Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
YOY
•
ติดตาม
14 เม.ย. 2025 เวลา 15:32 • สุขภาพ
ความหวังใหม่ของสงครามกับโรคอ้วน
⸻
“A New Hope” – ความหวังใหม่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผิด
เมื่อกล่าวถึงการลดน้ำหนัก ความเชื่อหลักที่ฝังรากลึกในสังคมมานาน คือความเชื่อว่า “คุณอ้วนเพราะคุณกินมากและออกกำลังกายน้อย” และทางแก้ที่เชื่อกันอย่างแพร่หลายก็คือ “ลดแคลอรีและเพิ่มกิจกรรมทางกาย”
Dr. Jason Fung เปิดบทที่ 3 ของหนังสือ The Obesity Code ด้วยความกล้าหาญในการทำลายความเชื่อเก่าเหล่านี้ พร้อมเสนอทฤษฎีใหม่ที่ทรงพลัง นั่นคือ โรคอ้วนไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับแคลอรี แต่มันคือปัญหาของระบบฮอร์โมน โดยเฉพาะอินซูลิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย
⸻
ทำไมสมการ “แคลอรีเข้า = แคลอรีออก” ถึงใช้ไม่ได้กับร่างกายมนุษย์
หนึ่งในสิ่งแรกที่ Fung ชี้ให้เห็นคือ ความเรียบง่ายของสมการแคลอรี ไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนของชีววิทยาในมนุษย์ได้อย่างครอบคลุม
ตัวอย่างที่สวนทางกับสมมติฐาน
• มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า คนอ้วนบางคนกินแคลอรีน้อยกว่าคนผอม
• คนที่ลดน้ำหนักด้วยการลดแคลอรีอย่างต่อเนื่องมักล้มเหลวในระยะยาว เพราะร่างกายตอบสนองโดยการ “ลดอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate)”
• เมื่ออัตราการเผาผลาญลดลง คน ๆ นั้นจะรู้สึกเหนื่อยง่าย หนาวง่าย และหิวมากขึ้น — สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายเพื่อรักษาน้ำหนักเดิมไว้
ร่างกายไม่ใช่เครื่องคิดเลข
Fung ย้ำว่า ร่างกายมนุษย์คือระบบชีววิทยาที่มีความสามารถในการปรับตัวแบบอัตโนมัติ ไม่ใช่เครื่องคำนวณตัวเลขแคลอรี
“ถ้าคุณลดปริมาณพลังงานที่กินเข้าไป ร่างกายก็จะลดพลังงานที่ใช้ เพื่อรักษาสมดุลไว้”
– Jason Fung, The Obesity Code
⸻
ระบบควบคุมน้ำหนักเหมือนเทอร์โมสแตต
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น Fung นำเสนอแนวคิดว่า ระบบควบคุมน้ำหนักของร่างกายทำงานเหมือน ‘เทอร์โมสแตต’ ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ล่วงหน้า
เปรียบเทียบกับเครื่องทำความร้อน
• ถ้าตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา แล้วห้องร้อนขึ้น ระบบจะหยุดให้ความร้อน
• ถ้าห้องเย็นลง ระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเพื่อให้อุณหภูมิกลับไปที่จุดที่ตั้งไว้
ในทำนองเดียวกัน:
• หากร่างกายตั้งค่า “น้ำหนักที่ควรเป็น” ไว้ที่ 80 กก. และคุณพยายามลดน้ำหนักด้วยการกินน้อยลง:
• ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเผาผลาญพลังงานน้อยลง
• ความหิวจะเพิ่มขึ้น
• อารมณ์จะแปรปรวน
• ความสามารถในการออกกำลังจะลดลง
• ทั้งหมดนี้คือ กลไกเพื่อพยายาม “กลับไปยังน้ำหนักที่ตั้งไว้”
Fung เรียกสิ่งนี้ว่า “set weight point” หรือ “น้ำหนักที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ” ซึ่งถูกควบคุมโดยระบบฮอร์โมน ไม่ใช่เพียงพลังจิตหรือวินัย
⸻
อินซูลิน: ผู้ควบคุมที่แท้จริงของน้ำหนักตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญของบทนี้คือการเปิดเผยบทบาทของ อินซูลิน (Insulin)
อินซูลินมีบทบาทมากกว่าที่เราคิด
• อินซูลินไม่ใช่แค่ฮอร์โมนที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
• มันคือ ฮอร์โมนเก็บไขมัน (Fat-storing hormone) ซึ่ง:
• กระตุ้นการเก็บพลังงานไว้ในรูปของไขมัน
• ยับยั้งการสลายไขมัน (lipolysis)
• มีผลระยะยาวต่อการเปลี่ยนแปลง set weight point ให้สูงขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างอินซูลินและโรคอ้วน
• Fung ยกตัวอย่างจากการศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย — ผลคือร่างกายผอมแห้งแม้ว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน
• ตรงกันข้าม ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับอินซูลินเสริมจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ข้อสรุป:
อินซูลินทำหน้าที่เหมือน “สวิตช์ไขมัน” ที่ควบคุมว่าเราจะสะสมหรือปล่อยไขมันออกมาใช้
⸻
การควบคุมอินซูลินคือกุญแจของการลดน้ำหนักที่แท้จริง
Dr. Fung เริ่มเสนอแนวทางใหม่ที่แตกต่างจาก “กินให้น้อย” หรือ “คุมแคลอรี” แบบเดิม ๆ โดยมุ่งเน้นที่การลดระดับอินซูลินให้ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดพื้นฐานของการควบคุมอินซูลิน:
• หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอินซูลิน เช่น คาร์โบไฮเดรตแปรรูป น้ำตาล
• เว้นช่วงการกิน (Intermittent Fasting) เพื่อให้ร่างกายมีช่วงเวลาที่อินซูลินต่ำ
• ให้ร่างกายเข้าสู่โหมด “เผาผลาญไขมัน” มากกว่า “สะสมไขมัน”
⸻
“A New Hope” ไม่ได้เป็นแค่ชื่อบท — แต่มันคือการจุดไฟใหม่ในใจของผู้ที่ล้มเหลวในการลดน้ำหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าคุณเคยลดน้ำหนักอย่างเต็มที่
ถ้าคุณเคยนับแคลอรี กินน้อย เดินวันละหมื่นก้าว แต่สุดท้าย น้ำหนักก็ไม่ลง หรือกลับมาเท่าเดิมในเวลาไม่นาน
บทที่ 3 ของหนังสือ The Obesity Code อาจเป็นครั้งแรกที่คุณรู้สึกว่า “ไม่ใช่ความผิดของเรา”
⸻
คำว่า “ขี้เกียจ” ถูกปลดจากการเป็นผู้ร้าย
ในสังคมปัจจุบัน การมีน้ำหนักเกินมักถูกตีความว่าเป็น “ความล้มเหลวส่วนบุคคล” เป็นผลของการ “กินไม่หยุด” หรือ “ขี้เกียจเกินไป” แต่ในบทนี้ Dr. Fung ได้ทำลายความคิดนั้นอย่างมีเหตุผล
เขาอธิบายว่าร่างกายมี “set point” น้ำหนัก ซึ่งถูกควบคุมโดยฮอร์โมน และหากอินซูลินอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ร่างกายจะตั้งจุดนี้ไว้สูงโดยอัตโนมัติ
นั่นหมายความว่า — คุณอาจไม่ได้อ้วนเพราะกินมาก แต่คุณ “กินมากเพราะร่างกายของคุณถูกตั้งไว้ให้ทำเช่นนั้น”
มันคือการ เปลี่ยนโฟกัสจาก “การโทษตัวเอง” ไปสู่ “การเข้าใจกลไกในร่างกาย” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความกล้าหาญทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลัง
⸻
Fung พาผู้อ่านก้าวพ้นสมการ ‘แคลอรี’ สุดแสนจำกัด
สิ่งที่ทำให้บทนี้ทรงพลังมากคือการกล้าท้าทายหลักคิดพื้นฐานที่เราถูกปลูกฝังมาตลอดชีวิตว่า:
“น้ำหนัก = แคลอรีเข้า - แคลอรีออก”
ในมุมหนึ่ง มันอาจเป็นความจริงระดับพื้นผิว
แต่ในระดับชีววิทยาลึก ๆ — มันคือ ความจริงที่ทำให้คนจำนวนมากพ่ายแพ้
การที่ Fung หยิบ “Basal Metabolic Rate” หรือการเผาผลาญพื้นฐานขึ้นมาเป็นประเด็น คือการเตือนว่า ร่างกายไม่ใช่เครื่องคิดเลขพลังงาน แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้เสมอ
ถ้าเรากินน้อย ร่างกายก็เผาน้อย
ถ้าเราอด ร่างกายก็เซฟพลังงาน
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนที่ลดน้ำหนักด้วยการอด มักจะล้มเหลว — ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ แต่เพราะเขา กำลังต่อสู้กับระบบอัจฉริยะของร่างกายโดยไม่มีเครื่องมือที่ถูกต้อง
⸻
อินซูลิน: ฮอร์โมนที่ถูกละเลยมานานเกินไป
ในโลกสุขภาพ อินซูลินมักถูกพูดถึงแค่ในบริบทของเบาหวาน แต่สิ่งที่ Fung ชี้ในบทนี้คือ:
“อินซูลินคือฮอร์โมนแห่งการสะสมไขมัน”
และเมื่ออินซูลินอยู่ในระดับสูงตลอดวัน (เช่นจากการกินของว่างตลอดเวลา, น้ำตาล, คาร์บแปรรูป ฯลฯ)
ร่างกายจะ “ไม่สามารถเผาไขมัน” ได้เลย
จุดนี้ทำให้ผู้อ่านฉุกคิดว่า
“ไม่ใช่แค่ปริมาณอาหารที่กิน แต่คือความถี่ และชนิดของอาหาร ที่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง”
นี่คือสารสำคัญที่สุดของบทที่ 3 — ว่า การจัดการอินซูลินคือรากฐานของการควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน
ไม่ใช่การนับแคลอรี หรือเพิ่มจำนวนการเดินวันละพันก้าว
⸻
ความเห็นส่วนตัว: นี่ไม่ใช่แค่บทในหนังสือ แต่คือบทเรียนชีวิต
ในฐานะผู้อ่านที่เคยผ่านประสบการณ์การลดน้ำหนักแบบนับแคลอรีแบบเคร่งครัด
เคยล้มเหลว เคยรู้สึกผิด เคยรู้สึกว่า “เราคงไม่มีวินัยพอ”
การได้อ่านบทนี้เปรียบเสมือนการได้ “พยักหน้าให้กับร่างกายตัวเอง” และบอกว่า…
“ขอบคุณที่พยายามรักษาเราให้มีชีวิตอยู่ แม้เราจะบังคับมันผิดทางมาตลอด”
Fung ไม่ได้ให้เพียงข้อมูล แต่ให้ “ความเห็นอกเห็นใจทางวิทยาศาสตร์” กับผู้ที่สู้กับน้ำหนักมาทั้งชีวิต
เขาไม่ได้บอกว่า “แค่กินน้อยลงสิ”
เขาบอกว่า “ลองลดอินซูลินก่อน แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น”
⸻
บทนี้คือรากฐานของเส้นทางใหม่
หากคุณจะอ่าน The Obesity Code ทั้งเล่ม แต่มีเวลาอ่านแค่บทเดียว — บทที่ 3 คือบทที่ต้องอ่าน
เพราะมันจะเปลี่ยน “คำถามที่คุณถามตัวเอง” ไปตลอดกาล
จากเดิมที่เคยถามว่า:
“ทำไมฉันถึงกินเยอะขนาดนี้?”
“ฉันจะลดแคลอรีให้ได้อีกไหม?”
“ฉันไม่มีวินัยหรือเปล่า?”
หลังจากบทนี้
คำถามใหม่ของคุณอาจกลายเป็น:
“อินซูลินของฉันสูงเกินไปหรือเปล่า?”
“ฉันกินกี่มื้อต่อวันโดยไม่ให้ฮอร์โมนพุ่ง?”
“ฉันจะเข้าใจร่างกาย มากกว่าฝืนมัน ได้ไหม?”
⸻
บทที่ 3 คือการปักธงว่า ‘เราไม่ล้มเหลว — เราแค่ได้รับคำสอนที่ผิดมา
สิ่งที่ Fung ทำในบทนี้ไม่ใช่แค่การเขียนตำราแพทย์ เขากำลังเขียน “ความเข้าใจใหม่” ให้กับคนธรรมดาที่เจ็บปวดจากระบบการแพทย์และสุขภาพที่ตัดสินคนจากรูปร่าง
เขาส่งสารว่า:
“คุณอาจเคยล้มเหลว แต่ไม่ใช่เพราะคุณไม่ดีพอ — แต่เพราะระบบที่คุณเชื่อไม่เข้าใจร่างกายคุณเลย”
⸻
หากคุณอยากลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
เริ่มต้นไม่ใช่ที่อาหาร แต่เริ่มที่ ความเข้าใจ
บทที่ 3 ของ The Obesity Code คือความเข้าใจบทแรกที่คุณควรมี
⸻
#โค้ดลับลดความอ้วน #ลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
#ลดความอ้วนแบบเข้าใจร่างกาย #เข้าใจอินซูลิน
#ไขความลับโรคอ้วน #ฮอร์โมนกับความอ้วน
#ความเข้าใจใหม่เรื่องแคลอรี #ไม่ใช่ความผิดของคุณ
#วิทยาศาสตร์สุขภาพ #รีวิวหนังสือสุขภาพ
#อ่านแล้วเปลี่ยนชีวิต #ความรู้สุขภาพ
#ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องวินัยอย่างเดียว
สุขภาพ
ไลฟ์สไตล์
ความรู้รอบตัว
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย