Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Gita Art Awakening
•
ติดตาม
31 มี.ค. 2025 เวลา 12:17 • ข่าว
พุทธทำนาย 🪷
"พุทธทำนาย" ปรากฎในคัมภีร์ เอกนิบาตชาดก วรุณวรรค แสดงถึงเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นของโลก ในอนาคต ยุคที่มนุษย์เสื่อมศีลธรรม ไม่ละอาย หรือเกรงกลัวต่อบาป
3
ในสมัยสมเด็จพระชินศรี สัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ครั้งที่ ท้าวปเสนทิ มหาราช กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นโกศล ทรงพระสุบินนิมิต(ฝัน) จึงได้ปรึกษาพวกพราหมณ์ ราชครู ปุโรหิต (ที่ปรึกษา) แต่กลับไปเบียดเบียนราษฏร
พระนางมัลลิกาเทวี อัครมเหสี จึงได้แนะนำถึงวิธีล้างนิมิต(ฝัน)ร้ายวิธีใหม่ โดยไม่เดือนร้อนถึงราษฏร จึงกราบทูลแก่ราชาปเสนทิ ว่า "ทางแห่งกรรม ที่บุคคลจะได้รับ ก็เพราะกรรม เครื่องมือที่จักระงับกรรมนั้นได้ คือธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" จึงได้ชักชวนราชาปเสนทิ เดินทางเข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพทธเจ้า ที่ประทับอยู่พระมหาวิหารเชตวัน เพื่อถามถึงนิมิต(ความฝัน)ของพระองค์
สุบินนิมิต 16 ประการ ซึ่งราชาปเสนทิโกศล ทูลเล่าแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า มีดังนี้
1. พุทธทำนายนิมิตแรก
เห็นโคอุสุภราช(วัว) ร่างกายกำยำ ขนเขางาม สีหนังน้ำเงินคล้ำเกือบเป็นสีดำ เหมือนสีดอกอันชัญแก่ 4 ตัว วิ่งเตลิดมาหน้าพระลานพร้อมกัน เหมือนจะชนกัน มหาชนทั้งหลายเข้าใจว่า โคเหล่านั้นจะชนกัน ก็แตกตื่นออกมาดูสัตว์กีฬา แต่โคเหล่านั้นเพียงส่งเสียงร้องก้อง ขู่เข็ญ จะเอาชีวิตกันเท่านั้น แลัวกลับหันหลังให้กันเสีย
- สมเด็จพระบรมศาสดา ผู้เห็นแจ้งซึ่งโลก ทรงตรวจดูเหตุการณ์ด้วยพระญาณอันเป็นบริสุทธิ์แล้ว ก็มีพุทธฎีกาปลอบโยนราชาปเสนทิ ไม่ให้กลัวภัย ทรงพยากรณ์โดยนัยว่า
“ดูกร มหาบพิตรราชสมภาร ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จักมีในอนาคตกาล
ในกาลนั้นราชามหากษัตริย์ และผู้มีอำนาจปกครองคน มิได้ตั้งตนอยู่ในธรรม บำเพ็ญแต่อกุศลทุจริต สั่งสมแต่ความประพฤติผิด และยังเสวนากับคนผิด เห็นแก่อามิส(เงิน)และอำนาจเป็นเบื้องหน้าด้วยเล่า
เทพเจ้าจึงบันดาลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สรรพธัญญาหารจักเสื่อมโทรมไม่เป็นผล เกิดอดอยากกันขึ้นทั่วประเทศมณฑลในที่สุด
อนึ่ง ในเวลาที่ชาวบ้านนำข้าวเปลือกที่ได้ผลจากท้องนามาแต่น้อย ออกตากแผ่ไว้ในกลางแดด เมฆทั้งหลายก็แสร้งตั้งขึ้นทั้ง 4 ทิศ สำแดงอาการวิปริตเหมือนจะขับฝนให้ตก ทำให้ชาวบ้านรีบเก็บข้าวเปลือกเอาไว้ภายใน ด้วยเกรงอันตรายจากน้ำฝน แต่ฝนนั้นก็มิได้ตกลงมา เป็นแต่มีเสียงฟ้าลั่นครืนครั่นอยู่เช่นนั้น แล้วจากนั้นเมฆดำทั้ง 4 ทิศก็หายไป
ความวิปริตผิดลักษณะของดินฟ้าอากาศอย่างนี้ เปรียบเหมือนโคดำทั้งสี่ ทำอาการเหมือนจะทะยานเข้าประหารกัน แล้วกลับถอยหนีไปเสียในที่สุดดังนี้"
- ดูกรมหาบพิตร ผลแห่งสุบินนิมิตนี้จักมีในรัชกาลของมหาบพิตรก็หาไม่ แต่จักมีในสมัยที่ผู้มีอำนาจเหนือคน ปราศจากยางอาย ใช้อำนาจและความพยายามของตนเป็นเครื่องมือปกครองคน เพื่อความสุขสวัสดีของตนเป็นที่ตั้ง
2. พุทธทำนายนิมิตที่สอง
เห็นต้นชะบาหมู่ใหญ่หลายสิบต้น เอามาจากป่าปลูกไว้ได้เพียง 3 วัน และต้นอัญชัน ชงโค โยธกา จำปา และอื่นๆ อีก ตากปกติต้นไม้เหล่านี้จะมีดอกออกใบอ่อน ก็ต่อเมื่องลำต้นโตใหญ่ ล่วงเวลาประมาณ 3-5 ปีเป็นธรรมดา แต่เหตุไฉน ต้นไม้ดอกเหล่านั้น เพียงเป็นกอเล็กๆ จึงผลิดอกออกผลในขณะที่ยังเล็กอยู่
- สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระกรุณาใหญ่ ทรงพิจารณาความฝันแห่งราชาปเสนทิที่กราบทูลเล่าถวาย จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสทำนายว่า
“ดูกรมหาบพิตร วิบากผลแห่งสุบินนิมิตครั้งสองของพระองค์ เห็นทีจักเกิดมีเป็นผลในอนาคตกาล เมื่อโลกเสื่อมทรามลง
ในสมัยเมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุน้อยถดลงไป เบื้องหน้านั้น มนุษย์ทั้งหลายจักมีตัณหาราคะกล้า มีจิตทรามดำฤษณาหยาบคายเลวร้ายยิ่งนัก
นางกุมารีที่มีวัยรุ่น ยังไม่สมบูรณ์ด้วยร่างกายและวัย ก็จักมีจริตคิดเสพย์กามมุ่งหน้าทำลายธรรมตามประเวณี แทนที่ฝ่ายชายจักเป็นผู้มา นางกุมารีเหล่านั้นกลับหนีบิดามารดาออกไปเที่ยวคบหาด้วยกามราคะกับบุรุษอื่น เห็นเป็นเครื่องเริงรื่น หมดยางอาย ต่อนั้นนางก็จักมีครรภ์ และมีบุตรธิดาเป็นที่น่าอัปยัศนัก"
ดูกรมหาบพิตร แท้จริงชายหญิงจักร่วมรสสมัครสังวาสกันตามประเพณี ย่อมมีกำหนดตามวัยและความเจริญของร่างกาย อันควรจะเป็นแม่เหย้าเฝ้าเคหสถานได้ แต่ความเสื่อมทรามของจิต ผิดจากธรรมะ โลกภายหน้านึงจักประสบผลวิบากใหญ่เห็นปานนั้น
- สุบินนิมิตของมหาบพิตร มิได้แสดงความเป็นมงคลในศาสนาหน้าของตถาคตนี้เลย
3. พุทธทำนายนิมิตที่สาม
เห็นแม่โคนมทั้งหลายกำลังนอนดูดดื่มนมจากลูกของตัว
- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังความตามสุบินของราชา จึงมีพทธฎีกาตรัสพยากรณ์ว่า
“ดูกรมหาบพิตร วิบากผลแห่งสุบินนิมิตครั้งนี้ จักบังเกิดมีในอนาคตกาล
ในสมัยนั้นเชฏฐาปัจจายิกกรรม การกระทำความเคารพ นบนอบ ต่อผู้ใหญ่ของผู้เยาว์วัยทั้งหลายจักเสื่อมสิ้นไป เด็กทั้งหลายจักไม่เคารพต่อผู้ใหญ่ มีมารดา บิดา พ่อตา และแม่ยาย เป็นต้น
ครูบาอาจารย์ ผู้ควรแก่การเคารพกราบไหว้ของศิษย์ทั้งหลายเหล่า เจ้าศิษย์เหล่านั้นก็มิได้มีความเคารพยำเกรงต่ออาจารย์ของตน
คนทั้งหลายเมื่อปรารถนาจักให้อาหาร และเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้เฒ่าผู้แก่อย่างไร ก็จำใจให้ตามความพอใจของตน บางคนก็เหวี่ยงโยนให้ เมื่อไม่มีความปรารถนาจักให้ ก็จักหนีหายไปกาลนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ ครูบาอาจารย์ จักเป็นคนอนาถาหาที่พึ่งมิได้ จะต้องประจบประแจงทารถเพื่อขออยู่ขอกิน ไปตามยถากรรม"
- ดูกรมหาบพิตร สุบินนิมิตที่ทรงเห็นเป็นอัศจรรย์ครั้งนี้ จักเกิดมีขึ้นเป็นผลในยามที่หมู่ชนเสื่อมทรามลงจากธรรมของคนทั้งหลายเล่า ก็มุ่งเอาแต่ประโยชน์ของตน เพื่อหวังสักการะเป็นผลในเบื้องหน้าเท่านั้น หาได้มุ่งหมายประพฤติธรรมตามสมควรแก่ธรรมไม่
4. พุทธทำนายนิมิตที่สี่
เห็นชาวนา กับภรรยา และลูกชายหญิง อีก 2 คน ดูจะเป็นผู้ร่ำรวย เพราะเห็นเป็นเจ้าของโคแก่หนุ่มที่มีกำลัง และหากำลังมิได้อยู่หลายตัว แต่การเทียมโคไถนาของชาวนาผู้นั้น เป็นวิธีผิดแปลก
ชาวนาไม่ยอมเทียมโคใหญ่ที่บริบูรณ์ด้วยกำลัง กลับจับโคหนุ่มที่แรกรุ่นผ่ายผอม หากำลังมิได้เข้าเทียมไถ ให้ลากเกวียนไป แต่เจ้าโคหนุ่มเหล่านั้นก็หาสามารถลากไถ นำแอกและเกวียนไปได้ไม่ แล้วกลับสลัดแอกไถทิ้งเสียยืนอยู่กับที่ แต่แม้ว่าผลจะเกิดขึ้นแล้วก็ดี ชาวนาผู้โง่เขลาก็หาเอาใจใส่ จะช่วงใช้โคใหญ่ตัวที่มีกำลังไม่
- ครั้นราชาปเสนทิโกศล กราบทูลความฝันครั้งที่สี่สิ้นสุดลง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ จึงมีพุทธทำนายว่า
“บพิตรมหาราช วิบากผลแห่งสุบินนี้ จักมีขึ้นในอนาคตกาล
เมื่อผู้เป็นหัวหน้าคนมิได้ประพฤติธรรม หาความสุจริตไม่ได้ และมีปัญญาขลาด ไม่คบอมาตย์ผู้ใหญ่และข้าราชบริพาร ผู้มีความฉลาดรอบรู้ในราชประเพณีไว้ในตำแหน่งที่วินิจฉัยคดีในโรงศาล
กลับโฉดเฉามัวเมาเป็นอุปทานแต่งตั้งอมาตย์หนุ่มผู้เป็นพาล ไม่รู้จักธรรมและประเพณีไว้ในตำแหน่งวินิจฉัยคดีต่างๆ อมาตย์หนุ่มเหล่านี้เมื่อไม่รู้งานที่ควรทำและไม่ควรทำ ก็กลับมีใจคะนองกำเริบ ไม่สามารถทำกิจการตลอดไปได้ แล้วพากันละทิ้งกิจการนั้นเสีย
ฝ่ายอมาตย์ผู้ใหญ่ผู้มีปัญญา ครั้นเห็นว่าหัวหน้าเป็นคนหลงผิด แม้ตนเองจะเป็นผู้รอบรู้ราชกิจผิดถูกพอจะปฏิบัติได้ แต่ก็พากันเอือมระอาใจ เห็นว่าราชกิจที่ติดขัดเหล่านี้มิใช่หน้าที่ของเรา เราจึงกลายเป็นคนภายนอก เป็นคนชรา พวกหนุ่มๆ ที่อยู่ภายในรู้ดีกว่าและสามารถกว่าเรา เราควรหลีกไปเสียตามทางของเราเถิด
เมื่ออมาตย์ผู้สุจริตตกลงกันดังนี้แล้ว ก็จักไม่มีใครรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ยังความเสื่อมทรามให้เป็นผลด้วยประการฉะนี้"
การที่หัวหน้าผู้ปกครองบ้านเมือง เห็นแก่สุขและอามิศที่อมาตย์หนุ่มผู้หาความสามารถมิได้ ทำมาประจบเสนอให้ ขับไล่ผู้มีความรู้ความสามารถออกไปดังนี้ ย่อมมีอุปมาอุปมัยเหมือนดังชาวนาผู้โง่เขลาไม่ยอมใช้โคใหญ่ผู้มีกำลังเข้ามาเทียมไถ
- ดูกรมหาบพิตร กาลนั้นแล เป็นสมัยที่มนุษย์ผู้เป็นหัวหน้าปกครองคน มิได้ประพฤติตนให้ตั้งอยู่ในประเพณี ผลร้ายแห่งสุบินนิมิตนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ในอนาคตกาล
5. พุทธทำนายนิมิตที่ห้า
เห็นม้าผู้เมีย 2 ตัว อันเจ้าของผูกไว้ในคอก มีกำลังพ่วงพีแข็งแรง ผิดกับโคผอมที่ผ่านพบมา ม้าทั้งสองตัวนั้น มันมีปากตัวละ 2 ปาก อ้ากว้างกำลังขบเคี้ยวกินฟ่อนข้าวกล้าที่ชาวนาเกี่ยวมาใหม่ๆ มีเจ้าของยืนคุมอยู่ 2 คน ต้องคอยเอาฟ่อนข้าวป้อนให้มัน ป้อนเข้าไปเท่าไหร่ หมดเท่านั้น ไม่รู้เพียงพอ
- สมเด็จพระบรมศาสดา สดับฟังมีดังนิมิตอันมหัสจรรย์ของราชาด้วยความสนเท่ห์พระทัย ประทับนิ่งตามพุทธวิสัยอยู่ครู่หนึ่งแล้ว จึงมีพุทธฏีกาทำนายว่า
“ดูกรมหาบพิตร วิบากผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จักเกิดมีขึ้นในอนาคตกาล
ก็ภายหน้าในกาลนั้น หัวหน้าคนทั้งหลายมิได้ตั้งอยู่ในสุจริตยุติธรรม แต่งตั้งคนพาลไว้ให้วินิจฉัย คดีความในโรงศาล คนเหล่านั้นไม่เอื้อเฟื้อต่อบาปบุญคุณโทษ คดีใดเห็นเป็นประโยชน์แก่ตน ก็ร่วมกินสินบนเอากับจำเลยและโจทย์ทั้ง 2 ข้าง
เมื่อออกนั่งบังลังก์ในโรงศาลจักเรียกสินทรัพย์จากคู่ความ ใครให้ประโยชน์แก่ตนมาก ผู้นั้นก็ชนะคดี"
อันกิริยาของผู้พิพากษาตุลาการ มาตัดสินคดีกินสินบนจากคู่ความทั้ง 2 ข้างดังนี้ เปรียบดุลดังพาชีมี 2 ปาก ขบเคี้ยวกินฟ่อนข้าวกล้าที่เจ้าของคอยป้อนให้ด้วยปากทั้ง 2 ป้อนเข้าไปเท่าไร ม้า 2 ปากเคี้ยวกินหมดเท่านั้น ไม่รู้จักเพียงพอแก่ท้องของตน มหาบพิตรจึงควรกำหนดวิบากผลแห่งสุบินนิมิตนั้นตั้งแต่ต้นมา ด้วยประการฉะนี้
6. พุทธทำนายนิมิตที่หก
เห็นนายช่างทองคนหนึ่ง หยิบถาดทองคำราคาเป็นหลายร้อยกหาปณะ(มาตราเงินโบราณ) ออกมาขัดสี เมื่อขัดเป็นเงางามดีแล้ว ช่างทองกับภรรยาก็ช่วยกันถือถาดทองคนละข้างนำออกไปหน้าบ้าน พบสุนัขของตัวจะถ่ายปัสสาวะ ช่างทองกับภรรยา ก็ถือถาดทองรองรับปัสสาวะ เมื่อรองจากตัวหนึ่งแล้ว ก็ถือถาดทองร่องไปรองปัสสาวะของสุนัขตัวอื่นๆอีก
- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระกรุณาใหญ่ เมื่อทรงเจริญฌาน ตรวจดูความฝันของราชาแล้วจึงมีพุทธฎีกาทำนาย
“ดูกรมหาบพิตร วิบากผลแห่งสุบินนิมิตนี้จักปรากฎเห็นเป็นวิบัติในอนาคตกาลเบื้องหน้า แห่งสมัยนั้น
หัวหน้าคนเป็นอธรรม ไม่ยอมให้ยศบรรดาศักดิ์ และตำแหน่งแก่บุคคลผู้มีปัญญาสมบูรณ์ด้วยชาติตระกูล กลับแต่งตั้งเอาคนพาลสันดาลต่ำหาปัญญามิได้เข้ามาไว้ใช้ในตำแหน่งที่สำคัญ
ในกาลนั้นผู้มีปัญญาจักกลายเป็นคนยากจนเข็ญใจ หายศตำแหน่งและอาหารไม่ได้
ผู้มีปัญญา สมบูรณ์ด้วยชาติตระกูลต้องยากจนเข็ญใจไปเช่นนี้แล้ว ก็จักยกธิดาของตนให้แก่คนพาล และหาตระกูลไม่ได้นั้นๆ เพื่อเอาใจเขาให้ช่วงเหลือเจอจานในงานอาชีพให้แก่ตน ต่อไป
ธิดาของผู้ดีกับคนพาลผู้เป็นไพร่ย่อมจะสมัครสังวาสกัน แม้ด้วยการไม่คู่ควรกัน อุปมาดังถาดทองเป็นที่รองรับปัสสาวะของสุนัข ก็มีด้วยประการฉะนี้"
7. พุทธทำนายนิมิตที่เจ็ด
เห็นพวกผู้ชายนั่งอยู่บนตั่งคนละตัว สูงจากพื้นประมาณ 3 ศอก ทั้งสองคนกำยำแข็งแรง เอาหนังทรายมาฟั่นเป็นเชือกเกลียว ดูก็เพลิดเพลินอยู่ แต่มองไปเห็นที่ใต้ตั่งของพรานคนหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกนอนอ้าปากอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อปลายเชือกหนังหย่อนลงมา สุนัขตัวนั้นก็คอยกัดกิน ปลายเชือกหนังที่พรานคนนั้นฟั่นปล่อยลงมาเรื่อยๆ พรานยิ่งฟั่นเชือกยาวเท่าไหร่ สุนัขใต้ตั่งก็กัดกินเชือกหดสั้นไปทุกที ผู้ฟั่นเชือกจะรู้เหตุการณ์อันนี้ก็หาไม่
- สมเด็จพระบรมศาสดา ประทับโดยดุษณีตามควรแก่พุทธวิสัยครู่หนึ่งแล้ว จึงมีพุทธฎีกาทำนายสุบินครั้งที่ 7 ไว้ดังนี้
“ดูกรมหาบพิตร วิบากผลครั้งนี้ จักบังเกิดมีในอนาคตกาล ความไม่ดำรงอยู่แห่งพระธรรม จักบันดาลให้เป็นไป
สตรีทั้งหลาย จักเป็นหญิงโลเลเหลาะแหละในบุรุษ จักลุ่มหลงในการเสพย์สุราและกามคุณ มีเงินทองที่สามีหรือพ่อแม่หามาให้ได้เท่าใด ก็ยักยอกเอาไปจับจ่ายซื้อเครื่องประดับตกแต่งตน
จักพากันศึกษาในการทำเสน่ห์ยาแฝดและเวทมนต์ จักเป็นหญิงซุกซนหาศีลติดตัวมิได้ สตรีเหล่านั้น เมื่อประดับตกแต่งแล้ว ก็จักละกิจการบ้านเรือนของตนเสีย ออกไปดื่มสุราเสวนากับชายชู้ จักหาอาหารไว้แต่พอสามีตน ส่วนเหลืออยู่จักนำเอาไปเสนอบำเรอชายชู้จนหมดสิ้น"
8. พุทธทำนายนิมิตที่แปด
เห็นกระออมสานด้วยไม้ไผ่ขนาดใหญ่ใบหนึ่ง เต็มด้วยน้ำตั้งอยู่ตรงทางแยก ไม่ทราบว่าเป็นกระออมของใคร รอบกระออมใหญ่นั้น มีตุ่มดินใหญ่ 4 ตุ่มวางอยู่ 4 ทิศ ครู่หนึ่งมีบุรุษ 4 คน เทินหม้อน้ำเหนือศีรษะเดินมาจาก 4 ทาง พอมาถึงก็เทน้ำในหม้อลงกระออมที่มีน้ำเต็มอยู่แล้วให้เต็มล้นไปอย่างเดียว น้ำนั้นจึงล้นไหลไปไม่ขาดสาย ก็ยิ่งช่วยกันตักน้ำมาใส่ หาได้มีใครเหลียวแลดูตุ่มดิน ที่ปราศจากน้ำนั้น สักคนเดียวไม่
- สมเด็จพระบรมศาสดา ผู้ยิ่งด้วยพระมหากรุณา ประทับนั่งตรวจดูเหตุการณ์ตามวิสัยแห่งฌานแล้ว จึงมีพุทธฎีกาตรัสทำนาย
“ดูกรมหาบพิตร ในอนาคตกาลอีกไม่นานนัก โลกจักเสื่อมทรามลงด้วยประการทั้งปวง
นครหลวงทั้งหลายอันเป็นที่น่าชื่นชมนั้นมิได้มี เพราะว่าบรรดาราชามหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศจักเป็นทุคตะกำพร้าเข็ญใจ ไม่มีทรัพย์จับจ่ายในพระคลังหลวง ประมุขเหล่านั้น จักบังคับเอากะเกณฑ์เอาจากราษฎรให้ส่งข้าวส่งน้ำ ส่งดอกไม้ ผลไม้ กล้วยอ้อย และข้าวปลาอาหารไปใส่ในยุ้งฉางของตน
ราษฎรทั้งหลายผู้ยากจนอยู่แล้วก็กลับยากจนลง ไม่มีเวลาจะหาข้าวปลาอาหารใส่ในยุ้งฉางที่บ้านเรือนของตนที่ว่างเปล่าได้ ความหิวโหยจักตกเป็นมหาภัยแก่ราษฏร เพราะหัวหน้าเห็นแก่ลาภสักการะของตนเองผ่ายเดียวเป็นกำหนด"
ก็อันการที่มนุษย์ทั้งหลาย ต้องมาละการงานของตนเสีย แล้วถูกบังคับไปกระทำกิจการให้เป็นผลแก่มหากษัตริย์หรือประมุขของตน ก็มีอุปมัยเสมือนบุรุษ 4 คน มาจาก 4 ทิศ มิได้เอาใจใส่ต่อตุ่มเปล่า เฝ้าแต่ตักน้ำลงใส่ในกระออมที่เต็มด้วยน้ำให้น้ำไหลล้นอยู่
9. พุทธทำนายนิมิตครั้งที่เก้า
เห็นสระมีท่าน้ำสำหรับขึ้นลงอาบกินโดยรอบ มองเห็นรอยเท้าคนและสัตว์ขึ้นลงกันอยู่ใหม่ๆ เมื่อมองลงไปตรงกลางสร้างอันมีน้ำลึก ได้เห็นตรงบริเวณนั้น ซึ่งควรจะมีน้ำใสสะอาด เพราะคนและสัตว์ไปรบกวนไม่ถึง กลับขุ่นข้นด้วยโคลนตม โสมมเป็นที่สุด ส่วนตรงท่าอันเป็นที่ขึ้นลงของสัตว์ทวิบาท(2 เท้า) จตุบาท(4 เท้า) กลับเป็นน้ำใสสะอาดปราศจากราคี เป็นที่น่าประหลาดนัก
- สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงกำหนดสุบินของราชาแห่งสาวัตถุแล้ว จึงมีพุทธฎีกาตรัสทำนายว่า
"ในอนาคตกาล หัวหน้าของอาณาประชาราษฎร จักเป็นผู้หลงโลภในโภคทรัพย์ พอใจแต่สินบน ขึ้นชื่อว่าขันติ และเมตตากรุณา ไม่มีอยู่ในบุคคลผู้เป็นหัวหน้า
หัวหน้านั้นๆ จักมีใจหยาบช้ากล้าแข็ง ปีบคั้นเอาแก่ราษฎร ดุจบุคคลที่บีบน้ำอ้อยด้วยเครื่องยนต์สำหรับหีบอ้อย ราษฎรทั้งหลายเมื่อถูกบีบคั้นเข้า ก็จักพากันหนีออกจากรัฐสีมาอาณาเขต ไปอยู่ในนานาประเทศบ้าง ไปอยู่เสียตามปัจจันตชนบทบ้าง(ปลายเขตแดน/ชนบท/ชายแดน) คราวนั้นราชธานีก็จักว่างเปล่า ไม่มีคนอาศัย ฝ่ายปัจจันตชนบทนั้นไซร้ จักเป็นถิ่นมีราษฎรอาศัยอยู่แน่นหนา"
ดูกรมหาบพิตร อันการที่ราษฏรทั้งหลายพากันละทิ้งราชธานี หนีไปอยุ่ในปัจจันตชนบทนั้นมีอุปมาฉันใด ก็มีอุปมัยดังน้ำในท่ามกลางสระโบกขรณีอันขุ่นข้น และน้ำตรงริมฝั่งกลับผ่องใสสะอาด สมตามนิมิตที่มหาบพิตรได้เห็นมานั้นแล
10. พุทธทำนายนิมิตครั้งที่สิบ
เห็นข้าวสุกที่พ่อครัวหุงในหม้อเดียวกันนั้น มิได้สุดทั้งหมด สั่งให้เขาคดออกมาพิจารณาดู เห็นเป็น 3 อย่าง อย่างหนึ่งดิบ อย่างหนึ่งเปียก และอย่างหนึ่งดิบๆ สุกๆ พอเป็นท้องเลน มัลลิกาเองมองก็แสดงความประหลาดใจ บอกว่าไม่ทราบเหตุผลของพ่อครัวเลย พ่อครัวเองเล่ามันก็ไม่รู้ มันบอกว่า แต่ก่อนมาไม่เคยมี เวลาหุง น้ำดี ไฟดี มีวิธีหุงถูกต้องเหมือนวันก่อน เหตุใดวันนี้จึงเป็นเช่นนี้ ไม่มีใครจะตอบได้
- สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระมหากรุณาเป็นสมาบัติ จึงมีพระดำรัสทำนายว่า
"ดูกรมหาบพิตร สมัยเมื่อมนุษย์ปราศจากศีล หัวหน้าไม่มีธรรม ผู้ใต้บัญชา สมณะพราหมณาจารย์ และเทพยดาทุกราศี ก็จะพากันปราศจากธรรมไปหมดสิ้น
ในสมัยนั้นลมจักไม่พัดสม่ำเสมอบางครั้งจักพัดแรงกล้า พัดพาเอาวิมานของเทพยดาในอากาศให้สะท้านหวั่นไหว ครั้นเทพยดาต้องพากันหวั่นไหวดังนี้แล้ว ก็จักแสร้งมิให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แม้ฝนตักตกลงแล้วอาจไปตกนอกหมู่บ้าน นอกภูผาป่าไม้ออกไป บางขณะฝนตกลงทางทิศใต้ แต่ขณะเดียวกัน หาตกลงในทิศเหนือ และทิศอื่นๆ ไม่
เมื่อลมฟ้าอากาศเป็นเห็นปานนี้ ข้าวกล้าและสาลีในท้องนาจึงได้ผลสมบูรณ์ไม่ พร้อมกัน ข้าวกล้าที่มนุษย์ปลูกหว่านไว้ด้วยดี แต่ส่วนหนึ่งอาจงอกงามดี อีกส่วนหนึ่งอาจหารวงมิได้ดังนี้ก็มี"
การที่ข้าวกล้าในแผ่นดินเป็นไป 2-3 อย่าง ดังนี้ย่อมเปรียบเหมือนข้าวสุกที่พ่อครัวหุงไว้ในหม้อเดียวกัน มีลักษณะแปลกออกจากันไป 3 ประการ คือสุกบ้าง ดิบบ้าง ดิบๆสุกๆ บ้าง ดังมหาบพิตรได้มานิมิตเห็นด้วยประการฉะนั้น
11. พุทธทำนายนิมิตครั้งที่สิบเอ็ด
เห็นพ่อค้าโคนม 2-3 คน เทินหม้อนมเปรี้ยวไว้บนศีรษะคนละหม้อ ตรงเข้ามาหาพ่อค้าไม้จันทน์ วางหม้อนมแล้วเอ่ยปากว่า พวกข้าพเจ้าขอเอานมเปรี้ยว 1 หม้อ มาแลกกับแก่นจันทน์หอม 1 ท่อน ของท่าน รวมนม 3 หม้อเป็นท่อนแก่นจันทน์ 3 ท่อนของท่าน พ่อค้าไม้จันทน์นั้นตอบตกลงแล้วแปลี่ยนกัน พ่อค้าไม้จันทน์ทั้งหลายยอมเอา แก่นจันทน์ อันมีราคาประมาณแสนตำลึง ออกแลกกับนมโคเปรี้ยว ซึ่งราคาเพียงไม่กี่กหาปณะ
- สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงฟังคำทูลของราชาแล้ว ตรัสพยากรณ์ไว้ดังนี้
"ดูกรมหาบพิตร ต่อไปภายหน้า จักมีภิกษุอลัชชี ไม่มีความละอายต่อบาปเกิดขึ้นเป็นอันมาก
ภิกษุอลัชชีเหล่านั้น (ผู้ไม่มีความละอาย, ผู้หน้าด้าน, ภิกษุผู้มักประพฤติละเมิดพุทธบัญญัติ) เห็นแก่ลาภอันควรได้มีราคาเล็กน้อยแล้วนำเอาธรรมของตถาคตซึ่งมีค่ามากไปแสดงให้ชนทั้งหลายฟัง สั่งสอนให้เขาละความโลภตระหนี่เสีย แล้วให้สละทรัพย์มีจีวรและอาหารเป็นต้นให้แก่ตน แต่ส่วนตนนั้นเล่า จะละเสียจากความโลภด้วยตนเองก็หาไม่
และจักมีภิกษุอลัชชีทั้งหลายเหล่าอื่นอีก จักพากันไปนั่งแสดงธรรมตามท้องถนน ตามหนทางสี่แพร่งและที่ประตูเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนกับเครื่องยังชีพของตน แม้เพียงรูปียกหาปณะหนึ่งเท่านั้น หาได้มีความละอายต่อบาปไม่ ดังนี้"
ดูกรมหาบพิตร ก็อันการที่อลัชชีภิกษุทั้งหลาย นำเอาพระธรรมของตถาคตซึ่งมีค่ามาก ไปแสดง หรือแลกเปลี่ยนกับจตุปัจจัย ซึ่งมีค่าน้อย ในอนาคตกาลฉันใด ข้อนี้มีอุปมัยเหมือนพ่อค้าไม้จันทน์หอม ไม่รู้จักค่าของไม้จันทน์อันมีราคาแสนหนึ่ง ยอมแลกกับนมโคเปรี้ยวเพียงหม้อหนึ่ง ดังปรากฏในสุบินนิมิตของมหาบพิตรนั้นแล
12. พุทธทำนายนิมิตครั้งที่สิบสอง
เห็นวัตถุอะไรอย่างหนึ่ง เป็นก้อนกลมลอยมาตามกระแสน้ำ คนทั้งหลายพากันเอาใจใส่ ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าวัตถุนั้นเป็นอะไร แต่ได้ยินเสียงตะโกนกันว่า "น้ำเต้า-น้ำเต้า"
วัตถุนั้นลอยเข้ามาใกล้ ข้าพระองค์ได้เห็นเป็นน้ำเต้าจริงๆ แต่เป็นน้ำเต้าแห้ง และในทันใดที่น้ำเต้าลอยมาตรงหน้าข้าพระองค์ ก็ควรที่จะลอยอยุ่ น้ำเต้านั้นกลับจมลงใต้น้ำ ไม่โผล่ขึ้นในที่ใดอีก ก็ควรหรือพระพุทธเจ้าข้า ที่น้ำเต้าอันควรลอยน้ำกลับจมลงภายใต้น้ำ
- สมเด็จพระบรมศาสดา มีพุทธฎีกาตรัสทำนายดังนี้
"ดูกรมหาบพิตร ในอนาคตกาล ถึงสมัยที่คนทั้งหลายมิได้ตั้งอยู่ในธรรม หัวหน้าคนเป็นผู้ปราศจากศีล
คนชั่วจักได้รับความดี ถ้อยคำของคนหยาบ ถ้อยคำอันเพ้อเจ้อสามหาว จักกลับเป็นถ้วยคำมีคนเชื่อฟัง ถ้อยคำของภิกษุผู้เป็นอลัชชี (ผู้ไม่มีความละอาย, ผู้หน้าด้าน) จักมีค่าควรฟังแก่คนทั้งหลาย
ส่วนถ้อยคำของผู้มีสัจจะ ถ้อยคำของภิกษุผู้มีธรรมะ จักไม่เป็นที่พอใจของคนทั้งปวง
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ย่อมมีอุปมัยเหมือนหนึ่งน้ำเต้าอันควรจะลอยน้ำ แต่กลับจมลองอยู่ภายใต้น้ำ ตามนิมิตที่มหาบพิตเห็นมาด้วยประการฉะนี้"
13. พุทธทำนายนิมิตที่สิบสาม
เห็นศิลาแท่ง ขนาดใหญ่หลายแท่งด้วยกัน มีประมาณเท่าเรือนยอด ลอยลิ่วมาตามน้ำไหล(แม่น้ำคงคา ขณะน้ำไหลเชี่ยว) มีครุวนา(เหมือน)ดังเรือสำเภาขนาดใหญ่ลอยอยู่บนพื้นน้ำฉะนั้น ข้าพระองค์กับสหายต่างแสดงความประหลาดใจแก่กัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถให้ความกระจ่างแก่กันได้
- สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงมีพระดำรัสโดยพุทธอัธยาศัย ทำนายสุบินนิมิตครั้งนี้ไว้ว่า
"ในอนาคตกาล ถ้อยคำของผู้มีศีล จะเป็นพราหมณ์ ภิกษุ ภิกษุณี และผู้ครองเรือนก็ตาม จริงอยู่เป็นถ้อยคำมีค่าเหมือนศิลาแท่ง แต่ถ้อยคำนั้นๆ จักไม่หยั่งลงมั่นคงอยูได้ จักเป็นที่ดูถูกของคนไม่มีศีล และผู้ปราศจากธรรมทั้งหลาย คนเหล่านั้นจักหมิ่นถ้อยคำของท่านกล่าวไปก็ไม่เป็นประโยชน์อันใด
แต่มหาบพิตร ด้วยคำของภิกษุผู้ปราศจากศีล วาจาของคนพาล จักกลายเป็นของน่ารัก ไพเราะหู เป็นที่เชิดชูของคนทั้งปวง
ก็อันว่าถ้อยคำของผู้มีศีล มีน้ำหนักเหมือนแท่งศิลา แต่ไม่สามารถจะหยั่งตั้งอยู่ในส่วนลึกได้นั้น จึงมีอุปมาปมัยเหมือนศิลาแท่งใหญ่ ซึ่งควรจะตั้งหลักอยุ่กับพื้นธรณีได้กลับมีน้ำหนักเบา เหมือนน้ำเต้าลอยมาตามทางน้ำไหลดังปรากฏในนิมิตซึ่งมหาบพิตรเห็นมานั้นแล"
14. พุทธทำนายนิมิตครั้งที่สิบสี
เห็นนางเขียดน้ำยตัวหนึ่ง เล็กเท่าดอกมะทรางขนาดเล็ก นางเขียดกระโดดออกมาจากระชุ (ภาชนะสานสําหรับใส่ของ) ก็กระโดดตรงต่อไปยังงูร้าย ไล่ตามอสรพิษใหญ่โดยรวดเร็ว ฝ่ายงูหันไปพบเขียด แทนที่จะเข้ารัดกัดเอา กลับชะงักงันอยู่ ผิดสัญชาติของงูตามโบราณวิสัย
ฝ่ายนางเขียด เห็นงูหยุดอยู่ ได้ท่าก็กระโดยเข้าถึงตัวงู เกาะมั่นที่ต้นคอ แล้วกัดงูเอาตรงคอต่อ กัดแล้วขย่ำเล่า เหมือนจะโกรธแค้นหนักหนามาแต่ก่อน เมื่องูมีกำลังอ่อนมิได้ต่อสู้กลับขย้ำหนัก กัดแล้วก็กลืนเนื้องูกินจนร่างของงูขาดออกเป็น 2 ท่อน ช่างง่ายดายเหมือนกับกัดก้านอุบล(บัว)กินฉะนั้น
- สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงแสดงดุษณีภาพ พิจารณาสุบินนิมิตโดยอัธยาศัย แล้วทรงมีพุทธฎีกาตรัสทำนายไว้ดังนี้
“ดูกรมหาบพิตร ในอนาคตกาลภายหน้าอันไม่ไกล
มนุษย์ทั้งหลายจักเป็นผู้มีตัณหาราคะกล้า ชอบ ประพฤติตัวตามอำนาจแห่งตัณหานั้นๆ ฝ่ายบุรุษจักลุ่มหลงตกไปอยู่ในอำนาจของภรรยาสาว ทำมาหาได้เท่าใด จักเป็นเงินทองก็ดี ทรัพย์สมบัติอย่างอื่น มีโค กระบือ ไร่นา และทาศชายหญิงก็ดี สมบัติทั้งปวงเหล่านี้พร้อมกับตนเอง จักตกอยู่ในอำนาจเป็นสิทธิ์ขาดของภรรยาสาวทั้งสิ้น
กาลครั้งหนึ่ง ครั้งเมื่อบุรุษผู้เป็นสามี ถามถึงเงินทองสิ่งของก็ดี ถามถึงที่เก็บเงินทองของใช้และสมบัติต่างๆ ในครอบครองก็ดี ภรรยาสาวผู้นั้น จักแสดงอาการอันเป็นวิกลมีมารยาของสตรีและความเย่อหยิ่งจองหองเป็นต้นด้วยคำว่า ท่านมีสิทธิอันใด ท่านมาถามถึงจำนวนสิ่งของ และที่เก็บเงินทองเหล่านั้นด้วยเหตุใด สิ่งของและเงินทองทั้งหลายที่ท่านหามาได้ ก็เพื่อจักบำเรอข้าพเจ้าใช่หรือไม่ แม้ว่ามันจะมีอยู่ เก็บไว้อยุ่ในที่ใดก็ดีก็หาใช่ท่านจักมีธุระ มารับรู้ และมีหน้าที่ปกครองอย่างใดไม่
หญิงนั้นพูดเท่านั้นแล้วยังไม่พอ กลับประพฤติหยาบช้าด่าทอสามีของตนด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่างๆ สามีแม้เป็นผู้มีกำลังจักต่อสู้ด้วยกำลังตนก็หามิได้ ฝ่ายภรรยาเมื่อได้ใจ ก็คว้าอาวุธมีมีดและไม้เป็นต้น
นางจักด่าว่าและทำร้ายสามีของตนบังคับสามีให้ตกอยู่ใต้อำนาจดุจทาส และคนใช้ นางจักตั้งตัวเป็นใหญ่ข่มขี่สามีตน ตามความพอใจตนทุกประการ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด"
ดูกรมหาบพิตร อนาคตกาลที่จะปรากฏขึ้นครั้งนี้ ย่อมมีอุปมัยเปรียบประดุจตัวนางเขียดน้อยมีขนาดเท่าดอกมะทรางเล็ก กระโจนเข้ากัดกินงูใหญ่ ส่วนงูใหญ่ แม้ตนจะเป็นผู้มีพิษกว่า มีกำลังกว่า ก็หาต่อสู้นางเขียดน้อยนั้นได้ไม่ สมตามสุบินนิมิตที่มหาบพิตรได้เห็นมาด้วยประการฉะนี้
15. พุทธทำนายนิมิตที่สิบห้า
เห็นฝูงสกุณชาติ(นก) เป็นกามีขนดำเป็นมันละเลื่อม ส่งเสียงร้องเหมือนต้องการอาหารเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เมื่อมองเข้าไปในฝูงกา ข้าพระองค์กลับได้เห็นหงส์ทองตัวหนึ่ง มีขนจับกับแสงอาทิตย์เหมือนทองคำธรรมชาติ โพลงเป็นรัศมีเมื่อยามถูกไฟหลอม หงส์นั้นลดศักดิ์อันเป็นพญาสัตว์ในอากาศ เข้ามาคลุกเคล้าสนุกสนานอยู่กับฝูงกา
- สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกระทำดุษณียภาพโดยพุทธอัธยาศัยครู่หนึ่ง และมีพุทธฎีกาทำนาย เป็นความว่า
"ในอนาคตกาล โลกจักผันแปรไป กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ผู้เป็นบ่อบังเกิดแห่งความภักดีของคนทั้งหลาย จักลดน้อยถอยอำนาจลง ความแกล้วกล้าในศิลปศาสตร์อันเป็นสมบัติของพระองค์ไม่มี
จักหวั่นระแวงในราชสมบัติ ทรงเกรงว่าบุคคลผู้มีตระกูล มีชาติและความสามารถจักก่อวิบัติให้แก่ราชบังลังค์ จึงทรงเลือกคนชั้นทราม เช่นพนักงานเช็ดรองพระบาท พนักงานแต่งพระเกศาและพนักงานเครื่องสรงผู้หาสติปัญญาไม่ได้ เอามาดำรงตำแหน่งใหญ่ไว้ในราชการของพระองค์ ทำให้ราชการบ้านเมืองต้องเสื่อมโทรมไป
ในอนาคตกาลนั้น บุคคลผู้มีชาติ มีตระกูลและมีความสามารถทั้งหลาย เมื่อขาดที่พึ่งในาชสำนัก และไม่มีตำแหน่งหน้าที่แล้ว ก็จักไม่สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ เมื่อหนทางใดไม่มี ก็จักออกไปเที่ยวประจบสอพลอขออาหาร จากคนชั้นต่ำมาเลี้ยงชีวิตของตน
ผลแห่งสุบินนิมิตที่มหาบพิตรเห็นพญาหงส์ยอมตนเข้ามาคลุกเคล้าอยู่กับฝูงกา อันเป็นสัตว์หาสัทธรรมมิได้ จึงเป็นอุปมาดังตถาคตทำนายมาฉะนี้แล"
16. พุทธทำนายนิมิตที่สิบหก
เห็นแพะผอมกลับเป็นสัตว์กล้าหาญ ไล่เสืออ้วนจนวิ่งหนีเตลิดไป เสือไม่อาจสู้หน้าได้ เมื่อแพะกวดใกล้จะทันกัน เสือก็แสดงความหวาดกลัวแพะเป็นกำลัง แพะไล่เสือคู่นั้นผ่านไป ยังมีแพะผอมไล่กวดเสืออ้วนใหญ่ผ่านมาอีกหลายคู่ และมีเสือหลายตัวที่แอบซุ้มไม้หลบภัยกลัวแพะอยู่ก็มี ครู่หนึ่งแพะกระโดดกัดขาเสือไว้แน่น เสือร้องสะบัดหลุดวิ่งหนีไป
- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีรับสั่งทำนายนิมิตอันเป็นปริโยสานของ พระราชาผู้ครองนครสาวัตถีครั้งนี้เป็นความว่า
"ด้วยในอนาคตกาล ธรรมกับอธรรมจักกลับกันไป ธรรมซึ่งทรงอำนาจใหญ่จักพ่ายแพ้แก่อธรรมเป็นกำหนด บรรดาผู้มิได้ปฏิบัติธรรม มีความชั่วช้าอัปยศ จักประจบหัวหน้าผู้มีใจมิได้มีธรรมเช่นเดียวกับตน ให้ขับไล่บุคคลผู้มีธรรม และปัญญาออกไปเสียจากหน้าที่ หัวหน้าผู้โลเลก็ย่อมเชื่อแก่ถ้อยคำเหล่านี้
ในสมัยนั้นหน้าที่และสมบัติทั้งหลายของคนดี ก็จะถูกคนชั่วยื้อแย่งเอาไป ครั้นพากันฟ้องร้องต่อผู้พิพากษาผู้ไม่มีธรรม ก็วินิจฉัยยกคดีไปให้ประโยชน์แก่ผู้ไม่มีธรรมเช่นเดียวกับตน คนเหล่านี้ชนะความแล้วยังไม่สาใจ กลับพยาบาททำร้ายทุบตีคนดีทั้งหลายเหล่านั้นด้วย
อีกประการหนึ่ง ในสมณมณฑลนั้นเล่า ภิกษุอลัชชีไม่มีความละอายต่อบาป จักเกิดขึ้นเป็นอันมาก ภิกษุเหล่านี้ จักพากันใช้ความทุศีลของตนย่ำยีต่อภิกษาผู้มีศีล ภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายเมื่อเห็นเป็นอันตราย ก็จักพากันหลบหนีออกไปสู่ป่า
ข้อนี้มีอุปมาเช่นเดียวกับ แพะผอมเข้าโลดไล่เสือเหลืองอ้วนให้หนีไป ดังนิมิตของราชาที่ปรากฏมานั้นแล"
สมเด็จพระทศพล ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจักจบพระสัทธรรมเทศนาจึงตรัสแก่ราชาผู้ครองสาวัตถีว่า
"ผลแห่งสุบินนิมิตเหล่านั้น จักยังไม่มีในกาลแห่งราชสมบัติของพระองค์ แต่จักมีในการเมื่อโลกวิปริตผิดจากธรรมดา"
ก็อันความวิปริตแห่งโลกนั้นมี 6 อย่างด้วยกัน คือ
1.
กาลแห่งเหตุอันไม่ควร บุคคลถือเอาว่าเป็นเหตุอันควร
2.
กาลแห่งเหตุอันควร บุคคลถือเสียว่าเป็นเหตุอันไม่ควร
3.
กาลแห่งความไม่เป็นจริง แต่กลับมาถือว่าเป็นจริง
4.
กาลแห่งความเป็นจริง กลับมาถือเสียว่าไม่เป็นจริง
5.
กาลแห่งพวกอลัชชีไม่มีความกลัวบาปมีมากขึ้น
6.
กาลแห่งพวกละอายต่อบาปลดน้อยลง
เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงพยากรณ์ผลสำเร็จของสุบินนิมิตเห็นปานนี้แล้ว ราชาปเสนทิโกศล พร้อมด้วยพระนางมัลลิกา และข้าราชบริวารทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาต่อสมเด็จพระบรมประทีปแก้วพร้อมกันว่า
"ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เจ้าว่า เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป"
ครั้งแล้วราชา พระนางมัลลิกา และข้าราชบริพาร จึงกราบทูลลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากมหาวิหารเชตวัน ผ่านป่ามะม่วงและป่าไผ่มาในยามต้นแห่งราตรี ผ่านเข้าสู่พระบรมมหาราชวังสาวัตถี ก็มีด้วยประการฉะนี้แล
อ้างอิง
เนื้อเรื่อง : พุทธทำนาย - เสฐียร พันธรังษี พ.ศ. 2501
ภาพประกอบ : เหม เวชกร
ภาพปก : the little things - Mitch Itsallinsideus
ย่อ/เรียบเรียง : ดิษฏฐ์ วชรศิวานันท์
ปรัชญา
พุทธศาสนา
ไลฟ์สไตล์
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย