูกหาสามีเถอะ” ฉันจุก ฉันนอนร้องไห้ ฉันถามตัวเองว่า ฉันอยากกลับไปหาลูกชายหรือกลับไปอยู่สามีเก่าของฉันหรือไม่ คำตอบที่ฉันได้คือ ฉันอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ฉันอยากได้ชีวิตของฉันคืน และฉันก็เริ่มการพัฒนาตัวเอง…
ฉันอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้
ฉันอยากได้ชีวิตของฉันคืน
และฉันก็เริ่มการพัฒนาตัวเอง…
ด้วยความคิดถึง
ทรงศรี
โฆษณา