6 มี.ค. 2025 เวลา 13:29 • ประวัติศาสตร์

JNF และ"โยเซฟ ไวซ์"กับไอเดียกวาดล้างอาหรับในปาเลสไตน์

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ โยเซฟ ไวซ์ (Yosef Weitz) บุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการสร้างรัฐอิสราเอล ผ่านสารคดี The Blue Box (2021) กำกับโดย Michal Weits ผู้เป็นหลานสาว ในการสำรวจประวัติศาสตร์ของครอบครัวเธอเองจากบันทึกส่วนตัวของไวซ์ โดยเฉพาะแง่มุมทางศีลธรรมของการซื้อขายที่ดินและการโยกย้ายชาวอาหรับออกจากปาเลสไตน์
"โยเซฟ ไวซ์” เติบโตภายใต้อุดมการณ์และความใฝ่ฝันถึงการสร้างรัฐยิวเช่นเดียวกับไซออนนิสต์คนอื่นๆ ในปี 1908 เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาเดินทางออกจากสหภาพโซเวียตไปยังปาเลสไตน์โดยเรือผู้อพยพ และเริ่มต้นทำงานเป็นลูกจ้างในนิคมเกษตรกรรมชาวยิวในปาเลสไตน์ ต่อมาได้สมรสกับ Ruhama บุคคลที่ให้ที่พักอาศัยแก่เขาในขณะนั้น ทั้งคู่เริ่มสร้างครอบครัวด้วยกันในเขตเยรูซาเล็ม ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของปาเลสไตน์
Josef weitz (ซ้ายสุด) ในภาพถ่ายจากช่วงปีแรก ๆ ของเขาในปาเลสไตน์, via Blue Box: Untangling A Complex Past By Sheldon Kirshner, June 1, 2022.
การทำงานในนิคมเกษตรกรรมชาวยิว ทำให้ไวซ์เริ่มเข้าใจความสำคัญของที่ดินต่อการตั้งถิ่นฐาน เขาขยับฐานะจากลูกจ้างเกษตรกรไปทำงานกับกองทุนชาวยิวที่ชื่อ Jewish National Fund หรือ JNF องค์กรที่จัดตั้งโดยไซออนนิสต์ ทำหน้าที่จัดซื้อและพัฒนาที่ดินในปาเลสไตน์สำหรับสร้างนิคมชาวยิว กระทั่งในปี 1932 ไวซ์มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายจัดการที่ดิน ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญใน JNF
Yosef Weitz (กลางด้านขวา) ร่วมกับ ยิตซัค ราบิน (Yitzhak Rabin) และ ไฮม์ ลาสคอฟ (Haim Laskov) ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพอิสราเอล สำรวจพื้นที่ป่า ยาคีร์ (Yakir Forest) ซึ่งอยู่ในเขตเนเกฟ (Negev)
ย้อนกลับไปในปี 1901 เธโอดอร์ เฮะเซล ( Theodor Herzl ) นักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวยิว ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งลัทธิลัทธิไซออนนิสต์สมัยใหม่ วางแนวคิดว่าชาวยิวควรมีรัฐของตนเองด้วยการซื้อที่ดินหรือรัฐสักแห่งโดยปราศจากการพึ่งพารัฐบาล แนวคิดนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการทำงานของไวซ์และ JNF ซึ่งในเวลาต่อมา JNF ได้ตั้งกองทุนระดมเงินบริจาคจากชาวยิวในที่ต่างๆ ทั่วโลก ผ่านโครงการ "Blue Box" หรือกล่องรับบริจาคสีน้ำเงินขนาดเล็ก ที่ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาวยิว
เงินที่ได้ถูกส่งต่อมายังปาเลสไตน์เพื่อนำไปกว้านซื้อที่ดิน โดยที่ผู้ขายหรือเจ้าของที่ดินเหล่านั้นไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่กระจัดกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ เช่น กรุงเบรุต,ดามัสกัส, อเลปโป, อัมมาน, อเล็กซานเดรียและไคโร ในอียิปต์ แลนลอร์ดเหล่านี้ถือครองที่ดินในปาเลสไตน์ตั้งแต่ครั้งจักรวรรดิออตโตมัน และมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีจากผู้เช่าที่ดินชาวอาหรับในปาเลสไตน์
BLue Box กล่องรับรับบริจาคของกองทุน Jewish National Fund
ภายหลังการสูญเสียที่ดินและการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร ทำให้ชาวอาหรับเริ่มตระหนักถึงปัญหา พวกเขาเริ่มทำการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรง แม้อังกฤษและองค์การสหประชาชาติจะพยามยามไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ภายใต้ข้อตกลงแบ่งแยกการปกครองออกเป็น 2 รัฐ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวอาหรับปฏิเสธข้อเสนออย่างสิ้นเชิง ส่วนชาวยิวเริ่มตีเส้นแบ่งอาณาเขต ก่อตั้งนิคมชาวยิวขึ้นในทางตอนเหนือ พร้อมกับจำนวนผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่ปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในปี 1948 ชาวยิวประกาศตั้งรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับเป็นครั้งแรก ผลจากสงครามอิสราเอลเป็นฝ่ายได้รับชนะและยึดครองดินแดนเพิ่มเติมมากถึง 78 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ซึ่ง “โยเซฟ ไวซ์”มองว่านี่เป็นโอกาสที่จะทำให้รัฐอิสราเอลมั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยการโยกย้ายชาวอาหรับออกไปจากดินแดนที่ยึดครองมาได้ ไวซ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการโยกย้ายหรือ Transfer Committee ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย"การถ่ายโอนประชากร" หรือ Population Transfer ในเวลาต่อมา
"Among ourselves, we must be clear there’s no room for both people in this country.The only solution is a Land of Israel with no Arabs.Transfer them all."
(ในหมู่พวกเราต้องชัดเจนว่าไม่มีที่ว่างสำหรับสองประชากรในประเทศนี้ ทางออกเดียวคือดินแดนอิสราเอลที่ไม่มีชาวอาหรับ ย้ายพวกเขาทั้งหมด : จากบันทึกส่วนตัว Yosef Weitz, 1940.)
อิสราเอลทำการรื้อถอนทำลายหมู่บ้านชาวอาหรับกว่า 400 แห่ง, การออกกฎหมายปฏิเสธสิทธิผู้ลี้ภัยสงครามชาวอาหรับในการกลับบ้านเกิด จากนั้นออกกฎหมายยึดทรัพย์สินของชาวอาหรับให้เป็นของรัฐอิสราเอล เป็นผลให้ในปี 1949 มีชาวอาหรับถูกบังอพยพออกจากถิ่นฐานมากถึง 750,000 คน
ชาวอาหรับในปาเลสไตน์ขณะขนข้าวของขึ้นรถบรรทุก อพยพออกจากหมู่บ้าน Al-Falouja ตั้งอยู่ทางใต้ของปาเลสไตน์ (ปัจจุบันอยู่ในอิสราเอล) ภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในปี 1949, UN Archives
เพื่อป้องกันการเรียกร้องสิทธิกลับถิ่นฐานในภายหลัง ในเวลาต่อมา รัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของ “เดวิด เบน-กูเรียน” ได้ขายที่ดินที่ยึดครองมาได้ราว 1 ล้านดูนัม หรือ 250,000 เอเคอร์ ให้กับ JNF ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ต่อมาไวซ์ได้เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวอาหรับที่ถูกบังคับให้อพยพออกจากถิ่นฐานเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัย แต่รัฐบาลหลีกเลี่ยงปฏิบัติตามข้อเสนอ
อย่างไรก็ตาม จากสมุดบันทึกส่วนตัว ไวซ์ได้บอกเล่าความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในจิตใจบางขณะ แต่ความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยิวของเขาเข้มข้นมากกว่า แรงจูงใจของ “โยเซฟ ไวซ์” ไม่ต่างไปจากไซออนนิสต์อื่นๆ เขาตำหนิชาติยุโรปทั้งหมดสำหรับความทุกข์ทรมานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวยิว รวมเข้ากับการสูญเสียลูกชาย Yehiam Weitz จากเหตุการณ์ต่อต้านอังกฤษในปาเลสไตน์ เมื่อปี 1946 นั่นยิ่งทำให้ไวซ์มุ่งมั่นในการสร้างรัฐยิวมากขึ้น
Josef Weitz และ David Ben-Gurion นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล
ไวซ์ลาออกจาก JNF ในปี 1965 หลังสร้างรัฐยิวสำเร็จ แต่นโยบายและแนวคิดของเขายังคงเป็นที่ถกเถียง ฝ่ายหนึ่งยกย่องให้เขาเป็น Father of Settlement ในการช่วยสร้างรัฐยิว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกเขาว่า “Architect of Transfer" หรือผู้ออกแบบนโยบายที่นำไปสู่การกวาดล้างชาวอาหรับในปาเลสไตน์.
โฆษณา