27 ส.ค. 2024 เวลา 00:09 • การเมือง

เส้นทางการเมืองของสี จิ้นผิง : จากลูกชายผู้ถูกเนรเทศสู่ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศจีน

ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2012 โลกต่างจับตามองไปที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ณ ที่แห่งนี้ ชายคนหนึ่งกำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ก่อนหน้านั้นเพียง 2 สัปดาห์ ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายตัวไปไหน
3
สี จิ้นผิง หายหน้าไปจากสายตาสาธารณชนเป็นเวลา 14 วัน ก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในฐานะผู้นำคนใหม่ของจีน ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 99.86% เหตุการณ์นี้สร้างความฉงนให้กับผู้คนทั่วโลก เพราะในช่วงเวลาที่หายตัวไปนั้น สีได้ยกเลิกการพบปะกับผู้นำต่างประเทศทั้งหมด และสื่อของจีนก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว
3
ความลึกลับนี้ทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา บางคนคิดว่าเขาอาจถูกแทนที่ ถูกจับกุม หรือแม้กระทั่งถูกลอบสังหาร แต่แล้วอยู่ๆ เขาก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ดำเนินการต่อไปตามปกติ
3
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสี จิ้นผิง ในช่วง 14 วันนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ แต่การทำความเข้าใจเส้นทางของเขาสู่การเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจอนาคตของระเบียบโลกใหม่
1
ภูมิหลังและวัยเยาว์
สี จิ้นผิง เกิดในปี 1953 ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศจีน อำนาจทางการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็นำไปสู่ความแตกแยกในครอบครัวของเขา แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง สียังคงทุ่มเทให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
7
พ่อของสีทำงานให้กับประธานเหมาโดยตรงในตำแหน่งเลขานุการฝ่ายกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทำให้ครอบครัวของพวกเขาได้อาศัยอยู่ในย่านที่สงวนไว้สำหรับเจ้าหน้าที่พรรค สีเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่หรูหราและมีสิทธิพิเศษ แต่ชีวิตที่สุขสบายนี้ไม่ได้ยืนยาวนัก
1
เมื่อเหมา เจ๋อตง ดำเนินนโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่ (Great Leap. Forward)” เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศจีนให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม ผลลัพธ์กลับนำไปสู่ความอดอยากและหิวโหยของประชาชนอย่างหนัก แม้แต่โรงเรียนประจำที่หรูหราของสีก็ไม่สามารถหาอาหารมาเลี้ยงนักเรียนได้เพียงพอ
1
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพ่อของสีถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกส่งไปยังค่ายแรงงานในปี 1962 เนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์การนำของเหมา เจ๋อตง ในนวนิยายที่เขาเขียน นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมอำนาจทางการเมืองครั้งใหญ่ที่นำไปสู่ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ในช่วงปลายทศวรรษ 1960
2
การรวมอำนาจทางการเมืองครั้งใหญ่ที่นำไปสู่ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ของเหมา เจ๋อตง ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 (CR:DW)
สี จิ้นผิง แม้จะยังเป็นเด็กหนุ่ม แต่ก็ถูกลงโทษอย่างโหดร้ายเพราะความผิดของพ่อ เขาถูกประณามต่อหน้าสาธารณชนและถูกขังในสถานกักกัน ในคืนหนึ่งเขาหนีออกมาได้และกลับบ้านไปหาแม่เพื่อขออาหาร แต่ความเสี่ยงที่จะถูกจับได้นั้นสูงเกินไป แม่ของเขาจึงต้องส่งเขากลับไปให้เจ้าหน้าที่
3
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในชนบท
1
เพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายในสังคม รัฐบาลจีนจึงส่งคนหนุ่มสาวออกจากเมืองไปยังชนบทเพื่อเรียนรู้คุณธรรมของการใช้แรงงานหนักจากชาวนา สี จิ้นผิง มีอายุเพียง 15 ปีเมื่อถูกส่งไปยังหมู่บ้านเล็กๆ เพื่อเริ่มทำงาน
2
แม้ว่าช่วงแรกจะเป็นเรื่องยากลำบาก แต่สีก็สามารถปรับตัวและสร้างผลงานให้กับหมู่บ้านได้ในที่สุด เขาใช้ความรู้ที่มีให้เป็นประโยชน์และช่วยสร้างบ่อน้ำ เขื่อน และถนนใหม่ๆ ประสบการณ์นี้ช่วยหล่อหลอมให้เขาเป็นคนเข้มแข็งและมีความมุ่งมั่น
5
การศึกษาและเส้นทางสู่อำนาจ
หลังจากการเสียชีวิตของเหมา เจ๋อตง ในปี 1976 การปฏิวัติวัฒนธรรมก็สิ้นสุดลง สี จิ้นผิง สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและศึกษาวิศวกรรมเคมี แม้ว่าหลักสูตรจะเน้นทฤษฎีมาร์กซิสต์มากกว่าการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมจริงๆ แต่ปริญญานี้ก็ทำให้เขามีคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งทางการเมือง
2
สีเริ่มทำงานเป็นเลขานุการให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) อันเป็นกองกำลังที่มีความสำคัญต่อการรักษาอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ต่อมาสีได้ย้ายไปทำงานในชนบทอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะเจ้าหน้าที่พรรคระดับท้องถิ่น เขาใช้เวลา 17 ปีในมณฑลฝูเจี้ยน ทำงานไต่เต้าในรัฐบาลท้องถิ่นและพยายามทำตัวโลว์โปรไฟล์ แม้ว่าจะมีการทุจริตแพร่หลายในพื้นที่ แต่สีก็สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันโดยตรง
4
การต่อสู้กับการทุจริตและการรวมอำนาจ
เมื่อสี จิ้นผิง ขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2012 เขาได้ประกาศสงครามกับการทุจริตอย่างเต็มรูปแบบ โดยสัญญาว่าจะไล่ล่าทั้ง “เสือ” (เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทุจริต) และ “แมลงวัน” (เจ้าหน้าที่ระดับล่างที่ทุจริต)
2
การปราบปรามการทุจริตของสีได้นำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่หลายพันคน รวมถึงสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แม้ว่าแคมเปญนี้จะโหดร้าย แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนทั่วไป ที่เบื่อหน่ายกับการทุจริตที่แพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศ
11
อย่างไรก็ตาม การปราบปรามนี้ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองและรวมอำนาจของสี จิ้นผิง ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของป๋อ ซีไหล คู่แข่งคนสำคัญที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาทุจริต
1
ป๋อ ซีไหล คู่แข่งคนสำคัญที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาทุจริต (CR:Wikimedia Common)
การควบคุมสื่อและอินเทอร์เน็ต
1
ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง รัฐบาลจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสื่อและอินเทอร์เน็ตอย่างมาก มีการตั้งปฏิบัติการเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ โดยทุกข้อความที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตของจีนจะต้องถูกสแกนโดยอัลกอริทึมและตรวจสอบโดยมนุษย์
การเซ็นเซอร์นี้ครอบคลุมไปถึงการแบนคำที่อาจใช้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงการพูดถึงสี จิ้นผิง โดยตรง แม้แต่สัญลักษณ์หรือรูปภาพที่อาจสื่อถึงการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำก็ถูกห้าม เช่น รูปหมีพูห์ ที่มีคนเปรียบเทียบกับสี จิ้นผิง
2
นโยบายต่างประเทศและความขัดแย้งกับตะวันตก
ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง จีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับไต้หวันและทะเลจีนใต้ สีมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนโดยชอบธรรมและต้องรวมเข้ากับแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง ซึ่งสร้างความตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาค
4
นอกจากนี้ จีนยังได้ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative)” ซึ่งเป็นแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงจีนกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก
การจัดการกับวิกฤตโควิด-19
6
เมื่อการระบาดของโควิด-19 เริ่มต้นขึ้นในเมืองอู่ฮั่น สี จิ้นผิง ได้ใช้นโยบาย “โควิดเป็นศูนย์ (zero-COVID)” อย่างเข้มงวด มีการปิดเมือง จำกัดการเดินทาง และเพิ่มการเฝ้าระวังประชาชน แม้ว่านโยบายนี้จะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระยะแรก แต่ก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
5
นโยบาย Zero Covid ที่ถูกตั้งคำถามจากประชาชนชาวจีน (CR:aa.com.tr)
นโยบายนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นข้ออ้างในการเพิ่มการควบคุมประชาชนมากขึ้น โดยมีการติดตามตำแหน่งทางกายภาพของพลเมืองตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
การสืบทอดอำนาจและอนาคตของจีน
ในปี 2018 สี จิ้นผิง ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ทำให้เขาสามารถอยู่ในอำนาจได้ตลอดชีวิตหากต้องการ การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติเกี่ยวกับแนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจในจีน
1
ในการประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติครั้งที่ 20 เมื่อเดือนตุลาคม 2022 สี จิ้นผิง ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ เป็นสมัยที่ 3 ซึ่งเป็นการทำลายธรรมเนียมการสืบทอดอำนาจที่ปฏิบัติมาหลายทศวรรษ
2
บทสรุป
เส้นทางของสี จิ้นผิง จากเด็กชายที่เติบโตในช่วงเวลาที่ยากลำบากของจีน สู่การเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดของประเทศ เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งและซับซ้อน การปกครองของเขาได้นำพาจีนไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับการควบคุมที่เข้มงวดและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
1
ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจระดับโลกที่ท้าทายสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร การตัดสินใจของเขาจะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ต่อประชาชน 1.4 พันล้านคนในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอนาคตของระเบียบโลกด้วย
ในขณะที่จีนเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประชากรที่สูงวัยขึ้น และแรงกดดันจากนานาชาติ สี จิ้นผิง จะต้องปรับตัวและหาสมดุลระหว่างการพัฒนาประเทศกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง
2
อนาคตของจีนและโลกจึงขึ้นอยู่กับว่าสี จิ้นผิง จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด จะเป็นการเปิดกว้างและปฏิรูปมากขึ้น หรือจะยังคงเส้นทางของการควบคุมที่เข้มงวดและการเผชิญหน้ากับตะวันตก คำตอบยังคงเป็นสิ่งที่โลกจับตามองอย่างใกล้ชิดในอีกหลายปีข้างหน้า
1
ท้ายที่สุดแล้ว มรดกของสี จิ้นผิง จะถูกตัดสินโดยประวัติศาสตร์ ว่าเขาจะเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำที่พาจีนสู่ยุคทองแห่งความรุ่งเรือง หรือเป็นผู้ปกครองเผด็จการที่กดขี่ประชาชนและสร้างความขัดแย้งกับนานาชาติ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจและนโยบายของเขาจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั้งในจีนและทั่วโลกไปอีกหลายทศวรรษ
3
References :
หนังสือ XI JINPING: THE GOVERNANCE OF CHINA โดย Xi Jinping
หนังสือ China’s Gilded Age: The Paradox of Economic Boom and Vast Corruption โดย Yuen Yuen Ang
หนังสือ The Third Revolution: Xi Jinping and the New Chinese State โดย Elizabeth C. Economy
2
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
1
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา