4 ก.ย. 2024 เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์
Rimping Supermarket NimCity Branch

ย้อนประวัติศาสตร์ “เวอร์มุต” (Vermouth) ฟอร์ติไฟด์ไวน์อิตาลีที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นพฤกษา

เวอร์มุต (Vermouth) หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า Aromatised wine เป็นฟอร์ติไฟด์ไวน์ประเภทหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในโลกของค็อกเทลมานานหลายศตวรรษ ตั้งแต่ Martini ไปจนถึง Negroni ค็อกเทลแบบคลาสสิก ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพร
.
1
เวอร์มุตในยุคแรกสุดมีต้นกำเนิดย้อนกลับไปในอารยธรรมโบราณ ที่ชาวกรีกและชาวโรมันมักจะนำสมุนไพรและเครื่องเทศใส่ลงไปในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างเครื่องดื่มที่ใช้ในการรักษาโรค แต่อย่างไรก็ตามเวอร์มุตเวอร์ชันใหม่ที่เรารู้จักในปัจจุบันได้รับการพัฒนาขึ้นมาครั้งแรกในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี ช่วงปลายศตวรรษที่ 18
.
1
ในปี ค.ศ. 1786 Antonio Benedetto Carpano นักกลั่นสุราและนักสมุนไพรในท้องถิ่นได้ผลิตเวอร์มุตเวอร์ชันใหม่ขึ้นมา โดยการนำไวน์ขาวมาผนวกเข้ากับศาสตร์ทางด้านพืชพันธุ์หลากหลายชนิดทั้งบอระเพ็ดและสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมอื่น ๆ จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่รู้จักกันในชื่อ “เวอร์มุต ดิ โตริโน” (Vermouth di Torino) หรือ “Carpano Vermouth” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในตูริน จนเกิดอุตสาหกรรมเวอร์มุตที่เรารู้จักในปัจจุบัน
.
ในตอนแรก Vermouth di Torino ของ Carpano เริ่มวางตลาดในฐานะเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค แต่ต่อมาก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยและกระตุ้นความอยากอาหาร โดยจะดื่มแบบไม่ผสมหรือดื่มกับโซดาก็ได้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มบาร์เทนเดอร์และผู้ชื่นชอบค็อกเทล
.
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 19 เวอร์มุตกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ผู้ผลิตชาวฝรั่งเศส เช่น Joseph Noilly และ Louis François Armand มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Dry เวอร์มุตที่รู้จักในชื่อ “Vermouth blanc” หรือ “White vermouth” รวมไปถึงได้เปิดตัวเวอร์มุตรูปแบบต่าง ๆ เป็นของตัวเองอีกมากมาย
.
หนึ่งในค็อกเทลที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ใช้เวอร์มุตคือ Martini ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในตอนแรก Martini ถูกทำขึ้นโดยใช้จินและเวอร์มุตหวาน (Sweet Vermouth) ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป Martini ก็พัฒนามาใช้จินและเวอร์มุตแบบ Dry ด้วย นอกจากนี้เวอร์มุตยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ Negroni ซึ่งเป็นค็อกเทลคลาสสิกอีกชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยจิน คัมพารี และเวอร์มุตหวานในสัดส่วนเท่า ๆ กันอีกด้วย
.
เมื่อชื่อเสียงของเวอร์มุตเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก ภูมิภาคต่าง ๆ ก็เริ่มพัฒนารูปแบบของตนเองขึ้นมามากมาย ตัวอย่างเช่น ในสเปนเวอร์มุตมักจะมีรสหวานและเสริมด้วยผลไม้ สมุนไพร เครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม เช่น อบเชย และเปลือกส้ม นิยมดื่มเรียกน้ำย่อยพร้อมกับทาปาสหลากหลายชนิด
.
ในศตวรรษที่ 20 เวอร์มุตมักถูกบดบังรัศมีด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเวอร์มุตก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในผู้ที่สนใจคราฟต์ค็อกเทล ซึ่งมีการนำเสนอเวอร์มุตหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับรสนิยมที่หลากหลาย
.
ปัจจุบันเวอร์มุตถูกผลิตขึ้นทั่วโลก โดยมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่หวาน (Sweet) ไปจนถึง Dry และสูตรที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เช่น Rosso, Bianco และ Extra dry ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีตั้งแต่สีแดงไปจนถึงสีขาว ซึ่งทุกวันนี้ผู้ผลิตเวอร์มุตก็ยังคงทดลองสร้างสรรค์เวอร์มุตในรูปแบบใหม่ ๆ โดยใช้พืชและองุ่นพันธุ์ต่าง ๆ ส่งผลให้ได้เวอร์มุตรสชาติและสไตล์ที่หลากหลาย
โฆษณา