1 เม.ย. 2025 เวลา 19:17 • บันเทิง

Jim Thompson ชายหลายหน้าผู้สาบสูญ (2)

กำเนิด Thai Silk Company
ช่วงหลังสงครามโลก 2 ( ปลายปีคศ 1945 ) จิม ขณะที่บทบาทในฐานะสมาชิกหน่วย OSS ลดลง
ประมาณว่า จิมทำงานให้ OSS ในเมืองไทยในฐานะ ผอ.ภูมิภาคนี้ได้ประมาณ 10 เดือน แล้วลาออก ( ปี 1946 )
ในรูปคือ จิมได้เหรียญสดุดี ถึง 5 เหรียญ ในช่วงที่ทำงานทหารและย้ายมาหน่วย OSS
จิมใช้เวลาเพียงแค่ 6 ปี ในการเลื่อนยศ จากพลทหารไปจนจบที่ยศ พันโท นับว่า เร็วมากๆ
ส่วนล่างในรูปข้างบน คือ เอกสารแสดงการลาออก จาก หน่วย OSSของ จิม ทอมป์สัน
เมื่อลาออก จาก OSS ( ออกเต็มตัวหรือไม่ ไม่มีใครสามารถยืนยัน ) เขาได้ร่วมกับเพื่อนนักข่าวสงครามสาวใหญ่ชื่อ Germaine Krull และเพื่อนอีกบางคน วางแผนจะซื้อ โรงแรมมารีโนเวทให้ดีๆ เพื่อรองรับการเข้ามาของชาวต่างชาติ ที่มากับ สายการบิน Pan Am ของอเมริกา
โรงแรมที่ทั้งคู่หมายตาไว้ก็คือ
โรงแรม โอเรียนเต็ล
รร. โอเรียลเต็ล ยุคแรกๆ แขกต้องใช้ขันตักน้ำจากตุ่มอาบ
โรงแรม Oriental ในยุคแรกๆนั้น แขกที่มาพัก ยังต้องใช้ขันตักน้ำจากตุ่มมาราดตัวอาบอยู่เลย !
มีเรื่องเล่าว่า แขกฝรั่งที่มาพักยุคแรกบางคน คิดว่า ตุ่มน้ำนั่นคือ bathtube เอาตัวเองลงไปนั่งยองๆลอยคอแช่น้ำในในตุ่ม !
แขกที่มาพัก คงบ่นอยู่ในใจว่า อ่างอาบน้ำเมืองไทย ทำไมมันแสนจะอาบยากอาบเย็นกันจัง !
จิมบอกกับเพื่อนหญิง Germaine Krull ว่า เงินทุนไม่พอ ขอบินกลับเมกาไประดมทุนก่อน และจะกลับไปทำเรื่องลาออกจาก OSS ในช่วงปี 1946 ( เพราะ OSS กำลังจะปิดตัว แปลงมาเป็นหน่วยงาน CIA เต็มตัวแทน ในปี 1947 )
เมื่อเขาไปถึง อเมริกา ได้พบกับ Pat Thraves ภริยาของจิม เธอก็ขอหย่ากับเขา ( คงเพราะจิมเที่ยวตะลอนๆไปหลายประเทศ ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน )
ทั้งคู่ไม่มีลูกด้วยกัน
หลังหย่า จิมไม่ได้แต่งงานใหม่อีก ( มีเหตุการณ์ที่ฉิวเฉียดให้จิมเกือบจะได้แต่งงานอีกครั้ง กับหม่อม อามีเลีย แต่ก็คลาดกัน หาไม่ จิมอาจจะยังอยู่ในไทย ไม่ไปหายสาบสูญที่คาเมรอน ก็เป็นได้ !)
ครั้นเมื่อได้เงิน บินกลับมาไทย จิมก็ได้รับคำตอบจาก สาว Krull ว่า ฉันรอเธอไม่ไหว ฉันหาหุ้นส่วนคนใหม่ไปแล้ว เธอไม่ต้องร่วมลงขันแล้ว !
