19 ก.ย. 2024 เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์
Rimping Supermarket NimCity Branch

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “บีฟเวลลิงตัน” (Beef Wellington) อาหารฉลองชัยของดยุคเวลลิงตันที่ 1 แห่งอังกฤษ

เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์อาหารสุดคลาสสิกที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนาน บีฟเวลลิงตัน (Beef Wellington) ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ด้วยการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างเนื้อวัว ฟัวกราส์ เห็ด และชั้นของแป้งอบที่หุ้มอยู่ด้านนอก
.
ต้นกำเนิดของบีฟเวลลิงตันตามตำนานกล่าวว่าถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของดยุคแห่งเวลลิงตันที่ 1 หรือ จอมพลอาร์เธอร์ เวลสลีย์ (Arthur Wellesley) หลังจากได้รับชัยชนะเหนือนโปเลียนแห่งฝรั่งเศสจากยุทธการวอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) ในปี 1815
.
Beef Wellington ในรูปแบบแรกสุดทำจากเนื้อสันใน ซึ่งต้องนำไปย่างก่อนเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและรสชาติเอาไว้ จากนั้นเนื้อวัวจะถูกเคลือบด้วย Duxelles ซึ่งเป็นส่วนผสมของเห็ดสับละเอียด หัวหอม กระเทียม สมุนไพร และไวน์ จากนั้นจะถูกห่ออีกชั้นด้วยแป้งพัฟเพสตรี
.
หลังจากสูตรได้รับการเผยแพร่บีฟเวลลิงตันก็มีชื่อเสียงในหลายประเทศซึ่งไม่เพียงแค่ในอังกฤษและกรุงลอนดอนเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายไปหลายประเทศทั้งโปรตุเกศ ฝรั่งเศส ไปจนถึงมหานครนิวยอร์คสหรัฐอเมริกา ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกัน เช่น ในฝรั่งเศสจะเรียกกันว่า “Filet de bœuf en croûte”
.
ในสหรัฐอเมริกาบีฟเวลลิงตันปรากฏครั้งแรกใน The Los Angeles Times ปี 1903 ซึ่งมีการบอกถึงสูตรและวิธีการทำจากฝรั่งเศส “Filet de bœuf en croûte” และนอกจากนี้ในปี 1939 สูตรบีฟเวลลิงตันยังปรากฏในคู่มือการทานอาหารนอกบ้านในนครนิวยอร์คอีกด้วย รวมไปถึงยังถูกบันทึกลงในตำราการทำอาหารของทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาในปี 1968 โดยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดีและริชาร์ด เอ็ม. นิกสันเป็นผู้บันทึกเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เองบีฟเวลลิงตันจึงได้รับความนิยมไปทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบีฟเวลลิงตันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับการดัดแปลงให้มีรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยเชฟหลายท่านได้ทดลองใช้ส่วนผสม และไส้ต่าง ๆ เช่น ปลาแซลมอน เนื้อไก่ เนื้อแกะ ฟัวกราส์ และทรัฟเฟิล นอกจากนี้ยังมีรูปแบบมังสวิรัติที่ประกอบด้วยผักย่าง และชีสอีกด้วย
.
บีฟเวลลิงตันมักเสิร์ฟเป็นชิ้นหนาเผยให้เห็นชั้นของเนื้อวัว ไส้ด้านใน และเปลือกสีทองของแป้งพัฟเพสตรี โดยทั่วไปจะทานคู่กับซอสที่เข้มข้น เช่น ซอสไวน์แดงหรือซอสครีมแบร์เนส (Béarnaise sauce) ซึ่งจะช่วยยกระดับรสชาติให้ดียิ่งขึ้นไปอีก มักเสิร์ฟเป็นอาหารจานหลักในโอกาสพิเศษ เช่น งานเฉลิมฉลอง งานแต่งงาน หรืออาหารค่ำสุดหรู
โฆษณา