4 มิ.ย. เวลา 01:00 • การตลาด

ตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บในสหรัฐฯ

ตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลก โดยในปี 2566 มีมูลค่าอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปี พ.ศ. 2567 มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้คาดการณ์ว่าจนถึงปี พ.ศ. 2573 ตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 6.9 ต่อปี
ในปี พ.ศ. 2566 ทวีปที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในโลกเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ อันดับ 1 ทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ ประเทศสหรัฐฯ ประเทศแคนาดา และประเทศเม็กซิโก อันดับ 2 ทวีปยุโรป ได้แก่ ประเทศเยอรมนี ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศรัฐเซีย และประเทศอิตาลี อันดับ 3 ทวีปเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออก
เฉียงใต้ อันดับ 4 ทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ ประเทศบราซิล ประเทศอาเจนตินา และประเทศโคลัมเบีย และทวีปสุดท้าย คือ ทวีปตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา ได้แก่ ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศอียิปต์ ประเทศไนจีเรีย และประเทศแอฟริกาใต้ ตามลำดับ
สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บในสหรัฐฯ ปี 2566 มีมูลค่าอยู่ที่ 1.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2567 มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • ประเภทของผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บ
ประเภทของผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บ แบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่
1. ยาทาเล็บแบบธรรมดา คือ ยาทาเล็บที่พบเห็นได้ทั่วไป ทาง่าย เกลี่ยง่าย แต่ไม่ติดทนนาน ล้างออก และลอกออกง่าย โดยมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
2. ยาทาเล็บแบบเจล คือ ยาทาเล็บที่ต้องใช้ความร้อนจากเครื่องอบแสง UV ซึ่งยาทาเล็บชนิดนี้สามารถติดทนได้ค่อนข้างนานประมาณ 2-3 สัปดาห์
3. ยาทาเล็บแบบอะคริลิค คือ ยาทาเล็บที่มีส่วนผสมของของเหลว และผง ทำให้สามารถปั้นทรงเล็บ และจัดแต่งได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพิ่มความยาวของเล็บได้อีกด้วย โดยสามารถติดทนอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์
4. ยาทาเล็บแบบโพลีเจล คือ ยาทาเล็บที่คล้ายกับยาทาเล็บอะคริลิค ต่างกันตรงที่ยาทาเล็บชนิดนี้จะต้องถูกนำไปอบด้วยไฟ LED หรือ UV โดยสามารถติดทนได้ประมาณ 3 สัปดาห์
5. ยาทาเล็บแบบผง คือ ยาทาเล็บที่ต้องนำเล็บไปจุ่มกับผงสีที่เตรียมไว้ โดยจุ่มผงสีทับซ้ำไปกว่าสีจะแน่น ซึ่งยาทาเล็บประเภทนี้นับว่าเป็นยาทาเล็บที่เพิ่มความแวววาว และความคงทนของตัวสีได้เป็นอย่างดี โดยสามารถติดทนได้นานถึง 3-4 สัปดาห์
6. ยาทาเล็บแบบอื่นๆ อาทิ ยาทาเล็บประเภทเชลแลค คือ ยาทาเล็บที่มีส่วมผสมร่วมกันของยาทาเล็บแบบเจล และยาทาเล็บแบบอะคริลิค และยาทาเล็บแบบ PVC คือการนำเล็บปลอมที่ทาสีมาเรียบร้อยแล้วมาแปะทับไว้บนเล็บ ยาทาเล็บประเภทนี้เหมาะกับผู้ที่มีเวลาจำกัด และต้องการทำเล็บแบบเร่งด่วน
  • ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บในสหรัฐฯ
ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บในสหรัฐฯ คือ คนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจ และดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความงามได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และคาดว่าจะได้ความนิยมเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยฐานผู้บริโภคส่วนมากนั้นเป็นเพศหญิงที่เกิดในช่วงปี 2524 ถึง 2540 (Millennials) ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บ แต่ยังสนใจในเรื่องการต่อเล็บ และการวาดลวดลายบนเล็บอีกด้วย
ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.statista.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูล สถิติ และวิจัยการตลาดเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ระบุว่า ในปี 2567 หญิงชาวอเมริกันใช้ผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บอยู่ที่ ประมาณ 102 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีผู้ใช้สินค้าชนิดนี้ อยู่ที่ 100 ล้านคน
นอกจากนี้เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีการเปิดเผยถึงข้อมูลค่าเฉลี่ยต่อหัวของการใช้ผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บของชาวอเมริกันในปี 2567 ว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ อยู่ที่ 4.98 เหรียญสหรัฐ และมีเกณฑ์ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.04 เหรียญสหรัฐในปี. 2568 และ 5.10 เหรียญสหรัฐในปี 2569
  • ส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บในสหรัฐฯ
บริษัทชั้นนำของโลกที่เป็นผู้ผลิต และเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บมีอยู่หลายบริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีส่วนแบ่งการตลาดแตกต่างกันไปตามความนิยมของผู้บริโภค โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการสรุปส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทเหล่านั้น ซึ่งส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บรวมกันร้อยละ 50 ในสหรัฐฯ ตกเป็นของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ดังนี้ อันดับ 1 บริษัท Essie มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ ร้อยละ 23 อันดับ 2 บริษัท Chanel มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 15 อันดับ และอันดับ 3 บริษัท Dior มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 12
นับว่า 3 บริษัทดังกล่าวได้ถือครองส่วนแบ่งส่วนมากของมูลค่าตลาดแห่งนี้ ในขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดอีกร้อยละ 50 นั้น มีบริษัทที่ถือส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน ดังนี้ บริษัท OPI บริษัท Sally Hansen บริษัท Private Label บริษัท Bourjois บริษัท Lacosteบริษัท Revlon และ บริษัท Avon
ช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บนั้น แบ่งเป็น 2 ช่องทาง คือ ช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออฟไลน์ และช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออนไลน์ โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวอเมริกันซื้อผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บจากช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออฟไลน์มากที่สุด ดังนี้ อันดับ 1 ร้านขายเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อันดับ 2 ซูเปอร์มาเก็ต และไฮเปอร์ซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้านค้าปลีกที่รวมห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าด้วยกัน) อันดับ 3 ร้านขายยา และอันดับ 4 ร้านเสริมสวย ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาซื้อผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์เพิ่มมากขึ้นตามแพลตฟอร์มและสื่อต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ อินสตาแกรม เฟสบุ๊ค และติ๊กต็อก เป็นต้น โดยตั้งแต่ปี 2561 (2018) ถึง 2567 (2024) อัตราส่วนของการจำหน่ายระหว่างช่องทางแบบออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และต่อเนื่องขึ้นทุกปี (ดังรูปภาพแนบด้านล่าง)
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 (2022) เทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ถูกพัฒนาให้มีความเสถียร และเข้าถึงง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคนั้นนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่าซื้อผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บนับว่าเป็นสินค้าที่มีโอกาสสูงในประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากชาวอเมริกันให้ความสำคัญการดูแลตนเองเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการไทยสามารถวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาทาเล็บแบบ Organic หรือสินค้าที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีก็จะเพิ่มโอกาสในการเจาะตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังควรที่จะใส่ใจในด้านคุณภาพของสินค้า เพื่อให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือในหลุ่มชาวอเมริกัน
Reference : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
อ่านเพิ่มเติม : https://www.ditp.go.th/post/172957
โฆษณา