ข้อมูลบางแหล่ง เช่น ข้อเขียน ของ ลงทุนแมน รวมทั้งนักขุดค้น ชื่อ Dr. Lew Toulmin ที่มาพูดในงาน 50 ปีหลังวันสาบสูญ งานจัดที่ วอชิงตัน - เป็นงาน สัมนาของ Spymuseum ) บอกว่า จิมยังคงได้ร่วมถือหุ้นใน รร. และร่วมบริหาร รร.ไประยะหนึ่งแล้วถอนตัวเพราะขัดแย้งกัน
หากมองย้อนหลังไป จิมน่าจะเข้าถือหุ้น รร. โอเรียลเต็ล ยุคก่อตั้งแหละ เพราะมีหลักฐานบันทึกว่า มีช่วงหนึ่ง ทางวังของไทย ประสงค์ให้ จิมไปออกแบบและตกแต่งในวัง เพราะเห็นผลงานการตกแต่ง ห้องพักที่ รร. โอเรียลเต็ลมาแล้วว่า สวยจริง
แต่เนื่องจากขัดแย้งกับ Krull ภายหลังบริหารไปไม่นาน จิมเลยถอนตัวจาก งาน รร.
ไม่งั้น เจ้าของ รร. โอเรียนเต็ล ทุกวันนี้ อาจจะเป็น ตระกูล ทอมป์สัน !
และร้านผ้าไหมไทย ที่ชื่อ Jim Thompson ก็คงจะไม่มี !
ก็ต้องมองหาลู่ทางค้าขายอย่างอื่นใหม่ต่อไป
วันหนึ่ง เขาไปเห็นผ้าไหมไทย ในพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ ว่า สวยงามดี และสืบเสาะว่า มีชุมชนบ้านครัว ซึ่งเป็นแขกจาม ที่ทำอาชีพ ทอผ้าไหมไทย อยู่ในกรุงเทพ เขต ปทุมวัน
จิมดั้นด้นไปดูกับตา เห็นว่าใช้ได้ จึงให้ทอผ้าไหมไทยประมาณ 100 หลา แล้วนำไป เป็นผ้าตัวอย่าง เสนอให้ เพื่อนหญิงชื่อ Edna Woolman Chase เจ้าแม่หนังสือแฟชั่น Vogue ได้เห็นที่อเมริกา และ ให้ Valentino Designer ประจำกอง บก.ตัดเป็นเสื้อผ้า ให้แบบใส่ถ่ายขึ้นปก Vogue
การที่จิมสามารถเจาะได้ถึงวงการนิตยสารแฟชั่น เซเลบ เป็นผลพวงจาก การที่เคยใช้ชีวิตหรูหราในช่วงหนุ่มแบบ Gatsby และการที่เคยทำงาน OSS ทำให้รู้จักคนสำคัญหลายที่และหลายคน
จิมยังนำผ้าไหมที่เหลือ ไปเสนอให้ตัดเป็นเครื่องแต่งกายของ ตัวละครบรอดเวย์ เรื่อง the King and I ละครเวทีที่มาจากหนังสือชื่อ Anna and the King of Siam ซึ่งแต่งโดย Margaret Landon โดยอิงมาจากบันทึกความทรงจำของ แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ อีกที ที่เล่าเรื่องเมืองไทย ในตอนแหม่มได้รับการว่าจ้างจากไทย ให้ไปสอนหนังสือแก่ ราชโอรสและเจ้านายในวัง สมัย ร.4 สมเด็จพระจอมเกล้า
ภายหลัง หนังฟอร์มยักษ์เรื่อง เบน เฮอร์ หนังที่สร้างประวัติศาสตร์ คว้าไปถึง 11 Oscar
นักแสดงก็สวมใส่ผ้าไหมไทย ของ จิม ทอมป์สัน
แม้กระทั่ง นางเอกดาวดังแห่ง Hollywood อลิซาเบธ เทเล่อร์ ก็ยังเคยสวมชุดไหมพะยี่ห้อของจิม ทอมป์สัน !
หนังฟอร์มยักษ์ Ben Hur กวาด 11 Oscar
พลันที่ผ้าไหมไทย ได้เปิดตลาดในโลกตะวันตก
คำสั่งซื้อและยอดขายก็เริ่มก้าวกระโดด
จากเดือนละ 5 แสนบาทขึ้นไปถึง 2 ล้านบาทต่อเดือน !
จิมก่อตั้งบริษัท อุตสาหกรรมผ้าไหมไทย ( Thai silk co.) ปี 2491 ( คศ 1948 # CIA ก่อตั้งปี พศ. 2490 - คศ.1947 ก่อนจิมตั้ง บ.ไหมไทยหนึ่งปี ) เขาถือหุ้นใน บ.นี้ 90 หุ้น จากทั้งหมด 500 หุ้น ( 18% ) ด้วยทุนจดทะเบียน 5 แสนบาท
ผู้ถือหุ้นหลายท่าน มีเชื้อเจ้า หนึ่งในนั้นคือ มจ. สนิทศักดิ์ประยูร รังสิต ( บุตรชายของ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ) ซึ่งสมรสกับ หม่อม อามีเลีย สาวลูกครึ่ง แต่เจ็ดปีหลังได้หย่ากัน เพราะไม่มีทายาทด้วยกัน แล้ว เกือบจะทำให้จิม ได้แต่งงานหนสองกับเธอ
ผู้ถือหุ้นลำดับ 4 น่าจะชื่อ มจ.สนิทศักดิ์ประยูร รังสิต มากกว่า เพราะ ลำดับ 1 ก็คือ คนเดียวกับ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์
ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้ สินค้าผ้าไหมของจิมขายดีคือ
นอกจาก คุณภาพของผ้าไหมที่มีเลื่อมสวยงามและบางเบาใส่สบายแล้ว
การใช้สีและลายผ้า ที่มาจากไอเดียและมุมมองของจิมเอง
เขาชอบใช้สีเจิดแจ่มจรัส ( จิมเรียกว่า สี ฟรุ้ตสลัด ) และออกแบบ ลายที่ match กับชุดแต่ละชุดได้อย่างลงตัว
พึงระลึกไว้ว่า จิมเคยเรียนสถาปนิก ที่ต้องมีสมอง ช่างครีเอท และความรักชอบงานศิลปะเป็นทุนเดิม ทำให้เขารังสรรค์ผ้าแต่ละชิ้นออกมาได้อย่างทัชใจลูกค้า ทั้งไทยและเทศ
ในอีกด้านของชีวิต จิมชอบและสะสมงานศิลปะที่เป็นไทยและตะวันออก ทั้งงานปั้น / ภาพเก่า/ เครื่องประดับ / ชามเบญจรงค์
ถ้ามีเวลาว่าง เขาชอบไปเดินชมและหาซื้อของเก่าที่เวิ้งนครเกษม
บางวันหยุดก็ไปหาซื้อถึง อยุธยา
จนมีการบอกต่อ ปากต่อปาก ว่านายห้างฝรั่งคนนี้ ชอบของเก่า
แทบทุกเที่ยงวัน จะมีชาวบ้าน นำของเก่ามาเสนอขายถึงที่ร้านหรือที่บ้าน
เมื่อเริ่มมีเงิน จิมลงทุนผาติกรรมบ้านเรือนไทย สี่หลังจากอยุธยา มาประกอบสร้างที่ริมคลองแสนแสบ ตรงข้ามชุมชนบ้านครัว ปทุมวัน ( ปัจจุบันคือ ซอยเกษมสันต์ 2 ตรงข้าม สนามกีฬา ศุภชลาศัย )
และสร้างเพิ่มอีก 2 หลัง ในบริเวณนั้น
บ้านไทย 6 หลัง 4 หลัง นำมาจากอยุธยา 2 หลัง สร้างขึ้นใหม่ ทั้งหมดเสร็จ ปี 2502 ( 1959 )
โดยการออกแบบเพิ่มเติมของเขาเอง
ซึ่งเป็นการประยุกต์บ้านทรงไทย ตามความชอบและความต้องการใช้สอยของจิม
เช่น
นำบันไดไว้ในตัวบ้านแบบสไตล์บ้านฝรั่ง บ้านไทยแท้ๆ บันไดจะอยู่นอกตัวบ้าน
ในบ้านแบ่งส่วนเป็น ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องเตรียมและทานอาหาร แบบอย่างบ้านตะวันตก
แถม ทำตามใจฉัน คือ นำแถบคิ้วไม้สลักลายพฤกษา กนกหันด้านลายเข้าในตัวบ้าน ( เพื่อตัวเองจะได้ชมความงามของลายสลัก )
แทนที่จะหันหรือแปะลายไม้ออกนอกตัวบ้าน !
ว่ากันแบบภาษา สถาปนิกคือ
Form เป็นบ้าน ( ทรง ) ไทย
แต่ Function อั๊วะ ขอแบบ ฝาหรั่ง นะนายจ๋า !
คิ้วลายไม้ที่นำมาติดเข้าหาภายในตัวบ้าน
ปัจจุบัน บ้านเหล่านี้เปิดเป็น พพภ. จิม ทอมป์สัน ให้เข้าชม
ความรุ่งเรืองและร่ำรวยของเขา รวมทั้งอดีตที่เป็นถึงระดับ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองสหรัฐประจำภูมิภาค ทำให้ชีวิตของจิม ได้พบปะกับคนดังๆเด่นๆมากมาย ทุกแวดวง นักการเมือง/ นักข่าว / ดารา/ ศิลปิน / ไฮโซแอนด์ เซเลบ ตลอดจน นายธนาคารพ่อค้าระดับแถวหน้าของประเทศ
ตรงนี้ ทำให้ตอนที่ จิม หายตัวไปในบ่ายวันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม 2510 ( 1967 ) ณ. คาเมรอนไฮแลนด์ รัฐปาหัง มาเลเซีย ก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานไปต่างๆนาๆ เช่น
3
- ลักพาตัว
-ฝ่ายตรงข้าม CIA ฆ่า
- คอมมิวนิสต์มลายาฆ่า
- CIA ด้วยกันฆ่าปิดปาก/อาจเพราะเขาเอาใจออกห่าง
- หลงทางในป่า
- สัตว์ป่าทำร้าย
- อุบัติเหตุ เช่น ตกเขาหรือเหว
- คู่แข่งธุรกิจฆ่า
- คนของรัฐบาลไทยตอนนั้นตามมาฆ่า
- ตกลงในหลุมดักสัตว์ ของชนเผ่าพื้นเมือง ออรัง อัสรีย์
และศพถูกฝังจึงหาไม่พบร่องรอย แต่จากการสอบถามของนักค้นหา พบว่า หลุมดักสัตว์ของชาวเผ่ามักไว้ดักสัตว์เล็ก ขนาดพวกตุ่น ไม่ใช่หลุมใหญ่ดักคนได้
- ตนเองต้องการเริ่มชีวิตใหม่ เลยทำเรื่องลวงโลก
และ
- ฆ่าตัวตาย
ฯลฯ
มีคนรวบรวมข้อสันนิษฐาน สาเหตุการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของจิมได้มากถึง 50 กว่าสาเหตุ !!!
เรียกได้ว่า น่าจะเป็นสาเหตุ การหายตัว ที่มากที่สุดในโลก !!!
ก่อนที่จะไปว่ากันถึงเหตุการณ์ climax คือวันที่จิม หายตัวไปอย่างลึกลับนั้น
มีประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกันอย่างมาก ( เพราะมีผลต่อการวิเคราะห์ถีง สมมติฐานที่เขาหายตัวไป )
ประเด็นดังกล่าวคือ
หลังจาก ปี 1945 ที่สงครามโลกสิ้นสุด และสถานะของหน่วย OSS ยุบปิดในปี 1947 นั้น
จิม ทอมป์สัน เลิกหรือลาออกอย่างเด็ดขาดจากงานจารกรรม หรือยังคงสถานะ " สายลับ " เดิมอยู่ไหม ?
เขามีเอกสารลาออกหรือปลดประจำการ ปี 1946
.
หนังสือ เกี่ยวกับปริศนาการหายตัวของ จิม เขียนโดย วิลเลี่ยม วอร์เรน ที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดเล่มหนึ่ง
ปัจจุบัน ที่ พิพิธภัณฑ์ บ้านจิม ทอมป์สัน มีห้องสมุด ชื่อ William Warren Library ตั้งชื่อเป็นเกียรติ แก่เขาด้วย
ก่อนหรือหลังการหายสาปสูญของจิม ไม่กี่เดือน มีเหตุการณ์ใหญ่ที่ใกล้ตัวเขาเกิดขึ้นสองเรื่อง
ซึ่งภายหลัง มีการวิเคราะห์กันอย่างหนัก ว่าสามเหตุการณ์นี้ เกี่ยวข้องกันหรือไม่ ?
1. เพื่อนชาวเมกาคนหนึ่งของจิม ( จากคำบอกเล่าของคุณหญิง จำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ) เป็น บก.หนังสือพิมพ์ Bangkok Worldในไทย ( ตั้งหลัง Bangkok Post ) ชื่อ แบริกัน ( แต่เบื้องหลัง นายคนนี้ก็คือ นาย Darrell Berigan เป็นสายลับของ OSS คนหนึ่งด้วย !) ถูกจ่อยิงที่ขมับ เสียชีวิต ในรถโฟล์คสวาเก้น ที่จอดในสวนลุม กทม. ในสภาพกางเกงถูกปลดออกกึ่งเปลือย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1965 ( หนึ่งปีเศษ ก่อนการหายตัวไปของจิม ) นาฬิกา Rolex และ กระเป๋าเงินหายไป
คดีนี้ เป็นข่าวครึกโครมมากข่าวหนึ่งในตอนนั้น ร้อนขนาดสถานฑูตเมกา ต้องขอให้ ทางตำรวจไทย ซึ่ง พล.ต.อ. เภา สารสิน นายตำรวจที่ทำคดีนี้ ในขณะนั้น เร่งรัดหาตัวคนร้าย
คุณหญิงยังเล่าต่อว่า รงค์ วงษ์สวรรค์( ซึ่งขณะนั้น เป็นนักข่าวและนักเขียนของ นสพ.สยามรัฐ ที่เจ้าของค่ายคือ คุณชายคึกฤทธิ์ ซึ่งคุณชายก็รู้จักกับจิมด้วย ) เชื่อว่า แบริกัน ถูกฆ่าด้วยเรื่องการเมือง
แต่คุณหญิงในภายหลัง คิดว่า น่าจะถูกฆ่าด้วยเรื่องส่วนตัวมากกว่า และ พล.ต.อ. เภา ก็สรุปว่า เป็นเรื่องส่วนตัวกับเกย์คู่ขา ( เพราะมีข้อมูลว่า Berrigan เลี้ยงเด็กหนุ่มชายถึง 2 คน ที่ เป็นเกย์ )
คุณหญิงเอง รู้จักทั้งจิมและนาย แบริกัน ในฐานะที่เคยทำงานข่าวด้วยกัน โดยตอนแรกเข้าวงการ แบริกัน เป็นคนสอนคุณหญิงเรื่อง การทำข่าว
2. ข่าว จิม ทอมป์สัน ราชาไหมไทย หายตัวลึกลับและไร้ร่องรอย ขณะไปพักผ่อนที่ คาเมรอน ไฮแลนด์ เมืองตากอากาศที่เล็กๆและสงบใน รัฐปาหัง มาเลเซีย ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ สองร้อยกว่า กม.
เขาหายไป เมื่อบ่าย วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 1967
จนบัดนี้ ก็ไร้ร่องรอย ( เหมือนการสาบสูญของเที่ยวบิน MH 370 ของ มาเลเซีย เลยวุ้ย !)
3. ห้าเดือนถัดมา สิงหาคม 1967 หลังจากการหายตัวของจิม ทอมป์สัน
ตามคำบอกของคุณหญิง จำนงศรี น้องสาวของ จิม ทอมป์สัน นางวูดส์ ( ในคลิป คุณหญิงบอกว่าอาศัยอยู่ที่ นิวยอร์ค )แต่ ฝรั่งบอกว่า พี่สาวและตามข่าวฝรั่งบอกว่า อยู่ที่ เพนซิลวาเนีย ( คุณหญิงน่าจะจำผิด ) ก็ถูกคนร้าย ฆ่าปาดคอ โดยไม่รู้เหตุจูงใจ ของคนร้าย !
ทรัพย์สินของเธอไม่ได้ถูกคนร้ายนำไป สุนัข2ตัวที่เธอเลี้ยงไว้ ก็อยู่ปกติ และมันก็ไม่ได้ต่อสู้กับคนร้าย
PA ในพาดหัว นสพ. คือ รัฐ เพนซิลวาเนีย
มีหลายคน คิดว่า เหตุร้ายทั้งสามเหตุการณ์นี้ เกี่ยวข้องกัน
แต่นาย Toulmin นักค้นคว้าและวิจัยบอกว่า ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน
ยิ่งกว่านั้น เกือบหนึ่งปีถัดมา หมาตัวโปรดของจิม ที่บ้าน กทม. ก็หายสาบสูญตามเจ้านายไปเช่นกัน !
จะเกี่ยวกันมั้ยนี่ ?!?
ร้านผ้าไหม จิม ทอมป์สัน สาขาใหญ่ที่แรก สุริวงศ์
ต้น เดือน มีนาคม 1967 จิมเปิดสาขาใหญ่ สาขาแรกที่ถนนสุริวงศ์ อย่างยิ่งใหญ่หรูหรา ติดแอร์ คอนดิชั่นเย็นฉ่ำตึกทั้งหลัง
มีการเชิญเซเลบ คนใหญ่คนโต นักการเมือง ดารา มางานเปิดตัวอย่างคับคั่ง
หลังงานเปิดตึกค้าผ้าไหมหลังใหญ่ ใจกลางกรุง ในช่วงต้นเดือน มีนาคม 1967 เขาเหน็ดเหนื่อยกับงานใหญ่งานนี้ รู้สึกอยากพักผ่อน
เพื่อนหญิง เจ้าของร้านค้าของเก่าใน กท. คอนนี่ - คอนสแตนซ์ มังสเกา จึงชวนจิม ให้ไปพักผ่อน ตากอากาศ ณ. รีสอร์ทที่ Cameron Highlands เทือกเขาสูงรองจาก Genting Highlands ใกล้ กัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย
Cameron สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร
จิม เคยไปที่ คาเมรอน ไฮแลนด์มาแล้วสองครั้ง และมีเพื่อนทั้งในมาเลย์และสิงคโปร์ จึงตอบตกลง
รีสอร์ทที่จะไปพักมีบ้านพัก ชื่อ Moonlight cottage
หรือในปัจจุบัน ก็ยังเปิดเป็นบ้านพักแบบเดิม ให้คนทั่วไป มาพักได้ สนนราคา ผมค้นจาก Agoda มาให้เสร็จสรรพ ! ทุกวันนี้ ใช้ชื่อว่า
Moonlight Bungalow
ในตอนนั้น Moonlight Cottage เป็นของเพื่อนของจิม คือของตระกูล Dr. T.G.Ling หมอนักธุรกิจชาวจีนสิงคโปร์ ผู้มั่งคั่ง ซึ่งมีภริยาเป็นชาวอเมริกัน ชื่อ Helen
Moonlight cottage ที่พักสุดท้าย ที่จิมหายตัวไป
ตอนต่อไป จะเป็นเหตุการณ์ช่วงที่จิม หายสาบสูญไปโดยละเอียด และมีตัวละครหลัก เพียงสี่-ห้า คนเท่านั้น
คือ - ตัวจิม ทอมป์สัน
- Connie Mangskau เพื่อนหญิงที่ชวนจิมให้มาพักผ่อนที่ Cameron แห่งนี้
- Dr. T. G. Ling เพื่อนนายแพทย์นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ เจ้าของ Moonlight cottage
- Helen ภริยาชาวอเมริกัน ของ Dr. Ling
- + / - คนขับรถ
ซึ่งตามข่าว จิมเช่ารถพร้อมคนขับออกเดินทางจากปีนัง ไป Cameron ระยะเวลาประมาณ 4 ชม.รถยนต์ ( 227 กม.)
และระหว่างก่อนเดินทาง มีข้อมูลพูดถึง มีการเปลี่ยนตัวคนขับตอนจะเริ่มเดินทาง โดยไม่ได้แจ้งกับจิม
แถม ระหว่างทาง ที่คาเมรอน ตรงเมืองเล็กๆชื่อ ทาปาห์ ราต้า จุดที่จะเริ่มไต่เขาไปที่รีสอร์ท คนขับได้เปลี่ยนรถคันใหม่ โดยมีชายชาวจีนนั่งอยู่บนรถแล้ว 2 คนจะร่วมไปด้วย แต่จิมไม่ยอม ท้ายที่สุด ชายจีน 2 คนนั้นยอมลงจากรถ
แต่เมื่ออยู่ในช่วงที่พักที่รีสอร์ท ก็ไม่มีการเอ่ยถึงคนขับรถอีกเลย
โปรดติดตาม ตอนต่อไป
ตอน การหายสาบสูญ ของ ชายหลายหน้า รับรอง สนุกสุดๆ !

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา