เส้นเลือดของรัฐ เส้นตายของป่า เมื่อถนนคือดาบสองคม

ลองจินตนาการดู ป่าเขียว ๆ เงียบสงบ อยู่ดี ๆ เสียงรถแม็คโครก็ดังขึ้น สาย 3259 ตัดกลาง เขาอ่างฤาไนถูกแทงทะลุหัวใจ
รัฐบอกนี่คือ “การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจ”
แต่สำหรับช้าง นั่นคือ “เส้นทางขาดสะบั้นระหว่างชีวิตกับอาหาร”
เมื่อถนนกลายเป็นพระเอกในละครพัฒนาของรัฐ มันไม่ได้มาเพียงเพื่อขนของ แต่มันขนเอาทุนเข้ามา ขนป่าออกไป และทิ้ง "ปัญหา" ไว้ให้ชุมชนแนวป่าเผชิญกับสัตว์ที่ไม่มีที่ไป
ถนนไม่ใช่แค่ทางลัด แต่มันคือลานประหาร
รัฐภูมิใจนักหนากับ “ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์แห่งชาติ”
แต่พอเอาแผนที่มาดูจริง ๆ เส้นถนน 304, 317, 3259 ฯลฯ
กลายเป็น บาดแผลสีเทา ที่แล่กลางพื้นที่สีเขียว
โครงสร้างพื้นฐานพาโรงเลื่อยเข้า พาไร่อ้อยเข้า พาพวกกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเข้า
แล้วใครล่ะออก?
ช้าง ออก
คนจน ออก
ผืนป่า ออก
แหล่งน้ำธรรมชาติ ออก
เหลือแต่ผังเมืองดี ๆ ในกระดาษ และฝุ่นแดง ๆ บนความจริง
และเมื่อช้างข้ามถนนไม่ได้ มันก็ข้ามรั้วเข้าบ้านคนแทน
อย่าโทษช้างว่าบุกรุก ถ้าถนนยังวิ่งผ่ากลางบ้านของมัน
อย่าด่าเมื่อมันเหยียบต้นกล้า หักโค่นต้นผลไม้ หากไผ่ที่มันเคยกินถูกถางจนราบ
ถนนคือ ขอบเขตใหม่ของการแบ่งชีวิต
แบ่งว่าใครมีสิทธิจะอยู่อย่างปลอดภัย
และใครต้องถูกเหยียบตายในข่าวช่อง 7 แล้วจบแค่ว่า “สลด”
รัฐพูดถึงถนนแบบศิลปิน พูดถึงช้างแบบปัญหา
คุณจะสร้างทางด่วนอีกกี่สายก็ได้
แต่ขอเถอะ อย่าเอาแผนแม่บทไปวางทับบนพื้นที่อนุรักษ์
แล้วปั้นน้ำเป็นข้ออ้างว่าช้างควร “อยู่เป็นที่เป็นทาง” เหมือนที่พักสัตว์เลี้ยง
ข้อเสนอแนะแบบคนที่ยังอยากเห็นช้างเดินบนผืนแผ่นดิน
1. ประเมินผลกระทบด้านสัตว์ป่าเป็นหัวใจ ไม่ใช่ภาคผนวก EIA/SEA ต้องแยก “ผลกระทบต่อเส้นทางเคลื่อนที่ของสัตว์ป่า” เป็นบทเฉพาะ
2. ทุกถนนใหม่ต้องพ่วง Wildlife Corridor โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ขอร้องให้ผู้รับเหมาสงสาร
3. หยุดแนวคิด “ยิ่งเชื่อมยิ่งเจริญ” ถ้ามันทำลายพื้นที่ที่ยังหายใจอยู่
4. ฟังเสียงชาวบ้านแนวป่า ให้มากกว่าสัญญาจ้างชั่วคราวที่แจกตอนประชาพิจารณ์
ถนนจะเป็นแค่ถนน
ถ้ามันไม่เหยียบใคร
แต่วันนี้มันคือบาดแผลที่ทั้งคนและช้างต้องจ่ายราคาแพง — ด้วยชีวิต
โฆษณา